ขั้นตอนและวิธีการขอใบอนุญาตหรือทำใบขับขี่ใหม่ ไม่ยากอย่างที่คิด

การจะขับขี่ยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์, รถกระบะ, รถจักรยานยนต์, รถเมล์, รถแท็กซี่ หรืออะไรก็ตามบนถนนสาธารณะ คนที่ขับขี่จะต้องมีใบขับขี่ติดตัวตลอดเวลาที่มีการใช้ยานพาหนะ ซึ่งหน้าที่ในการออกใบอนุญาตขับขี่ให้ ก็คือกรมการขนส่งทางบกนั่นเอง และในปัจจุบัน ขั้นตอนการขอมีใบอนุญาตการขับขี่ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด วันนี้เรามาดูทีละขั้นตอนกันครับว่ามีอย่างไรบ้าง

สอบใบขับขี่

1. จองคิวอบรม
เนื่องจากกฎหมายใหม่ระบุเอาไว้ว่า ผู้ที่ทำการขอใบอนุญาตขับขี่ใหม่ จะต้องผ่านการอบรมจากทางกรมการขนส่งทางบกอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะได้รับใบอนุญาต ดังนั้นถ้าใครที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน ก็ต้องเข้าอบรม 5 ชั่วโมงทุกคนครับ ถึงแม้จะเคยมีอีกประเภทแล้วก็ตาม อย่างเช่น ถ้ามีแบบใบอนุญาตขับขี่รถยนต์แล้ว จะมาขอใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ ก็ต้องเข้าอบรมเหมือนกันครับ แต่ด้วยห้องอบรมมีจำกัด จึงต้องมีการจองคิวกันก่อน ไม่อย่างนั้นอาจจะปเสียเที่ยวได้ครับ เริ่มต้นด้วยการเข้าไปที่ http://ebooking.dlt.go.th/
จากนั้นให้คลิกที่กรอกประวัติและจองที่นั่งอบรม กรอกข้อมูลส่วนตัวให้ตรงกับความเป็นจริง

สอบใบขับขี่
สอบใบขับขี่
สอบใบขับขี่
สอบใบขับขี่

จากนั้นก็จะมีตารางจองให้เราเลือกขึ้นมา โดยเราต้องเลือกก่อนว่าเราจะอบรมอะไร เช่น ถ้าจะสอบใบขับขี่รถยนต์ ก็เลือกเป็นรถยนต์ จะสอบ 2 อย่าง ก็เลือก 2 อย่างครับ จากนั้นก็เลือกจังหวัด เลือกสาขาของสำนักงานขนส่งในจังหวัดนั้น จากนั้นก็จะมีตารางปฏิทินขึ้นมาให้เราดูครับว่า วันไหนที่เราสามารถจะเข้าไปอบรมได้บ้าง โดยทางขนส่งฯ จะจัดการอบรมไว้ทุกวันจันทร์, พุธ และศุกร์ ถ้าวันไหนเต็มแล้ว ก็จะขึ้นนว่าเต็ม วันไหนว่าง จะขึ้นว่าอบรม เราจะคลิกได้เฉพาะวันที่ขึ้นว่าอบรมเท่านั้นครับ โดยแต่ละแห่งจะมีการรับอบรมในจำนวนไม่เท่ากัน จองล่วงหน้าได้ประมาณ 90 วัน แนะนำว่าอย่าเลือกที่หมอชิตครับ เพราะเต็มยาวเลย ใครสะดวกทำที่ต่างจังหวัด จะมีคิวว่างเร็วกว่าในกรุงเทพฯ มากเลยครับ ครั้งนี้ผมเลือกไปใช้บริการที่ขนส่งเขต 4 หนองจอก เพราะใช้เวลาจองประมาณ 1 เดือนกว่า ๆ ครับ

สอบใบขับขี่

เมื่อจองเรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะออกมาเป็นใบจองมาให้ มีรายละเอียดของตัวเราเรียบร้อยครับ

