Hands On : Honda CR-V 1.6 I-DTEC ผสานความเป็นยุโรปสู่มือคนไทย

ถ้าคุณถามว่ารถยนต์จากบริษัทรถยนต์ประเทศไทยมีความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีมากที่สุดในโลก ส่วนใหญ่คนไทยเราก็เล็งไปที่บรรดารถยนต์หรูราคาแพง จากโซนยุโรป เช่น เยอรมัน หรือ สวีเดน แต่ทั้งหมดที่เหมือนกัน คือการตอบโจทย์การขับขี่อย่างลงตัวในการใช้งาน และการออกแบบอันทรงคุณค่าเมื่อแรกพบ

Honda CR-V i-Dtec

นับวันรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวตนไปจากเดิม หนึ่งในนั้นที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยคือ  Honda หลังจากปีกลายทำเอาตลาดบ้านเราช็อก ด้วยการเปิดตัว Honda Civic Vtec Turbo ในปีนี้พวกเขาทำให้เราตื่นเต้นอีกครั้ง ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ Honda I-DTEC ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงประเทศไทยเสียที

เครื่องยนต์ดีเซลจาก Honda เป็นตำนานอีกด้านที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่หลายคนก็ถวิลหามันอย่างใจจดใจจ่อ เนื่องด้วย Honda เป็นบริษัทรถยนต์ที่มียอดขายดีในเมืองไทย ทำให้มีความเป็นไปได้ (สูง) ที่มันจะมาเปิดตัวขายภายในประเทศ ทว่าตั้งแต่เริ่มทำตลาดตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 มาจนวันนี้ Honda ยังไม่เคยเปิดปฐมบทเครื่องยนต์ดีเซลเลยสักครั้ง

Honda CR-V i-Dtec

ไม่ว่าอะไรทำให้พวกเขาตัดสินใจว่าประเทศไทย ถึงเวลาแล้วสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล มันก็ทำให้ผมตื่นเต้นอย่างมาก เมื่อฮอนด้าเชื้อเชิญให้มาลองขับรถยนต์ Honda CR-V ใหม่ก่อนเปิดตัว เฉกเช่นเดิมกฎระเบียบมากมาย ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด ทำเอาผมเกร็งๆ เหมือนกัน เมื่อจะต้องบินมายังบุรีรัมย์ กลับมายังสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิตอันคุ้นเคยเพื่อประมวลว่า Honda CR-V ใหม่ จะเจ๋งน่าซื้อสมคำร่ำรือเกียรติศักดิ์ เครื่องยนต์ดีเซลจาก Honda อย่างที่หลายคนอยากจะครอบครองหรือไม่

ก่อนจะไปพบกับสมรรถนะเจ้า Honda CR-V ใหม่ โฉมฉบับเวอร์ชั่นขายไทย ขอเท้าความตำนาน Honda I-DTEC   ให้ฟังสักหน่อยแล้วกัน

Honda CR-V i-Dtec

จุดเริ่มต้นของเครื่องยนต์  Honda I-DTEC เกิดขึ้นในช่วงปลายยุค 90 โดยประมาณ เมื่อทาง Honda เล็งเห็นเรื่องความเข้มงวดของกฎการปล่อยเสียทั่วโลก ที่ตระหนักบทบาทการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากสภาวะโลกร้อน ทาง Honda จึงเริ่มศึกษษทางเลือกของเครื่องยนต์ข้างๆ เครื่องยนต์ไฮบริด ด้วยการเปิดหน่วยพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลขึ้นมา ตอบสนองต่อตลาดที่กำลังมองหารถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดยุโรป

ใช้เวลางมโข่งอยู่หลายปีในที่สุด ฮอนด้าก็ได้ฤกษ์วางจำหน่ายเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร เป็นครั้งแรก โดยเปิดตัวครั้งแรกในงาน ด้วยเครื่องยนต์ i-CTDi หรือ Intelligent Common Rail Turbo Direct Injection แนะนำมาออกมาด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.2   ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จแปรผันจาก Honey Well บูสอยู่ที่ 0.93 บาร์ ตัวเครื่องเป็นอลูมินั่มบล็อก และที่สำคัญเครื่องยนต์บล็อกเดียวกันนี้ติดตั้งลงใน Honda CR-V เจเนอเรชั่นที่ 2 เวอร์ชั่นยุโรป  ในปี  2004 และยังใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกันนี้ใน Honda CR-V เจเนอเรชั่นที่  3 ปี 2007 ในงาน  Frankfurt Motor Show Honda ทำเอาทั่วโลกประหลาดใจด้วยการแนะนำเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหม่ และใช้ชื่อว่า Honda I-DTEC Engine

