เจาะลึกกลยุทธ์ นิสสัน ถอดบทเรียนค่ายรถจีน หั่นเวลาพัฒนา นิสสัน สกายไลน์ รุ่นใหม่เร็วขึ้นเท่าตัว พร้อมเปิดตัวหน้าหนาวนี้

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 16 มิ.ย. 69 13:25
  • 1,002 อ่าน

ในยุคปัจจุบัน ความเพียบพร้อมด้านวิศวกรรม ความประณีตในการออกแบบ และคุณภาพของตัวรถ อาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้ค่ายรถยนต์ประสบความสำเร็จอีกต่อไป เพราะในโลกยานยนต์ยุคใหม่ ความเร็ว ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้กลายมาเป็นสมรภูมิสำคัญที่ทุกแบรนด์ต้องเร่งสปีดเพื่อความอยู่รอด ล่าสุดค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง นิสสัน ได้ออกมาเปิดเผยถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยการนำบทเรียนและวิธีการทำงานจากค่ายรถยนต์สัญชาติจีนมาปรับใช้ ซึ่งผลลัพธ์ที่จับต้องได้เป็นรูปธรรมชิ้นแรกกำลังจะปรากฏให้เห็นในรถยนต์ระดับตำนานเจเนอเรชันถัดไปอย่าง นิสสัน สกายไลน์ ที่มีกำหนดการเปิดตัวในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะถึงนี้

รายงานจากสำนักข่าว นิคเคอิ ระบุว่า อิวาน เอสปิโนซา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์ของนิสสัน ได้เปิดเผยเป้าหมายใหม่ของบริษัทในการลดระยะเวลาการนำรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดให้เหลือเพียงประมาณ 30 เดือนเท่านั้น และรถยนต์รุ่นแรกที่จะพิสูจน์ความสำเร็จของแนวคิดนี้ก็คือ นิสสัน สกายไลน์ เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเผยโฉมในช่วงฤดูหนาวนี้ โดยใช้เวลาในการพัฒนาทั้งหมดเพียง 26 เดือนเท่านั้น เมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นปัจจุบันที่ต้องใช้เวลาพัฒนายาวนานถึง 55 เดือน จะเห็นได้ว่าระยะเวลาถูกหั่นลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ทั้งนี้ สำหรับตลาดในบางประเทศรวมถึงสหรัฐอเมริกา รถยนต์รุ่นดังกล่าวจะถูกส่งไปทำตลาดภายใต้แบรนด์หรูอย่าง อินฟินิตี้ แทน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นิสสันสามารถเร่งสปีดกระบวนการทำงานได้รวดเร็วขนาดนี้ เกิดจากการที่บริษัทได้เห็นผลลัพธ์และความสำเร็จโดยตรงผ่านการร่วมทุนกับแบรนด์ ดองเฟง ในประเทศจีน ซึ่งการพัฒนา รถยนต์ไฟฟ้าซีดานรุ่น ดองเฟง นิสสัน เอ็นเจ็ด ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาเพียงครึ่งเดียวของกระบวนการทำงานในรูปแบบเดิมที่นิสสันเคยทำมา โดยผู้บริหารของนิสสันยอมรับว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงนี้คือการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ เข้ามามีบทบาทสำคัญ ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการออกแบบ การทดสอบสมรรถนะ ไปจนถึงขั้นตอนการวางระบบผลิตในโรงงาน ซึ่งในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าประเทศจีนได้กลายเป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกไปแล้ว ทั้งในแง่ของเทคโนโลยี ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และความรวดเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

การปรับกระบวนการทำงานให้รวดเร็วขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่นิสสันหวังจะใช้กู้สถานการณ์และพลิกฟื้นยอดขาย หลังจากที่ยอดขายทั่วโลกของบริษัทลดลงราว 6 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 3.15 ล้านคันในปีกองทุนที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเองก็ลดลงไปถึง 13 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางผู้บริหารวิเคราะห์ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาด้านภาพลักษณ์และตระกูลผลิตภัณฑ์ที่ยังขาดรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ดึงดูดใจผู้บริโภคมากพอ แต่นับจากนี้เป็นต้นไป นิสสันเตรียมบุกตลาดอย่างดุดันด้วยการส่งรถยนต์รุ่นใหม่ลุยตลาดถึง 7 รุ่นภายในระยะเวลาประมาณหนึ่งปี ซึ่งรวมถึงการปลุกชีพ สกายไลน์ โฉมใหม่ รถเอสยูวี รถกระบะ และในท้ายที่สุดคือการพัฒนา เจที-อาร์ เจเนอเรชันต่อไป หากนิสสันสามารถผสานความเร็วในการทำงานในแบบฉบับของจีน เข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์รวมถึงมรดกทางประวัติศาสตร์อันยาวนานของรถยนต์ระดับตำนานได้สำเร็จ นี่อาจเป็นแผนที่นำทางสำคัญที่จะพานิสสันกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้อีกครั้ง 

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