สอบใบขับขี่

2. เตรียมเอกสาร
ต้องบอกว่า สมัยนี้การเตรียมเอกสารนั้น สะดวกกว่าเมื่อก่อนมาก สมัยก่อนต้องเตรียมเอกสารมากมาย และยังมีการถ่ายเอกสารอีกหลายชุด แถมต้องถ่ายรูปอีก แต่ปัจจุบันสบายขึ้นเยอะครับ สิ่งที่เราต้องเตรียมไปก็มีเพียง
- ใบปรินท์เอกสารการจองอบรม (ที่ได้หลังจากจบขั้นตอนการจอง) 1 ใบ
- บัตรประชาชนตัวจริง
- ใบรับรองแพทย์ มีอายุไม่เกิน 1 เดือน
- ใบขับขี่ประเภทอื่น (ถ้ามี) เอาจริง ๆ ข้อนี้ไม่ต้องก็ได้ครับ เพราะจากการไปที่หน้างานจริง พอส่งให้ เจ้าหน้าที่ก็ส่งกลับมา บอกว่าไม่ต้องใช้ครับ

สอบใบขับขี่

สอบใบขับขี่

เท่านี้เองครับ ทุกอย่างไม่ต้องถ่ายเอกสารไปครับ เปลืองตังเปล่า ๆ เพราะไม่ต้องใช้เลย แต่จะมีเรื่องใบรับรองแพทย์ ที่ค่อนข้างเคร่งครัดหน่อย โดยจะต้องเป็นใบรับรองแพทย์แบบมาตรฐานของกรมการแพทย์เท่านั้น ต้องมีระบุชื่อของคลินิกหรือโรงพยาบาลอย่างชัดเจน (ตามรูปตัวอย่าง) ถ้าไม่เป็นตามนี้ ใช้ไม่ได้ครับ โดยทั่วไปค่าออกใบรับรองแพทย์ตามคลินิกต่าง ๆ ก็ประมาณ 100 บาทครับ หรือตามโรงพยาบาลใหญ่ก็ประมาณ 200- 300 บาทครับ

สอบใบขับขี่

3. เดินทางไปตามกำหนด
หลังจากจองและเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงวันนัด ก็เดินทางไปที่ขนส่งฯได้เลยครับ ครั้งนี้อย่างที่บอก ผมเลือกใช้บริการที่ขนส่งเขต 4 หนองจอก มีอาคารให้บริการตึกเดียว แนะนำให้ไปก่อน 7:30 น.ครับ เพราะเราต้องยื่นเอกสารตอน 8:00 น. หน้าห้องจะมีบัตรคิวให้หยิบ แบ่งเป็นสีเหลืองและสีฟ้า สำหรับคนที่จองผ่าน Internet มาให้หยิบสีเหลืองครับ (ลองดูแต่ละสำนักงานอีกทีครับ เพราะอาจจะไม่เหมือนกัน) เมื่อถึง 8 โมงแล้ว เจ้าหน้าที่จะเรียกให้เข้าแถวเพื่อรับใบการทดสอบและอบรม เราก็กอกชื่อ พร้อมระบุหมายเลข Ticket จากใบจองของเราไปด้วย จากนั้นก็ยื่นไปที่เค้าท์เตอร์อีกครั้ง นั่งรอเรียกชื่อ เมื่อได้รับการเรียกชื่อแล้ว เจ้าหน้าที่จะบอกว่าเราได้เข้าอบรมที่ห้องไหน (ผมได้ห้อง 1) ก็เข้าไปได้เลยครับ

สอบใบขับขี่

การนั่งนั้น ให้นั่งตามสีและที่นั่งตามที่ระบุไว้ อย่างครั้งนี้ผมได้บัตรสีชมพูหมายเลข 14 ก็ให้นั่งที่เก้าอี้ที่แปะป้ายสีชมพูหมายเลข 14 เท่านั้น ห้ามเปลี่ยนที่นั่งเป็นอันขาด เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยจับตาดูอยู่ผ่านกล้องวงจรปิด ถ้าตรงหมายเลขเราว่าง เขาจะถือว่าเราอบรมไม่ครบเวลา จะไม่อนุญาตให้เข้าสอบได้ ต้องเริ่มการอบรมใหม่ตั้งแต่ต้นครับ

 

4. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
แต่ก่อนที่จะเริ่มการอบรมนั้น ทุกคนต้องเข้าทำการทดสอบทดสอบสมรรถภาพร่างกายกันเสียก่อน เผื่อว่าไม่ผ่านจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปฟรี ๆ 5 ชั่วโมงครับ โดการทดสอบจะมีทั้งหมด 4 ฐานคือ
- ทดสอบสายตาบอดสี ฐานนี้ให้เรายืนมองแป้นไฟที่เหมือนกับสัญญาณเขียว-ไฟแดงตาม 4 แยก เป็นไฟ 3 ดวงเรียงกัน จะมีไฟสว่างได้ 3 สี คือ แดง, เหลือง และเขียว ถ้าไฟสว่างสีอะไร ก็ให้ขานสีนั้นดัง ๆ  ไฟจะติดขึ้นมาทั้งหมด 9 ครั้ง ต้องตอบถูกทั้งหมดถึงจะผ่านครับ แต่ถ้าขานผิดเพียงครั้งเดียว ถือว่าไม่ผ่าน
- ทดสอบสายตาทางลึก โดยฐานนี้เราจะนั่งห่างกล่องเหล็กใบใหญ่ประมาณ 4-5 เมตร โดยในกล่องใบนี้จะมีแท่งไม้ขนาดเท่าตะเกียบวางเป็นแนวตั้งขนานกัน โดยแท่งด้านขวาจะตั้งอยู่กลางกล่อง แท่งด้านซ้ายจะเลื่อนเข้าหาหรือออกห่างเราได้ด้วยการกดปุ่มด้านขวามือของผู้ทดสอบ เริ่มต้นการทดสอบด้วยการที่เจ้าหน้าที่ จะดันแท่งไม้ด้านซ้ายให้ออกไปไกลตัวเรามากที่สุด จากนั้นให้เรากดปุ่มสีเขียวเลื่อนแท่งไม้ ให้มาอยู่ในแนวเดียวกับแท่งขวาให้มากที่สุด (ถ้าเลยก็กดปุ่มสีแดงเพื่อถอยกลับไปได้) ถ้าเรามั่นใจว่าแท่งไม้ตรงแล้ว ให้ยกมือขวาขึ้น ถ้าดูแล้วแท่งไม้ห่างไม่เกิน 1 นิ้ว ถือว่าใช้ได้ รอบต่อมาเจ้าหน้าที่จะดันมาด้านใกล้ตัวเราสุดแทน แล้วก็ให้เราเลื่อนเหมือนเดิม ฐานนี้ถ้าผ่าน 2 ใน 3 ถือว่าผ่านครับ
- ทดสอบสายตาทางกว้าง ฐานนี้จะให้เรานั่งแล้วเอาหน้าจองเราจ่อเข้าไปที่ฐาน โดยให้จมูกตรงกับร่องที่มีอยู่ตรงกลาง มองตรงไปข้างหน้า ห้ามเหลือบตาไปด้านข้าง จากนั้นจะมีสีสว่างขึ้น อาจจะเป็นด้านซ้ายหรือด้านขวา ให้เราขานดัง ๆ ว่าเป็นสีอะไร (ถ้าเหลือบไปมอง จะต้องทดสอบใหม่)  ฐานนี้ถ้าผ่าน 2 ใน 3 ถือว่าผ่านครับ
- ทดสอบปฏิกิริยาทางเท้า
ฐานนี้เราต้องนั่งเหือนขับรถอยู่ ที่เท้าจะมีแป้นคันเร่งและแป้นเบรก ให้เราเหยียบแป้นคันเร่งให้สุด ที่ป้ายด้านหน้าจะมีไฟสีเขียวสว่างขึ้น รอจนมีไฟสีแดงสว่างขึ้น แล้วให้เรารีบเปลี่ยนเท้าไปเหยียบเบรกทันที ถ้าเราเปลี่ยนไปเหยียบเบรกได้ทันใน 0.75 วินาที 2 ใน 3 ครั้งถือว่าผ่านครับ แต่ถ้าเกิน เครื่องจะส่งเสียงร้อง ต้องทดสอบใหม่ครับ
ใครที่ผ่านการทดสอบทั้ง 4 ฐานเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถผ่านเข้าไปยังห้องอบรมต่อได้ครับ ส่วนใครที่ไม่ผ่าน ให้กลับบ้านปก่อน แล้วค่อยกลับมาทำการทดสอบใหม่ได้ในวันรุ่งขึ้นครับ

