จีนขึ้นแท่นผู้นำอุตสาหกรรมรถโลก ยุคครองเกมของ VW และ Toyota กำลังเปลี่ยนผ่าน

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 11 ม.ค. 69 21:31
  • 1,039 อ่าน

อุตสาหกรรมรถยนต์โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลังจาก Volkswagen และ Toyota ครองความเป็นผู้นำมายาวนานหลายทศวรรษ ล่าสุดนักวิเคราะห์ชี้ชัดว่า “ยุคของจีน” กำลังเริ่มต้นอย่างจริงจัง โดยผู้ผลิตรถยนต์จีนเร่งขยายกำลังการผลิตสู่ต่างประเทศ ใช้จุดแข็งด้านรถยนต์ไฟฟ้า การควบคุมต้นทุน และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง จนไม่ใช่แค่การเข้ามาเขย่าตลาด แต่กำลังเขียนแผนที่อุตสาหกรรมรถยนต์โลกขึ้นใหม่อย่างถาวร หากแนวโน้มปัจจุบันยังดำเนินต่อไป แบรนด์จีนอาจครองส่วนแบ่งตลาดโลกได้ถึงหนึ่งในสามภายในเวลาเพียงห้าปี

รายงานล่าสุดจาก UBS ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า แม้ตลาดรถยนต์ภายในประเทศจีนยังคงเติบโต แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ คือการขยายตัวในตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันยอดขายจากนอกประเทศคิดเป็นราว 20 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรวมของผู้ผลิตจีน และในบางกรณีสามารถสร้างกำไรได้สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งบริษัท ซึ่งสะท้อนว่าการรุกตลาดโลกไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นหัวใจของกลยุทธ์ระยะยาว

UBS ระบุว่าประมาณการดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อสองปีก่อน แม้การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปจะชะลอตัว และหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการภาษีหรือกีดกันทางการค้าต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน พอล กง นักวิเคราะห์หลักด้าน EV จีนของ UBS มองว่า ความคืบหน้าในปี 2024 อาจช้ากว่าที่คาดไว้ แต่สัญญาณล่าสุดแสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตจีนเริ่มไล่ตามแผนได้อีกครั้ง

รายงานของ South China Morning Post ชี้ว่า การลงทุนระยะยาวของจีนในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า การบูรณาการแนวตั้ง และการพัฒนาซัพพลายเชนอย่างจริงจัง กำลังให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังทำให้ผู้ผลิตจีนสามารถเพิ่มกำลังการผลิตและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว แฟรงก์ ดิอานา ผู้บริหารจาก Tata Consultancy Services เสริมว่า จุดได้เปรียบของจีนไม่ได้อยู่แค่ขนาด แต่คือ “ความเร็วในการเรียนรู้” ซึ่งทำให้จีนมีโอกาสครองตำแหน่งผู้นำตลาดในระยะยาว แม้จะยังมีผู้เล่นรายอื่นเกิดขึ้นตามมา

การเติบโตของแบรนด์จีนกำลังส่งผลโดยตรงต่อผู้นำตลาดเดิม UBS ประเมินว่า Volkswagen และ Toyota ซึ่งรวมกันเคยครองส่วนแบ่งตลาดถึง 81 เปอร์เซ็นต์ในบางเซ็กเมนต์ อาจลดลงเหลือเพียง 58 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 ขณะที่ Tesla ซึ่งปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ อาจขยับขึ้นไปถึง 8 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน

อีกปัจจัยสำคัญที่หนุนการขยายตัวของผู้ผลิตจีนคือการตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศ ปัจจุบันประเทศอย่างไทยมีโรงงานประกอบของแบรนด์จีนหลายราย ไม่ว่าจะเป็น SAIC Motor, Great Wall, BYD, GAC, Changan และ Chery ขณะที่ Great Wall และ BYD ก็เริ่มผลิตรถในบราซิล และ BYD กำลังสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในฮังการี เพื่อรองรับตลาดยุโรปโดยตรง

แม้จีนจะโดดเด่นที่สุด แต่ไม่ใช่ประเทศเดียวที่อุตสาหกรรมรถยนต์มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว อินเดียเองก็กำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้เล่นสำคัญ โดยแบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Tata และ Mahindra เพิ่มส่วนแบ่งในประเทศและเริ่มมองตลาดนอกประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกเขายังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งจาก Maruti Suzuki และ MG Motor ที่มีเจ้าของเป็นจีน รวมถึง BYD, Chery และ Great Wall ที่มีแผนเข้าสู่ตลาดอินเดียเช่นกัน

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การลงทุนก่อนใครของจีนสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืน ความสามารถในการควบคุมซัพพลายเชน เรียนรู้เร็ว และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทจีนเดินนำหน้า โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งห่วงโซ่อุปทานหลักถูกครอบงำโดยบริษัทจีนอยู่แล้ว และแม้แต่อุตสาหกรรม EV ของอินเดียก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนเป็นหลัก

ในระยะถัดไป ผู้เชี่ยวชาญมองว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะเข้าสู่ช่วงการควบรวม ผู้เล่นจะลดจำนวนลง แต่เดิมพันจะสูงขึ้น จีนซึ่งออกตัวก่อนใครจึงอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบอย่างมาก เมื่ออุตสาหกรรมพัฒนาไปสู่โครงสร้างที่มีผู้เล่นหลักเพียง 10 ถึง 15 ราย ที่เป็นการผสมผสานระหว่างผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมและบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