Honda ปรับกลยุทธ์ใหม่หลังขาดทุนยับกว่า 1.6 หมื่นล้านเหรียญ พัฒนาแพลตฟอร์มไฮบริดที่แปลงเป็นไฟฟ้าได้ในอนาคต

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 27 พ.ค. 69 15:02
  • 1,015 อ่าน

Honda ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นตัดสินใจปรับทิศทางการทำธุรกิจครั้งสำคัญ หลังจากต้องเผชิญกับตัวเลขขาดทุนมหาศาลกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความพยายามในการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมา โดยกลยุทธ์ใหม่นี้จะเน้นการสร้างความยืดหยุ่นด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับได้ทั้งเครื่องยนต์ไฮบริดและระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก

สาเหตุหลักที่ทำให้ Honda ต้องปรับแผนเกิดจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ประกอบกับต้นทุนการพัฒนาที่สูงลิ่วและการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้บริษัทต้องมองหาทางออกที่ยั่งยืนกว่าเดิม แพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ที่กำลังพัฒนาอยู่นี้ ถูกออกแบบมาให้มีความเป็นอเนกประสงค์สูง โดยในช่วงแรกจะเน้นไปที่ระบบขับเคลื่อนไฮบริดซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคให้การยอมรับมากที่สุดในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถปรับเปลี่ยนไปผลิตเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ได้ทันทีหากความต้องการของตลาดเปลี่ยนไป

แนวคิดเรื่องแพลตฟอร์มที่ สลับฝั่ง ได้นี้ จะช่วยให้ Honda สามารถใช้สายการผลิตและชิ้นส่วนร่วมกันได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มกำไรต่อหน่วย การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Honda เริ่มยอมรับความจริงที่ว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคไฟฟ้าทั้งหมดนั้นอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการยึดติดกับพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวอาจนำมาซึ่งความเสียหายทางการเงินที่รุนแรงขึ้น

นอกจากเรื่องของแพลตฟอร์มแล้ว Honda ยังมีแผนที่จะปรับปรุงระบบซัพพลายเชนและกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมด โดยมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ขนาดคอมแพ็คและรถเอสยูวี ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ การปรับกลยุทธ์ในครั้งนี้ถือเป็นการถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลักอย่างมั่นคง และเป็นการรับประกันว่าบริษัทจะยังคงสามารถแข่งขันได้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างไม่หยุดนิ่ง

แม้จะลดความร้อนแรงในการบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าลง แต่ Honda ยืนยันว่าเป้าหมายการเป็นบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ยังคงเดิม เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการเข้าถึงเป้าหมายให้มีความชาญฉลาดและปลอดภัยต่อสถานะทางการเงินของบริษัทมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับการขาดทุนมหาศาลที่ผ่านมา

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