สอบใบขับขี่

5. อบรม 5 ชั่วโมง
อย่างที่บอกไปแล้วว่า ผู้ที่ทำการขอใบอนุญาตขับขี่ใหม่ จะต้องผ่านการอบรมจากทางกรมการขนส่งทางบกอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ถึงจะสามารถเข้าทำการสอบภาคทฤษฎีได้ เมื่อเราผ่านการทดสอบทดสอบสมรรถภาพร่างกายเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถเริ่มขั้นตอนการอบรมได้เลยครับ โดยการอบรมนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ภาคคือ ภาคเช้า เริ่ม 9.30 - 12.00 น. และภาคบ่ายคือ 13.00 - 15.30 น. เจ้าหน้าที่จะมีใบให้เราเซ็นชื่อทั้ง 2 รอบ และจับจ้องเราผ่านทางกล้องวงจรปิด

สอบใบขับขี่

สอบใบขับขี่

สอบใบขับขี่

โดย 5 ชั่วโมงนี้ ก็จะมีทั้งทางเจ้าหน้าที่มาบรรยายให้ความรู้เรื่องสัญญาณจราจร, ป้ายจราจรต่าง ๆ และมีการเปิดวีดีโอรูปแบบต่าง ๆ ทั้งภาพการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง, ภาพการสัมภาษณ์คนที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุ, คลิปการขับรถปลอดภัย เป็นต้น เราก็นั่งดูกันไปจนครบ 5 ชั่วโมง เป็นอันเสร็จพิธีครับ

สอบใบขับขี่

6. สอบภาคทฤษฎี
เมื่ออบรมครบ 5 ชั่วโมงแล้ว เราก็สามารถเข้าสอบภาคทฤษฎีได้เลยครับ ผู้ขอใบขับขี่ทุกคน จะต้องผ่านขั้นตอนนี้ โดยจะมีการทำข้อสอบทั้งหมด 50 ข้อ จะผ่านได้ต้องทำถูกทั้งหมด 45 ข้อ หรือ 90% นั่นเอง ขั้นตอนเริ่มต้นคือ ให้เราเอาบัตรคิวและเอกสารที่ได้มาตอนแรก ยื่นที่เค้าเตอร์หน้าห้องสอบ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะให้บัตรแข็ง RFID มา 1 ใบ และแจ้งหมายเลขเครื่องที่เข้าทำการทดสอบ เราก็เข้าไปนั่งที่หน้าจอตามที่ระบุไว้ เอาบัตรที่ได้มาแตะเข้าตรงที่ระบุว่า "แตะบัตรที่นี่" หน้าจอจะมีแจ้งรายละเอียดของตัวเราขึ้นมา ตรงนี้ให้ตรวจสอบให้ดีครับว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะประเภทการขอ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่า มีคนหนึ่งทดสอบไปทั้งหมด 4 ครั้งถึงผ่าน แต่พอไปสอบภาคปฏิบัติ กลับเป็นการสอบผิดประเภท เพราะตัวเองขอสอบใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ แต่เอกสารที่ยื่นเป็นใบขับขี่รถยนต์ ดังนั้นถ้ามีข้อมูลอะไรตรงนี้ไม่ถูกต้อง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีครับ

เมื่อข้อมูลถูกต้องแล้ว ระบบจะมีปุ่มให้กดเพื่อเริ่มทำข้อสอบ ตรงนี้ตอนกดปุ่มเริ่ม ให้เรามองไปที่กล้องตรงใต้หน้าจอด้วยครับ เพราะระบบจะทำการถ่ายภาพเราก่อนทำข้อสอบเอาไว้ก่อน เพื่อยืนยันว่าเราเองเป็นคนที่ทำข้อสอบชุดนี้จริง ๆ ครับ เมื่อเรียบร้อยแล้ว หน้าจอก็จะมีข้อสอบขึ้นมาให้ทำทีละข้อ เราก็อ่านคำถาม และกดเลือกคำตอบที่ถูกต้อง (1 ใน 4) รวมทั้งหมด 50 ข้อ ได้เวลาในการทำ 60 นาที ถ้าข้อไหนไม่มั่นใจ ให้เรากดข้ามก่อนได้ แล้วกลับมาทำทีหลังได้ครับ

