Deft Answer :DAY Time Running Light ต้นกำเนิดมันมาจากไหน ...มีประโยชน์อย่างไรกันนะ

  • โดย : Autodeft
  • 16 ก.ย. 58
  • 27,182 อ่าน

พบเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไฟ Day Time Running Light รู้หรือไม่มันไม่ใช่แค่แฟชั่นแต่ยังมีระโยชน์ทางด้านความปลอดภัยมากกว่าที่คุณคิดอีกด้วย

DAY Time Running Light  มันมาจากไหน ...มีประโยชน์อย่างไร

 

เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง

 

ทุกวันนี้รถยนต์ที่เราใช้งานกันในชีวิตประจำวัน ต่างมีออพชั่นต่างๆมากมายเพิ่มเข้ามาตอบโจทย์มากขึ้น หนึ่งในหลายๆออพชั่นที่เพิ่มเข้ามา ดูเหมือนว่าไฟส่องยามขับขี่ในเวลากลางวัน หรือที่เรารู้จักในนาม  Day time Running Light   จะกลายเป็นมากกว่าแค่ออพชั่นรถยนต์ แต่มันยังกลายเป็นแฟชั่นการแต่งรถยนต์ไปโดยปริยาย

ชุดไฟที่เปิดติดสว่างตลอดเวลาในเวลากลางวัน กำลังกลายเป็นที่นิยมของคนจำนวนมาก บางครั้งพวกเราหลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันทำให้รถดูดีมีราศีมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดมันดูเหมือนรถยนต์นั่งหรูราคาแพงมากขึ้น แต่ความจริงนอกจากความสวยงาม ไฟ  Day Time Running Light   หรือ  DRL   กลับมีประโยชน์มากกว่าที่คิด ด้วยมันถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสร้างความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้น

 

จะว่าไปเรื่องราวของไฟ  DRL   ก็มีจุดกำเนิดแอบคล้ายโครงการเปิดไฟใส่หมวกที่รณรงค์มายาวนานในบ้านเรา จนท้ายที่สุดกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในรถจักรยานยนต์ทุกรุ่น แต่ย้อนกลับไปในช่วงปี 1970  มีรายงานการวิจัยบ่งชี้ว่าเมื่อคุณเปิดไฟหน้าขับเวลากลางวันจะมีความปลอดภัยมากขึ้น

แต่จุดกำเนิดของไฟ   DRL อย่างแท้จริงกลับต้องรออีกเกือบ 40  ปี  เมื่อทางสำนักงานความปลอดภัยทางถนนของอเมริกาหรือ  NHTSA   ออกรายงานการวิจัยในปี 2008  ซึ่งชี้ว่าการติดตั้งชุดไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน สามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุระหว่างรถยนต์สองคันได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุระหว่างรถกับคนเดินเท้า,นักปั่นจักรยาน ตลอดจนรถมอเตอร์ไซค์ได้อีกด้วย

.ในรถบางรุ่นไฟ DRL   อาจจะเป็นชุดไฟสีเหลือง หรืออาจจะเป็นการติดไฟหรี่ตลอดเวลาในการขับขี่ 

ทว่าที่มาของไฟ  DRL   ที่แท้จริงมาจากประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ซึ่งใช้ไฟส่องให้เห็นรถยนต์ที่ขับขี่ในหน้าหนาว โดยสวีเดนเป็นประเทศแรกที่ใช้ชุดไฟดังกล่าวติดตั้งในรถยนต์ ซึ่งพวกเขาเรียกว่า  “Varselljus” หรือไฟบอกตำแหน่ง (perception Light)  ซึ่งใช้ไฟที่มีกำลัง  21  วัตต์แบบเดียวกับหลอดไฟเลี้ยว มาส่องสว่างและเริ่มบังคับให้ใช้ยามผู้ขับขี่ขับรถในชนบทของสวีเดนช่วงหน้าหนาวในปี  1972   ก่อนจะเริ่มแพร่หลายจนในปี 1977  สวีเดนเป็นประเทศแรกที่รถทุกคันมีไฟดังกล่าว ก่อนตามมาด้วยประเทศในแถบเดียวกันไม่ว่าจะนอร์เวย์,ไอซ์แลนด์ ,เดนมาร์ค

ทว่าในที่สุดการเห็นประโยชนืของไฟ  DRL  กลับเกิดขึ้นหลังจากนั้นมากเมื่อสหยุโรปออกแผนพัฒนาและกลายมาเป็นกฎข้อบังคับสำคัญใน European  Union Directive /2008/09/EC  ซึ่งได้กำหนดให้รถยนต์นั่งทุกรุ่นตลอดจนรถตู้ส่งสินค้าต้องติดชุดไฟ DRL   ที่ผลิตออมาหลังวันที่ 7  กุมภาพันธ์   2011   ต้องติดตั้งชุดไฟ  DRL   มาให้ลูกค้า ก่อนที่แนวทางดังกล่าวจะเริ่มใช้ในรถบรรทุกและรถบัสต่อมาในที่สุด จนนิยมอย่างแพร่หลายในท้ายที่สุด

ถ้ามองแล้วไฟ DRL   มีประโยชน์สำคัญในเรื่องการสร้างการมองเห็นต่อเพื่อนร่วมทางให้สามารถสังเกตเห็นคุณในระหว่างการขับขี่ได้ง่ายขึ้น  ในหลายงานวิจัยทางด้านความปลอดภัยทางถนนสนับสนุนให้รถยนต์มีการติดตั้งไฟ DRL  เข้ามา (แม้จะมีการกังขาต่อเรื่องการทำให้รถมีการใช้ไฟมากขึ้น ทำให้บริโภคน้ำมันมากขึ้น) ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสังเกตรถยนต์คันอื่นได้ง่ายขึ้น ตลอดจนชี้ชัดว่า ยังช่วยในการตัดสินใจและประเมินรถที่ขับขี่ตามมาหรือขับขี่สวนทางกันได้เป็นอย่างดี ช่วยสร้างความปลอดภัยในการเดินทางมากขึ้น

ถึงบ้านเราอาจจะไม่เมืองหนาว แต่ในเรื่องความปลอดภัยก็ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยมองข้ามไปเสียทั้งหมด แม้ว่าสำหรับหลายคนไฟ DRL   อาจจะเป็นเพียงการติดเพื่อโก้เก๋ ทำให้รถดูดีมีราศีขึ้น แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อคุณตัดสินใจติดไฟ DRL  ในรถคู่กาย หมายถึงคุณยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของคุณเองด้วยโดยไม่รู้ตัว

เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง (Bonn)

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com

 

5 เรื่องน่าสนใจ