BYD Shark 6 โหดกว่า Ranger Raptor แต่ยังไม่สุดสายลุย ลุ้นอัปเกรดชนตัวจริงในอนาคต

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 22 เม.ย. 69 13:32
  • 1,004 อ่าน

BYD กำลังเขย่าตลาดกระบะสายลุย หลังเปิดตัว Shark 6 เวอร์ชันแรงขึ้นที่ให้พละกำลัง “เหนือกว่า” Ford Ranger Raptor ไปแล้ว แต่ยังขาดของสำคัญด้านออฟโรด ทำให้เกมนี้ยังไม่จบง่าย ๆ

รุ่นใหม่ของ Shark 6 Performance ได้อัปเกรดขุมพลังครั้งใหญ่ เปลี่ยนจากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เป็น 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังรวมพุ่งถึง 469 แรงม้า และแรงบิด 700 นิวตันเมตร

BYD Shark 6

ตัวเลขนี้ทำให้มัน “แรงกว่า” Ford Ranger Raptor ที่ใช้เครื่อง V6 ทวินเทอร์โบในเชิงพละกำลังทันที และกลายเป็นกระบะ PHEV ที่แรงที่สุดในกลุ่มเดียวกันตอนนี้ 

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญของ Shark 6 ยังอยู่ที่ “ออฟโรดฮาร์ดแวร์” เพราะยังไม่มีระบบดิฟล็อกหน้า-หลัง หรือชุดช่วงล่างเฉพาะทางแบบ Raptor ซึ่งเป็นหัวใจของรถสายลุยตัวจริง 

ฝั่ง BYD เองก็ยอมรับว่าเรื่องนี้อยู่ในแผนพัฒนา โดยกำลังพิจารณาทั้งการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง Ironman 4x4 หรือการดึงเทคโนโลยีจากแบรนด์ในเครืออย่าง Fangchengbao มาใช้

หนึ่งในตัวเลือกคือการยืมระบบจากรุ่น Denza B5 (Fangchengbao 5) ที่ใช้โครงสร้างแบบเดียวกัน แต่มีทั้ง low-range transfer case และดิฟล็อกหน้า-หลังครบ ซึ่งถ้านำมาใส่ใน Shark 6 ก็อาจยกระดับจนชน Ranger Raptor ได้จริง 

ในมุมภาพรวม BYD กำลังเดินเกม “ค่อย ๆ ไล่บี้” จากด้านพละกำลังและเทคโนโลยีก่อน แล้วค่อยเติมความสามารถออฟโรดในภายหลัง ซึ่งต่างจาก Ford ที่สร้าง Raptor มาเพื่อสายลุยเต็มตัวตั้งแต่แรก

จุดที่ BYD ยังตามไม่ทันคือ “อารมณ์การขับ” โดยเฉพาะเสียงเครื่องยนต์ V6 ของ Raptor ที่ยังคงเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว ซึ่งรถปลั๊กอินไฮบริดหรือ EV ยังให้ไม่ได้ 

แต่ถ้ามองในระยะยาว Shark 6 อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมในตลาดกระบะ เพราะมันแสดงให้เห็นแล้วว่า “พลัง + เทคโนโลยี” จากฝั่งจีน สามารถขึ้นมาท้าชนเจ้าตลาดได้จริง เหลือแค่เติมความโหดสายลุยให้ครบเท่านั้น

สรุปประเด็นสำคัญ

  • BYD Shark 6 Performance แรง 469 แรงม้า มากกว่า Ranger Raptor

  • ใช้เครื่อง 2.0 เทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้า (PHEV)

  • จุดอ่อนคือยังไม่มีดิฟล็อกและอุปกรณ์ออฟโรดเต็มรูปแบบ

  • BYD มีแผนอัปเกรด โดยอาจใช้เทคโนโลยีจาก Fangchengbao

  • หากเพิ่มออฟโรดครบ อาจชน Raptor ได้จริง

  • ยังเสียเปรียบด้าน “อารมณ์เครื่องยนต์” แบบ V6

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