ข้อสอบนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสัญลักษณ์จราจรซะเป็นส่วนมาก ถ้าเราเคยอ่านหรือศึกษามาก่อนบ้าง ก็ไม่ยากสักเท่าไหร่ครับ เพียงแต่เราต้องอ่านมันให้ละเอียดเท่านั้นเอง อย่างเช่น

สอบใบขับขี่

ป้ายนี้มีคำถามว่า ป้ายสัญญาณจราจรนี้หมายถึงอะไร
1. ห้ามเลี้ยวซ้าย
2. ให้เลี้ยวซ้าย
3. ห้ามเลี้ยวขวา
4. ให้เลี้ยวขวา
ถ้ามองภาพตามสัญลักษณ์แล้ว มันต้องตอบว่า ห้ามเลี้ยวขวาอยู่แล้วครับ คำถามแนวนี้จะมีอยู่หลายข้อมาก อ่านคำตอบให้ดี และมองภาพถึงความเป็นจริงว่าป้ายจะตีความหมายอย่างไรได้ (ช่วงอบรม พี่เจ้าหน้าที่ก็ยกตัวอย่างให้เห็นหลายข้อเลยครับ ดังนั้นตั้งใจฟังให้ดี) แต่มันก็จะมีบ้างที่ขึ้นมาประมาณนี้

สอบใบขับขี่

คำถามว่าป้ายนี้หมายถึงอะไร
1. ข้างหน้าทางคดเคี้ยว ให้ชิดขวาแล้วขับด้วยความระมัดระวัง
2. ทางหน้าทางคดเคี้ยว โปรดขับด้วยความระมัดระวัง
3. ข้างหน้าทางคดเคี้ยว ให้เพิ่มความเร็วและขับด้วยความระวัดระวัง
4. ข้างหน้าเป็นทางคดเคี้ยวเริ่มซ้าย โปรดชิดซ้าย และขับรถด้วยความระมัดระวัง
ผมลังเลกับข้อนี้อย่างมาก เพราะตามชื่อป้ายแล้ว  มันต้องควรเป็น ข้างหน้าเป็นทางคดเคี้ยวเริ่มขวา ตัวเลือกที่ตัดได้ก่อนเลยคือข้อ 1 กับข้อ 3 เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่ตัวเลือกข้อ 4 ดูเป็นไปได้ที่สุด แต่มันเป็นป้ายเริ่มโค้งเริ่มขวาก่อน แต่สุดท้ายก็เลือกตอบข้อนี้ สรุปว่าผิด คำตอบคือ ทางหน้าทางคดเคี้ยว โปรดขับด้วยความระมัดระวัง จบ ดังนั้นบางข้อ ให้ตอบแบบกลาง ๆ แต่ถูกต้องไว้ เป็นดีที่สุดครับ

แต่ข้อสอบ ก็ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องป้ายจราจรเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของการใช้รถมารวมอยู่ด้วย เช่น
ถ้ายางหน้ารถเราอ่อน จะส่งผลอย่างไร
1. ยางจะสึกหรอง่าย แต่ประหยัดน้ำมัน
2. ยางจะใช้นานขึ้น แต่เปลืองน้ำมัน
3. จะเปลืองน้ำมัน
4. รถจะกระเด้งด้านหน้า

หรือ
ข้อใดคือปัจจัยทำให้รถมีระยะการเบรกที่มากขึ้นกว่าเดิม
1. การบรรทุกน้ำหนักที่มากขึ้น
2. การเหยียบเบรกที่เร็วขึ้น
3. การมองเห็นที่เร็วขึ้น
4. รถมีน้ำมันเหลือน้อย

