ยลโฉมจริง!! 2021 New MG EP เอสเตทแวนรุ่นใหม่…ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วน บุกไทยแล้ว เริ่ม 988,000 บาท

เมื่อปีกลาย MG หรือ Morris Garage ค่ายรถสายพันธุ์ยุโรป สร้างปรกฎการณ์ใหม่ในวงการด้วย New MG ZS EV เอสยูวีเล็กขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า 100 % กับค่าตัวที่เร้าใจจนได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น

MG EP

ล่าสุด เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) สานต่อความสำเร็จอีกครั้งกับยานยนต์ไฟฟ้าลำดับที่ 2 ที่งานนี้มาในรูปแบบใหม่เอาใจครอบครัวยุคใหม่ กลุ่มคนเมืองที่นเน้นความสะดวกสบายกับ New MG EP เอสเตท 5 ประตูรุ่นใหม่เพื่อชีวิตทันสมัย นำพื้นฐานจาก Roewe Ei5 แปะตรา MG ปรับดีไซน์ให้เหมาะกับเป็นรถยุโรปขนานแท้ด้วยกระจังหน้าแบบ Suspended Wing Grille ที่ตกแต่งด้วยโครเมียมและ Piano Black ไฟหน้า Projector พร้อมไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน LED Daytime Running Light พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟท้าย LED แบบ Electric Pulse Design และไฟเบรก ดวงที่ 3 แบบ LED ล้ออัลลอยด์ดีไซน์แบบสปอร์ตขนาด 16 นิ้วพร้อมยาง 205/60R16 เติมความหรูด้วยคิ้วโครเมี่ยมเสริมทับที่กรอบป้ายทะเบียน มุมกันชนหน้า-หลัง กรอบประตู บอดี้รถใหญ่คล่องตัวด้วยความยาว 4,544 มม. ความกว้าง 1,818 มม. ความสูง 1,521 มม. ฐานล้อ 2,665 มม. ระยะต่าสุดจากพื้น 115 มม.

MG EP
MG EP
MG EP
MG EP

ภายในหรูเรียบง่ายด้วยวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ดีไซน์เส้นสายแบบ CARBOXNYXE แสดงให้เห็นถึงความประณีตในทุกรายละเอียด เบาะคู่หน้าออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Anti-Curved Surface Design) ซึ่งโอบรับกับเส้นสายสรีระได้เป็นอย่างดี นั่งสบายตลอดเส้นทาง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้าน มาตรวัดความเร็วพร้อมจอแสดงสีข้อมูลการทำงานขนาดใหญ่ 7 นิ้ว Digital Multi-Function Display) แสดงผลได้อย่างสวยงามและชัดเจน พร้อมระบบความบันเทิงด้วยจอสัมผัส 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay กับลำโพงรอบคัน 6 จุด พร้อมระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล กระจกมองหลังตัดแสง กระจกไฟฟ้าแบบ One Touch Up-Down ด้านคนขับ ที่จะทำให้การใช้งาน มีความง่ายมากยิ่งขึ้น รักสบายด้วยเบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold รองรับการใช้งานในจุดประสงค์ที่หลากหลาย โดยเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถปรับพับได้แบบ 60:40 ทำให้มีพื้นที่ความจุสัมภาระสูงสุดถึง 1,456 ลิตร

MG EP
MG EP

รักษ์โลกกับขุมพลังไฟฟ้าล้วนด้วยแบตเตอรี่ขนาด 50.3 kWh และมอเตอร์ที่มีพละกำลัง 163 แรงม้า แรงบิด 260 นิวตันเมตร ชาร์จครั้งเดียววิ่งไกลเฉลี่ย 380 กม.ทำงานร่วมกับเกียร์ไฟฟ้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ภายใน 8.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาพร้อมรูปแบบการขับขี่ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมด Normal โหมด Eco และ โหมด Sport

สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ 2 แบบ คือ Quick Charge แบบ DC ผ่านหัวชาร์จประเภท CCS Combo 2 โดยชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 80% ในระยะเวลาประมาณ 40 นาที และ Normal Charge แบบ AC ชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 100% ผ่าน MG Home Charger ที่เป็นหัวชาร์จ TYPE II ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งระยะเวลาในการชาร์จนั้น จะขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ ยังสามารถ ชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ด้วย KERS Mode (Kinetic Energy Recovery System) โดยเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ

MG EP

พร้อมความนุ่มนวลในการขับขี่ด้วยระบบกันสะเทือนของช่วงล่างแบบ Euro Tuning Suspension เสริมด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง และช่วงล่างหลังแบบทอร์ชั่นบีม ทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่บนทุกสภาพถนน กับความปลอดภัยเต็มคัน ทั้ง ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-Lock Braking System) ระบบกระจายแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ไฟส่องนำทางหลังจาก ดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) จุดยึดเบาะ ISOFIX เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า กล้องมองหลังพร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

MG EP
MG EP

รถยนต์ใหม่แนวเอสเตท ชูแนวคิด “EVeryone ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชัน ที่สะท้อนมาตรฐานขั้นต้นของรถยนต์ไฟฟ้าให้ความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของด้วยค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว พร้อมเผยแผนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าของเอ็มจี ภายใต้ชื่อ “MG Super Charge” ที่ดีลเลอร์เอ็มจี ครบ 100 แห่งแล้วในปีนี้ และขยายอีกกว่า 500 แห่งภายในปีหน้า คุ้มค่าในการเป็นเจ้าของ (Value for Money) ด้วยราคาจำหน่าย 988,000 บาท และมีสีให้เลือถึง 3 สี ทั้งสีขาว Arctic White สีเทา Metallic Grey และ สีดำ Black Knight นอกจากนี้ ยังได้รับการประกันคุณภาพ และการดูแลบริการหลังการขายภายใต้ MG Passion Service นาน 4 ปีหรือ 120,000 กิโลเมตร และการรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