Honda CR-V i-Dtec

ระบบ I-DTEC หรือ Intelligent Diesel Technology Electronic Control  เป็นแนวทางใหม่ที่ทาง Honda คาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาเครื่องยนต์ Clean  Diesel โดยเครื่องยนต์ต้นแบบที่โชว์ในงานที่แฟรงค์เฟริตเป็นต้นกำลังรหัส N22B เป็นการนำเครื่องยนต์รุ่นเดิมมาปรับปรุงใหม่ มีการปรับพอร์ททางเดินอากาศทั้งฝั่งไอดี และฝั่งไอเสียใหม่หมด ปรับลดช่วงชักลงลูกสูบเล็กน้อย เช่นเดียวกับกำลังอัดในกระบอกสูบก็ลดลงไป ตามการเปิดเผยจากฮอนด้ามันมีกำลังสูงสุด 148 แรงม้า และทำแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่สำคัญ ผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ   Euro  5  ที่ถือว่าหินมากในยุคนั้น

เพียงปีเดียวหลังจากงานที่ Frankfurt Motor Show ทาง Honda แนะนำ Honda Accord มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล เครื่องยนต์ I-DTEC ใหม่ มันเหมือนกับเครื่องยนต์ต้นแบบทุกประการ เพียงแต่มีกำลังเครื่องยนต์มากถึง 180 แรงม้า และทำแรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร  ตัวเครื่องส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม.  ได้  8.7 วินาที มันมากพอจะให้ความเร้าใจ และปล่อยไอเสยเพียง 151 กรัม ต่อกิโลเมตร ซึ่งภายหลังมีการเปิดเวอร์ชั่นเกียร์ออโต้ มันมีอัตราเร่งช้ากว่า และปล่อยไอเสีย 170 กรัมต่อกิโลเมตร

ไม่นานเวลาผ่านไปไวอย่างกับโกหกในปี 2011 Honda โผล่ออกมาแนะนำเทคโนโลยี Honda Earth Dream ให้ทั่วโลกรู้จัก ด้วยความต้องการให้ใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพและยังเปี่ยมสมรรถนะ เครื่องยนต์ใหม่ๆ ของ Honda จึงทยอยออกหน้าตามาให้เราเห็น และหนึ่งในรายชื่อเครื่องยนต์จำนวนมากที่เตรียมส่งสู่ตลาดทั่วโลก คือเครื่องยนต์ดีเซล Honda I-DTEC ขนาด 1.6 ลิตร ที่ผมกำลังจะได้สัมผัสในอีกไม่กี่อึดใจ

ก่อนเริ่มขับ ทีมงานวิศวกร Honda เหลาให้ฟังว่า Honda I-DTEC 1.6 ลิตร เป็นความต้องการของ Honda ในการเพิ่มศักยภาพของเครื่องยนต์ดีเซล มันเป็นเครื่องยนต์บล็อกใหม่ ได้อานิสงค์จากกระแสลดขนาดเครื่องยนต์ Engine Downsizing เข้ามามีบทบาทในการพัฒนา

Honda CR-V i-Dtec

ทาทีมงานจึงเริ่มงานด้วยการออกแบบเครื่องยนต์ใหม่ ลดขนาดเครื่องยนต์จากกเดิม 2.2 ลิตร ลงมาเหลือเพียง  1.6   ลิตร เท่านั้น ตัวเครื่องยนต์ยังเป็นแบบอลูมิเนียมบล็อกทั้งตัวเหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงภายในชุดกระบอกสูบใหม่ทั้งหมด ลดแรงเสียทานในการทำงาน ด้วยการเปลี่ยน ข้อเหวี่ยง ก้านสูบ ใหม่ รวมถึงตัวลูกสูบ ยังถูกออกแบบให้มีชายสูบสั้นกว่ารุ่นเดิม ยิ่งกว่านั้น ผนังห้องสูบยังบ้างลง 1 มม. เพียงเท่านี้ก็ลดแรงเสียดทานไปได้กว่าร้อยละ 40 แล้ว

