Ford เผยทุก 1 มม. บนหลังคา เพิ่มต้นทุนแบตเตอรี่ 1.30 ดอลลาร์ เดินหน้าพัฒนารถกระบะไฟฟ้าใหม่

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 18 ก.พ. 69 15:12
  • 1,006 อ่าน

Ford เดินหน้าพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่บนแพลตฟอร์ม Universal EV Platform แม้ก่อนหน้านี้ Ford F-150 Lightning จะไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ก็ตาม โดยรถรุ่นใหม่นี้มีกำหนดเปิดตัวในปี 2027 ในรูปแบบรถกระบะไฟฟ้าขนาดกลาง พร้อมตั้งเป้าราคาเริ่มต้นราว 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ

หัวใจสำคัญของโครงการคือการเน้นประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์และการลดต้นทุนอย่างละเอียดในทุกมิติ Ford ระบุว่า รถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้มีประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ดีกว่ารถกระบะรุ่นอื่นในตลาดปัจจุบันมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มระยะทางวิ่งและลดต้นทุนให้กับผู้บริโภค โดยบริษัทคาดว่าจะช่วยเพิ่มระยะทางได้อีกราว 50 ไมล์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

จากข้อมูลที่เปิดเผย ตัวรถมาพร้อมดีไซน์ด้านหน้าทรงโค้งมน หลังคาโค้งต่อเนื่องเพื่อให้อากาศไหลผ่านกระบะท้ายได้อย่างลื่นไหล ลดแรงต้านลมอย่างมีนัยสำคัญ กระจกมองข้างถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กลง 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้เพิ่มระยะทางวิ่งได้อีกราว 1.5 ไมล์

ในด้านโครงสร้าง Ford ใช้ชิ้นส่วนอลูมิเนียมแบบ Unicasting ขนาดใหญ่ ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าคู่แข่งราว 27 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งโครงสร้างหลักของตัวรถมีเพียง 2 ชิ้น เทียบกับ 146 ชิ้นใน Ford Maverick ช่วยลดความซับซ้อนและต้นทุนการผลิต

แบตเตอรี่ที่เลือกใช้เป็นแบบลิเธียมไอรอนฟอสเฟต ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า พร้อมระบบชาร์จไฟกลับจากการเบรกที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยบริษัทระบุว่าสามารถช่วยลดต้นทุนแบตเตอรี่ได้ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อคัน

Ford ชี้ให้เห็นว่า ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายแก้ปัญหา Range Anxiety ด้วยการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้น แม้จะเพิ่มระยะทางวิ่งได้จริง แต่แบตเตอรี่คิดเป็นประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้า และราว 25 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักรวม ส่งผลให้รถมีน้ำหนักมากและมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

แนวทางของ Ford จึงมุ่งเน้นการใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กลง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกจุด ทั้งน้ำหนัก แรงต้านอากาศ และแรงต้านการหมุนของล้อ โดยบริษัทใช้ระบบประเมินต้นทุนแบบละเอียดที่เชื่อมโยงทุกการปรับเปลี่ยนเข้ากับมูลค่าที่สะท้อนผ่านระยะทางวิ่งและต้นทุนแบตเตอรี่

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ทุกการเพิ่มความสูงหลังคาเพียง 1 มิลลิเมตร จะส่งผลให้ต้นทุนแบตเตอรี่เพิ่มขึ้น 1.30 ดอลลาร์ หรือทำให้สูญเสียระยะทางประมาณ 0.055 ไมล์ แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้ซ้ำในหลายองค์ประกอบของรถ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสมรรถนะ ระยะทาง และราคา

นอกจากนี้ Ford ยังให้ความสำคัญกับระบบแปลงพลังงานไฟฟ้า เนื่องจากกระบวนการแปลงไฟจากแบตเตอรี่ 400 โวลต์ไปเป็นระบบไฟ 48 โวลต์สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันต่ำ อาจก่อให้เกิดการสูญเสียพลังงานอย่างมาก รถกระบะไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้จึงมาพร้อมระบบชาร์จและซอฟต์แวร์ที่พัฒนาเองทั้งหมด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาการชาร์จ และยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่

รถรุ่นดังกล่าวยังรองรับระบบชาร์จไฟแบบสองทิศทาง และถือเป็นรถรุ่นแรกของบริษัทที่ใช้ระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำ 48 โวลต์เต็มรูปแบบ อีกทั้งยังลดความยาวสายไฟภายในรถลงได้ถึง 4,000 ฟุต หรือประมาณ 1,219 เมตร และมีน้ำหนักเบาลง 10 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของบริษัท

แนวทางการพัฒนารถกระบะไฟฟ้าราคาเข้าถึงง่ายของ Ford สะท้อนกลยุทธ์ใหม่ที่มุ่งเน้นความคุ้มค่าและประสิทธิภาพ มากกว่าการเพิ่มขนาดแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับกลางในอนาคต

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com