ถ้าเป็นคนที่ติดตามเรื่องรถอยู่แล้ว มันก็คงไม่ยาก แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยติดตามเรื่องนี้ ก็คงจะยากพอสมควร ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้สอบผ่านได้ง่ายกว่าเดิมก็คือ
- หาซื้อหนังสือรวมข้อสอบมานั่งอ่านก่อนทำการสอบ โดยที่เค้าเตอร์หน้าห้องสอบมีขาย
-  ลองทำข้อสอบด้วยตัวเอง ที่เครื่องทดสอบที่อยู่หน้าห้องสอบ โดยการทดสอบนี้ จะเป็นข้อสอบเดียวกันกับที่อยู่ในห้องสอบ ถูกสุ่มขึ้นมาทกสอบเหมือนในห้องสอบ แถมยังเฉลยทุกข้อที่เราตอบอีกด้วย ยิ่งทำมาก ยิ่งรู้ได้มากครับ ถ้ามีเวลาอยากให้ลองกันดู

สอบใบขับขี่

สอบใบขับขี่

หลังจากทำข้อสอบครบ 50 ข้อเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เรากดส่งข้อสอบ ก่อนการยืนยัน เราต้องถ่ายภาพอีกครั้งก่อนส่ง พอยืนยันเรียบร้อย หน้าจอจะแจ้งเรามาว่าผ่านหรือไม่ผ่าน และเราสามารถดูเฉลยได้ด้วยว่า ข้อที่เราตอบผิด เฉลยว่าอย่างไร จากนั้นเครื่องจะพิมพ์ผลสรุปออกมาว่า เราผ่านหรือไม่ ด้วยจำนวนถูกกี่ข้อ ถ้าถูกตั้งแต่ 45 ข้อขึ้นไป ถือว่าผ่านครับ แต่ถ้าต่ำกว่านี้ ต้องมาทดสอบใหม่ในวันรุ่งขึ้นครับ กี่รอบก็ได้ เพียงแต่ว่า 1 วันจะสามารถสอบได้รอบเดียว โดยทางขนส่งฯจะเปิดให้สอบได้วันละ 2 รอบคือ 10.30 น. และ 13.30 น. โดยให้นำใบที่ได้รับคืนมาหลังการสอบ มายื่นก่อนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงครับ

สอบใบขับขี่

7. สอบภาคปฏิบัติ
ถ้าเราสอบผ่านเรียบร้อยแล้ว ที่หน้าห้องสอบจะทำการคืนบัตรประชาชน พร้อมกับใบสอบภาคปฏิบัติมาให้เรา ให้เราใช้ใบนี้ มาทำการสอบขับขี่ได้เลยครับ โดยให้มาทำการสอบในวันถัดไป สำหรับการสอบใบขับขี่มอเตอร์ไซค์นั้น สามารถมาได้ทุกวัน มีจัดสอบ 2 รอบคือ 8.30 และ 13.00 น. โดยให้เอาใบสอบมายื่นที่เค้าเตอร์ก่อนเวลาสอบครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าเป็นรถยนต์นั้น ต้องทำการนัดหมายล่วงหน้า โดยให้ไปสอบถามที่เค้าเตอร์ว่ามีว่างวันไหนบ้าง ก็ให้ล็อกคิวไว้แล้วมาทำการสอบในวันที่จองเอาไว้

สอบใบขับขี่

รอบนี้ผมทำการสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ จึงมาสอบเอาวันรุ่งขึ้นเลย เมื่อถึงเวลา 8.00 น. ก็ได้ยื่นใบสอบพร้อมบัตรประชาชนตัวจริงไปที่เค้าเตอร์ชั้น 6 เจ้าหน้าที่ก็จะสอบถามว่า จะเช่ารถสอบไหม ถ้าเป็นรถมอเตอร์ไซค์ ค่าเช่า 50 บาท รถเก๋ง ค่าเช่า 100 บาท ผมไม่ได้เอามอเตอร์ไซค์ไป ก็เลยเช่าด้วย เจ้าหน้าที่ก็ให้ใบคูปองสีชมพูมาด้วย (รถเก๋งเป็นสีฟ้า) แล้วก็ให้เอกสารหลักฐานของเรามาด้วย เราก็ถือเอกสารทั้งหมด ไปที่สนามสอบ เมื่อถึงเวลา 8.30 น. ก็เอาไปยื่นที่เจ้าหน้าที่คุมสอบ พร้อมลงชื่อสอบที่สมุดลงชื่อ โดยรถจักรยานยนต์จะทำการสอบก่อน เมื่อหมดแล้วค่อยเป็นรถเก๋ง

สอบใบขับขี่

สำหรับการสอบนั้น รถมอเตอร์ไซค์ต้องสอบทั้งหมด 3 ท่า นั่นคือ
- ขี่ทรงตัวบนทางแคบ ให้ผู้สอบใบขับขี่ ทำการทรงตัวบนทางแคบกว้าง 30 ซม. ยาว 15 เมตร แล้วขี่ทรงตัวให้อยู่บนทางนี้ให้ได้อย่างน้อย 10 วินาที นับตั้งแต่ล้อหน้าขึ้นบนแท่นย และหยุดเวลาเมื่อล้อหลังลงจากแท่น ห้ามล้อตกจากทาง หรือเท้าแตะพื้น
- ขี่ซิกแซก สนามสอบใบขับขี่จะมีการวางกรวยเอาไว้แบบช่อง Slalom ให้เราขี่ซิกแซกผ่านไปทีละช่อง ห้ามเท้าลงพื้น และห้ามรถโดนกรวย
- ปฏิบัติตามป้ายสัญญาณจราจร ให้เราจอดหยุดรถหลังเส้น เมื่อเห็นป้ายจราจร "หยุด" และขี่ต่อไปได้ เมื่อผู้คุมสอบแจ้งบอกว่า "ท่า 3 ผ่าน"
คำแนะนำในการสอบก็คือ ถ้าเป็นไปได้ ควรใช้รถที่ตัวเองขี่เป็นประจำจะดีที่สุด เพราะการเลี้ยวตัวบนทางแคบด้วยรถไม่คุ้นมือ เป็นอะไรที่ยากมาก แต่ถ้าไม่มีจริง ๆ  ก็ต้องใช้สมาธิอย่างสูง และถ้าสนามไหนเป็นรถแบบที่ใช้เกียร์ แนะนำให้ใช้เกียร์ 2 ตลอดทางครับ

ส่วนรถเก๋งนั้น ก็สอบ 3 ท่าเช่นกัน แต่ด้วยความทันสมัย การสอบจะใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการคุมสอบทั้งหมด จะแตกต่างกับจักรยานยนต์ตรงที่ เมื่อลงชื่อเข้าสอบแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้บัตร RFID มา 1 ใบ (เหมือนตอนสอบภาคทฤษฎี) ซึ่งก่อนทำการเข้าปฏิบัติในแต่ละท่า ต้องแตะบัตรก่อนทุกครั้ง โดยจะมี 3 ท่าเช่นกัน ดังนี้ครับ
- การขับรถเดินหน้าและหยุดเทียบบนทางเท้า เมื่อเริ่มแตะบัตรแล้ว ให้ขับรถตรงไปข้างหน้า จนถึงป้ายหยุด โดยให้จอดห่างจากป้ายไม่เกิน 1 เมตร และล้อรถด้านซ้าย ห่างไม่เกิน 25 ซม. และห้ามเบียดหรือปีนขอบทาง จอดรถประมาณ 5-10 วินาที จนมีไฟสีเขียวสว่าง และมีเสียงแจ้งว่า ผ่าน ถึงจะออกตัวไปได้
- การขับรถเดินหน้าถอยหลังในทางตรง เมื่อเริ่มแตะบัตรแล้ว ให้ขับรถตรงเข้าช่องที่กำหนดไว้ โดยให้รถขับผ่านจนท้ายรถพ้นหลักเสาต้นสุดท้าย จากนั้นให้ถอยหลังกลับช่องเดิม จนหน้ารถพ้นจากหลักเสาต้นแรก เมื่อคิดว่าพ้นแล้ว ก็สามารถขับรถออกจากฐานนั้นได้ทันที
- การขับรถถอยหลังเข้าจอดในช่องว่างด้านซ้าย เมื่อเริ่มแตะบัตรแล้ว ให้ขับตรงไปตรงจุดทดสอบ ที่จะมีช่องจอดเป็นช่องอยู่ด้านซ้ายมือ ให้เราทำการเข้าจอดในช่องนี้ให้ได้ โดยสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ไม่เกิน 7 ครั้ง รถต้องไม่ชนเสา, ไม่เบียดขอบทาง, ไม่ล้ำแนวเสา ตัวรถต้องขนานกับเสาด้านซ้ายหรือขอบทาง เมื่อจอดเรียบร้อยแล้ว ให้รอสัญญาณจากผู้คุมสอบ ถึงจะขับรถออกไปได้

หลังจากการทดสอบเสร็จทุกสถานีแล้ว ให้เราจอดรถให้เรียบร้อย แล้วเดินกลับไปจุดที่ส่งเอกสารในตอนแรก ผู้คุมสอบจะแจ้งว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ถ้าผ่าน จะคือเกสารกลับมาให้เรา พร้อมแสตมป์มาว่า "สอบผ่าน" แต่ถ้าไม่ผ่าน จะแจ้งมาว่าเราไม่ผ่านท่าไหน ให้เรากลับมาสอบได้ใหม่หลังจากวันที่ทำการสอบอย่างน้อย 3 วันทำการ เช่น ถ้าสอบวันศุกร์ จะสอบได้อีกทีอย่างน้อยคือวันพุธหน้า เป็นต้น โดยจะสอบเฉพาะท่าที่ตกเท่านั้น ไม่ต้องสอบทุกท่า

สอบใบขับขี่

8. ออกใบขับขี่ชั่วคราว
ถ้าสอบผ่านเรียบร้อยแล้ว ให้นำเอกสารกลับไปที่เค้าเตอร์เดิมที่รับเอกสารมาตอนเช้าอีกครั้ง จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็จะเซ็นเอกสาร แล้วส่งเรากลับมาที่เค้าเตอร์ที่เรายื่นเมื่อครั้งแรกตอนที่เรามาเลย (กรณีขนส่งฯ เขต 4 คือขั้น 4) ทางเจ้าหน้าที่จะทำการกดบัตรคิวให้ แล้วเราก็ไปนั่งรอเรียกคิวที่หน้าช่องถ่ายรูปได้เลย เมื่อถูกเรียกคิวแล้ว เราก็ทำการจ่ายเงิน 105 บาท, ถ่ายรูป แล้วรอรับใบขับขี่ เท่นี้ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ กลับบ้านได้ครับ

สอบใบขับขี่

สอบใบขับขี่

ใบขับขี่ชั่วคราวนี้ มีอายุการใช้งานได้ 2 ปีครับ และสามารถเอามาเปลี่ยนเป็นแบบ 5 ปีได้ หลังจากครบ 1 ปีแล้ว (แต่ไม่จำเป็นหรอกครับ จ่ายเงินไป 2 ปีแล้ว ใช้ยาวไปเลย) ส่วนใครที่อาจจะไม่สะดวกโยธิน อาจจะสอบภาคทฤษฎีตก, สอบภาคปฏิบัติตก หรืออะไรก็ตาม คุณมีเวลานับตั้งแต่ยื่นเอกสารเพื่อขอสอบใบขับขี่รวม 90 วัน เพื่อจัดการทั้งหมดให้เรียบร้อย ถ้าเลยเวลานี้ไปแล้ว คุณต้องเริ่มต้นขั้นตอนใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ข้อ 1 ดังนั้น ควรทำให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดครับ

สอบใบขับขี่

ส่วนใครที่ถือใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปี ต้องทำการเข้าอบรม 5 ชั่วโมงใหม่นะครับ แต่ถ้าขาดเกิน 3 ปี ต้องเริ่มขั้นตอนใหม่ทั้งหมด และถ้าใครใบขับขี่หาย ตอนนี้ไม่ต้องไปแจ้งความแล้ว สามารถไปขอใบใหม่ที่กรมการขนส่งฯ ได้ทุกที่ ภายใน 15 วันเลยครับ

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ Autodeft.com