ด้านตัวบล็อกเครื่องยนต์ปรับปรุงท่อทางเดินน้ำใหม่เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนให้ดีขึ้น ชุดปั้มน้ำใหม่มีขนาดเล็กกะทัดรัดกระชับพื้นที่มากขึ้น ทางฮอนด้าจัดการเพิ่มแรงดันสั่งจ่ายน้ำมันจาก 1,600 บาร์ มาเป็น 1,800 บาร์ แล้วจัดการติดตั้งเทอร์โบชาร์จ 2 ลูก ทำงานต่อเนื่องตอบสนองการขับขี่ จนเรียกว่านี่คือเครื่องยนต์ทั่นสมัยที่สุดบล็อกหนึ่งเลยก็ว่าได้  และจากทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว ฮอนด้าประสบความสำเร็จในการพัฒนาเครื่องยนต์บล็อกนี้ให้มีน้ำหนักน้อยกว่าเครื่องดีเซลรุ่นเดิม 47 กิโลกรัม 

มันติดตั้งมาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ใช้ของจากผู้ผลิต ZF Transmission ที่ผลิตให้รถยนต์ชั้นนำอย่าง BMW   

ฟังอธิบายพักใหญ่ได้เวลาที่จะไปเจอ Honda CR-V เจเนอเรชั่น ที่ 5 ตัวจริงเสียที ผมได้รับรายงานว่านี่คทอรถเวอร์ชั่นพร้อมขายจริง และที่สำคัญเป็นรถยนต์เวอร์ชั่นรุ่นท๊อปของไลน์อัพที่จะวางจำหน่ายในไทยด้วย

เห็นตัวเป็นๆ ครั้งแรก ยอมรับว่า Honda CR-V ใหม่ ดูสง่ามากขึ้น ตัวรถได้กลิ่นอายการออกแบบผสมผสานระหว่างความเป็นรถยนต์ยุโรปและรถจากประเทศอเมริกาจนถ้าไม่แปะตรา Honda เผลอๆ จะไม่รู้ว่าเป็นรถญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

Honda CR-V i-Dtec

ไฟหน้าแบบ LED เด่นเป็นสง่า พร้อมการออกแบบกระจังหน้าโครเมี่ยมให้ความรู้สึกที่ดูภูมิฐานในการออกแบบมากขึ้น มันดูลงตัวกับกันชนหน้าใหม่ และไฟไฟตัดหมอกแบบ LED บางมุมมองทำเอาผมนึกถึง Honda Accord อยู่บ้าง

ด้านหลังเสริมเติมความทันสมัยด้วยการออกแบบ ไฟท้ายแบบ LED แลดูดีในตัวตน ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมมากขึ้น ตัวรถยังมาพร้อมประตูท้ายไฟฟ้าในคันที่ผมได้ชม ส่วนเส้นสายการออกแบบทางด้านข้างเพิ่มความสงาในสไต

สปอร์ต ด้วยล้ออัลลอยลายไซโคลนสีมูโทน ขนาด 18 นิ้ว จัดมาพร้อมยาง 235/60/R18 เลือกใช้ยาง Toyo Proxes R45 ตอบเรื่องการขับขี่
เปิดประตูเข้าไปดูห้องโดยสาร Honda CR-V  ใหม่ตอบโจทย์การออกแบบด้วยความทันสมัยดูพรีเมี่ยมมากขึ้นในทุกมุมมุอง จุดเด่นรุ่นนี้คือการให้ เบาะ 3  แถว  รองรับการโดยสารสูงสุด 7  ที่นั่ง แบ่งแยกจากน้องชาย Honda HR-V อย่างชัดเจนไปเลย

เบาะนั่งตอน 2 ยังคงความเป็นรถอรรถประโยชน์ มันสามารถปรับพับได้ และม้วนหน้าตีลังกาเพิ่มพื้นที่ในการเก็บสัมภาระได้ตามต้องการ รวมถึงยังสามารถปรับเอนพนักพิงได้ตามความต้องการ เบาะยังสามารถปรับเลื่อนหน้าหลัง เพื่อเข้าออกเบาะตอนสามได้สะดวกก หรือจะเพิ่มพื้นที่วางขายามที่ไม่มีผู้โดยสารเต็มคันรถ

