เปิดตัว Range Rover Electric ขุมพลังไฟฟ้า 100% ลุยน้ำลึก 900 มม. เงียบสงบกว่าเดิม แต่แพงขึ้น และกำลังลากจูงลดลง

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 3 ก.ย. 69 13:49
  • 1,007 อ่าน

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ Range Rover Electric รถยนต์ SUV พรีเมียมระดับเรือธงพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของค่าย Land Rover ซึ่งหลังจากปล่อยให้แฟน ๆ เฝ้ารอมาอย่างยาวนาน ครั้งนี้กลับมาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ให้พละกำลังแรงทัดเทียมเครื่องยนต์ V8 ทำงานเงียบสงบยิ่งขึ้น แต่ยังคงสมรรถนะการลุยออฟโรดอันเป็นเอกลักษณ์ไว้อย่างครบถ้วน

Range Rover Electric

ด้านการออกแบบภายนอก Range Rover Electric แทบไม่ต่างจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปเจเนอเรชันที่ 5 ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2021 โดยมีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยบริเวณกระจังหน้า ทรงล้ออัลลอยใหม่ และการออกแบบใต้ท้องรถใหม่เพื่อลดแรงต้านอากาศลง 0.01 cd ซึ่งช่วยเพิ่มระยะทางขับขี่บนทางไฮเวย์ได้อีกราว 16 กิโลเมตร โดยตัวรถจะมีให้เลือกทั้งเวอร์ชันฐานล้อมาตรฐาน และฐานล้อยาว ครอบคลุมเกรดรุ่นย่อย SE, HSE, Autobiography, SV, SV Ultra, SV Black และรุ่นพิเศษ First Edition

 

ภายในห้องโดยสารคงความหรูหราตามมาตรฐานเดิม เพิ่มเติมคือหน้าจอแสดงผลดีไซน์เฉพาะรุ่น EV ที่มาพร้อมระบบคำนวณระยะทางขับขี่ด้วยระบบ AI และการอัปเดตซอฟต์แวร์แบตเตอรี่แบบ Over-the-Air นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับระบบซับเสียงอย่างมาก โดยเมื่อกดคันเร่งเต็มที่ ห้องโดยสารจะเงียบกว่ารุ่นเครื่องยนต์ V8 ถึง 7 dBA

Range Rover Electric

พละกำลังมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่พัฒนาและผลิตขึ้นเอง ให้กำลังฝั่งละ 349 แรงม้า รวมพละกำลังสูงสุด 542 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ซึ่งเหนือกว่ารุ่นเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4.4 ลิตร ทั้งแรงม้าและแรงบิด ส่งผลให้อัตราเร่งจาก 0-96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 4.3 วินาที แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุ 118.5 kWh วางอยู่ใต้พื้นห้องโดยสาร ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 600 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จเร็วแบบ DC สูงสุด 350 kW บนสถาปัตยกรรม 800V ชาร์จจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลา 22 นาที

Range Rover Electric

จุดเด่นสำคัญของรถรุ่นนี้คือ เทคโนโลยีที่ยื่นจดสิทธิบัตรกว่า 300 รายการ รวมถึงระบบจัดการความร้อน ThermAssist ที่ช่วยประหยัดพลังงานในการทำความร้อนได้ถึง 40% และเพิ่มระยะทางขับขี่ในสภาพอากาศสุดขั้วได้อีก 40 กิโลเมตร ด้านช่วงล่างใช้โช้คอัพแบบ Twin-Valve Active จาก Range Rover Sport SV ทำงานร่วมกับถุงลมแบบ Dual-Chamber และระบบเลี้ยวล้อหลัง มีเซนเซอร์ตรวจจับระดับน้ำอัตโนมัติ ช่วยให้ขับลุยน้ำได้ลึกสูงสุดถึง 900 มิลลิเมตร พร้อมระบบ Integrated Traction Management และ Intelligent Driveline Dynamics ช่วยให้ไต่ทางชันได้สูงสุดถึง 45 องศา

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวรถจะมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลงและคงสมรรถนะการลุยอย่างยอดเยี่ยม แต่น้ำหนักตัวรถที่พุ่งสูงถึง 2,885 กิโลกรัม ส่งผลให้ความสามารถในการลากจูงสูงสุดลดลงเหลือ 2.5 ตัน จากเดิมที่รุ่นเครื่องยนต์ปกติลากจูงได้ถึง 3.5 ตัน นอกจากนี้ ด้านราคาจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นที่ 140,550 ดอลลาร์สหรัฐ หรือแพงกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินเริ่มต้นราว 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการผลิตจะจัดขึ้นที่โรงงาน Solihull ประเทศอังกฤษ

 

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