Honda CR-V i-Dtec

ด้านหน้า Honda CR-V ใหม่ ตอนรับด้วยความเป็น Sport SUV ให้ความทันสมัยตั้งแต่ชุดเรือนไมล์ใหม่ยกตรงมาจาก  Honda Civic แต่ปรับการแสดงผลให้แตกต่างกัน เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าทั้งคู่ ยังไม่มีบันทึกท่านั่งมาให้ พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง ขึ้นลง และยืดหดตามต้องการ ช่วยให้หาท่านั่งง่ายขึ้น

คิวเบอร์ 13 ผมถือว่าเป็นความโชคดีในครั้งนี้ ถึงจะอาจจะรั้งท้ายๆ ของการทดสอบ แต่การขับยามก่อนค่ำที่อุณหภูมิไม่ร้อนจัด ก็ทำให้รู้อะไรหลายอย่างในรถคันนี้

ขึ้นรถมาผมจัดการปรับท่านั่งเรียบร้อย เหลียวมองๆ ไว ตรงกลางเป็นระบบความบันเทิงใหม่ล่าสุดจาก Honda หน้าตาดูดีทีเดียว งวดนี้ยังไม่มีโอกาสที่จะลองเล่นระบบความบันเทิงนี้ ถัดลงมาเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และ ที่แปลกตาไปคุณคงจะเห็นจากในภาพคือคันเกียร์หายไป แล้วใช้แบบปุ่มแทน

ยอมรับว่าตอนแรกนั่งงมโข่งอยู่พักใหญ่ ว่าเราจะใช้ยังไง แน่นอน มันเป็นปัญหาที่คุณจะต้องงงเป็นไก่ตาแตกเมื่อไม่พบสิ่งที่ไม่คุณเคย แต่ว่าชุดเกียร์ปุ่มนี่จริงๆ ไมใช่งานยากอย่างที่คิด ส่วนใหญ่เน้นกดใช้งาน ไม่ว่าจะตำแหน่ง  P N  และ D กับ S ที่กดซ้ำลงไปจะเปลี่ยนโหมดการขับขี่ทันที มีเพียง R หรือ ตำแหน่งเกียร์ Reverse ที่ต้องใช้การดึงถอยหลัง เมื่อเข้าใจการใช้งานเบื้องต้น คุณก็จะรู้ว่าชีวิตนั้นง่ายและสบายมากขึ้น ไม่เปลืองกำลังมาดึงคันเกียร์เหมือนแต่ก่อน

Honda CR-V i-Dtec

2 รอบสนามกับระยะทางเพียง 8 กิโลเมตร เริ่มต้นขึ้น วันนี้ผมมีผู้โดยสารมาร่วมสังเกตการณ์อีก 2 ท่าน  แม้ว่าจะมีตัวแปรเพิ่มทว่า ก็ถือว่าอยู่ในขอบเขตการใช้งานของ Honda CR-V ใหม่

ผมออกตัวรอบแรกลองขับด้วยโหมด D สัมผัสแรกเครื่องยนต์ดีเซล Honda  ต้องยอมรับว่ามันไม่ค่อยหวือหวาอย่างที่คิด ยิ่งใครติดความรู้สึกจากรถยุโรปว่า เครื่องดีเซลเหยียบแล้วต้องแรงทะลุโลก กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาทีและแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรไม่ได้พาคุณดึงหลังติดเบาะอย่างที่หลายคนอาจจะวาดฝัน เมื่อเห็นแรงบิดจากเครื่องยนต์ดีเซล เมื่อประกอบกับความรู้สึกของคนไทยที่มีต่อเครื่องยนต์ดีเซล อาจจะคิดว่ามันแรงมากมาย ทั้งที่ความจริงอาจไม่ใช่อย่างที่คิด

ส่วนหนึ่งผมอนุมานว่ามาจากชุดเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะที่ติดตั้งเข้ามาในเจ้าอเนกประสงค์คันนี้ จากที่ขับในสนามช่วงระยะเวลาหนึ่งต้องยอมรับว่าชุดเกียร์ใหม่ มีอัตราทดต่อเนื่องให้ความรู้สึกนิ่มนวลในการต่อเกียร์ไร้รอยต่อเวลาขับขี่ ให้อารมณ์ได้ใกล้เคียงระบบเกียร์ CVT อยู่บ้าง 

ขับมาได้ครึ่งสนามผมรู้สึกว่า Honda ต้องการเซ็ทรถให้ขับสบายมากกว่าเป็นอเนกประสงค์ที่เกิดมาเพื่อทำให้ขับสนุกสนานอย่าที่หลายคนเข้าใจ นอกจากเครื่องยนต์และเกียร์ที่ออกแบบมาค่อนข้างนิ่มนวลในการเดินทางแล้ว ระบบกันสะเทือนยังออกแบบมาตอบโจทย์ให้ความแน่นหนึบมั่นใจในการขับขี่

Honda CR-V i-Dtec

ทางทีมวิศวกรเปิดเผยว่า พวกเขาเซทระบบช่วงล่างใหม่หลายรายการและจากที่ผมส่องก่อนขึ้นมาบนรถ พบว่าจุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วงล่างทางด้านหลัง ที่หันมามาใช้ชิ้นส่วนอลูมิเนี่ยมช่วยลดน้ำหนักของระบบช่วงล่างไปได้มากโข เมื่อขับขี่คุณจะรู้สึกถึงความนุ่มนวลในการเดินทางและมั่นในยามเข้าโค้งมากขึ้น อีกประการที่เปลี่ยนไป ทางทีมวิศวกรบอกว่า พวกเขาออกแบบระบบช่วงล่างหลังใหม่เป็นแบบ E Type Multi Link ส่วนจะแตกต่างจากเดิมอย่างไรบ้างคงต้องรอจนกว่าจะขับบนถนนจริงๆ

รอบสนามช้างนั้นใช้เวลานาน แวบเดียวผมกำลังจะเริ่มรอบที่ 2 รอบนี้ผมกดโหมดสปอร์ตลองสมรรถนะการขับขี่เต็มๆ แน่ล่ะว่า รถยนต์อเนกประสงค์ไม่ได้เกิดมาเพื่อซิ่ง แต่ถ้าคุณต้องเร่งไปงานประชุม หรือคุณภรรยากำลังอารมณ์เสียมนุษย์เมนส์ขึ้นองค์ลงประประทับ ความเร่งรีบในชีวิตอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเลี่ยงได้เช่นกัน

ผมกดเข้าสู่โหมด S การตอบสนองอย่างเดียวที่เปลี่ยนไปคือ เครื่องยนต์ลากรอบเครื่องยนต์ยัน 4,000 รอบต่อนาที เป็นจุดที่ทำแรงม้าสูงสุดของเจ้าเครื่องยนต์บล็อกนี้

รอบสนองนี้ผมลองระบบ Paddle Shift ด้วยการตอบสนองยังมีอาการหน่วยเล็กบ้าง แต่พวงมาลัยที่คมให้การบังคับทิศทางง่ายมาก เมื่อคุณจะซิ่ง แต่ว่าบางครั้งในยามเข้าโค้ง คุณจะพบว่ารถแอบมีอาการหน้าลอย สามารถนำไปสู่อาการหน้าดื้อได้บางจังหวะ อย่างโค้ง C1 หน้าทางตรงหน้าพิท ผมมา 132 กม./ชม. เข้าโค้งที่ความเร็ว 122 กม./ชม. พบว่าอาการดังกล่าวแต่ช่วงล่างยังสามารถควบคุมได้อยู่หมัด ยางทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที เพื่อไม่ให้คุณเสียอาการ ผมว่าอาการนี้สำหรับคนทั่วไปอาจจะมีเหวอหรือตกใจบ้างล่ะ

Honda CR-V i-Dtec

Honda CR-V ใหม่ ได้ความเป็นยุโรป แต่ยังตอบไม่ได้อีกเพียบ

ตลอดที่ขับบนสนามทั้งการใช้ความเร็วเดินทางหรือไม่ใช้ความเร็วเดินทางสิ่งที่ผมประทับใจใน Honda CR-V หนีไม่พ้นสมรรถนะในการขับขี่ของรถที่เปลี่ยนไปจากรุ่นเดิม เปลี่ยนไปสู่บุคลิกใหม่ ความรู้สึกเดียวกันนี้ผมหาได้จากรถยุโรป มันให้สัมผัสของความมั่นใจปลอดภัยในการขับขี่

ส่วนเครื่องยนต์ Honda I-DTEC ถามเวลานี้ ขับรอบสนามช้าง มันเป็นเครื่องที่ตอบสนองได้ดีพอประมาณ แต่ไม่หวือหวาอย่างที่หลายคนเข้าใจ อย่างที่ผมเล่าให้ฟัง ประการแรกที่สำคัญคือชุดเกียร์ที่มีอัตราทดเกียร์ละเอียดจนอาจจะทำให้การตอบสนองจนทำให้กำลังแรงจากเครื่องยนต์เปลี่ยนเป็นความนิ่มนวลในการขับขี่ แล้วยิ่งถ้าคุณดูกำลังแรงม้า จะพบว่ามันไม่ได้มากมายเท่าเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตรเดิม

ให้ผมพูด ผมรู้สึกว่าเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกให้นี้ตอบสนองดีกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรรุ่นเดิม แต่ไม่เร้าใจเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ถ้าเทียบกับเครื่องยนต์ดีเซลจากคู่แข่งค่าย M ผมว่าทางฝั่งนั้นเร้าใจกว่า อาจจะด้วยขนาดเครื่องยนต์ที่มากกว่าและมีพละกำลังสูงกว่ารวมถึงเทคโนโลยีของเขาเหมือนผสมผสานความเป็นเครื่องยนต์เบนซินเข้ามาด้วย

Honda CR-V i-Dtec

สำหรับผม ดีเซลของ Honda คือเครื่องยนต์ดีเซลที่คงความเป็นดีเซลอย่างเหนียวแน่นไม่ผสมผสานสิ่งอื่นใดเข้ามา ในแง่ของเชิงวิศวกรรม มันเป็นดีเซลที่พูดว่า ฉันนี่ดีเซล ได้อย่างเต็มปาก บวกเพิ่มด้วยความทันสมัยในการพัฒนาจากระบบเทอร์โบชาร์จ และแรงดันน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น

ทีมวิศวกรบอกว่า พวกเขามีเป้าประสงค์ในการพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกนี้เพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ แล้วมันตอบคุณด้วยความประหยัดในการขับขี่ ส่วนสมรรถนะนั้นไม่ได้เน้นหวือหวา พวกเขายอมรับว่า คนไทย อาจจะคิดว่าเครื่องยนต์ดีเซลต้องสมรรถนะสูงแรงเร้าใจ แต่นั่นอาจจะเป็นเพียงภาพในความคิดอุดมคติเมื่อได้ยินคำว่าเครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น

ผมลงจาก Honda CR-V I-DTEC เครื่องยนต์ดีเซล ผมยอมรับว่ามีบางอย่างที่อาจจะไม่ตรงความรู้สึกแรกที่พูดคำว่า “”ดีเซล” บ้าง แต่เมื่อขับตัวรถทั้งคันผมก็เริ่มเข้าใจ Honda CR-V I-DTEC เป็นรถที่เกิดมาใช้งานอย่างแท้จริง ตอบสนองความต้องของผู้ขับขี่ทั่วไปที่มองหาความประหยัดในการขับขี่ ระยะทางการขับขี่ที่ไกลกว่าเดิม และแน่นอนความมั่นใจ ยังไปถึงความปลอดภัย ..
ถ้าถามผม นั่นคือสิ่งที่รถอเนกประสงค์ควรจะใช่ไหม ...แล้วทำไม เราให้ภาพที่เราคิดมายึดติดกับเราว่า รถอเนกประสงค์เครื่องดีเซลต้องแรง ...
แต่ทั้งหมดนี่คือเบื้องต้นนะครับ ต้องรอขับยาวๆ ทดสอบจริงๆ ผมและทีมงาน Autodeft จะกลับมาบอกอีกที

เรื่องและขับทดสอบโดย  ณัฐยศ ชูบรรจง

ขอบคุณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด  ที่เชิญร่วมขับทดสอบรถยนต์ Honda CR-V ใหม่ ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต - บุรีรัมย์

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