เสียวหมี่ ส่ง Xiaomi YU7 GT ไร้คนขับ วิ่งจบแทร็ก นูร์เบอร์กริง คันแรกของโลก
- โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
- 23 มิ.ย. 69 14:16
- 1,002 อ่าน
เสียวหมี่ (Xiaomi) ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจากจีน ยังคงเดินหน้าสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้สร้างสถิติครั้งใหม่ที่สนามนูร์เบอร์กริง (Nürburgring) ประเทศเยอรมนี ด้วยการส่งรถเอสยูวีไฟฟ้าสมรรถนะสูง Xiaomi YU7 GT ลงวิ่งทำเวลาในแทร็กระดับตำนาน โดยความพิเศษในครั้งนี้คือ ไม่มีมนุษย์นั่งควบคุมอยู่หลังพวงมาลัยเลยแม้แต่คนเดียว

จากการทดสอบในครั้งนี้ Xiaomi YU7 GT สามารถทำเวลารอบสนามไปได้ที่ 10 นาที 29.483 วินาที ส่งผลให้มันกลายเป็นรถยนต์ไร้คนขับ (Driverless) คันแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถวิ่งครบรอบสนามนอร์ดชไลเฟอ (Nordschleife) แบบจับเวลาได้สำเร็จ แม้ว่าตัวเลขนี้จะช้ากว่าสถิติเดิมที่ YU7 GT เคยทำไว้พร้อมนักแข่งอาชีพเมื่อเดือนก่อนถึง 3 นาทีกว่า (ซึ่งครั้งนั้นทำเวลาไว้ที่ 7 นาที 22.76 วินาที ครองแชมป์เอสยูวีที่เร็วที่สุดในตัวสนาม) แต่ในแง่ของเทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติ ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้
เมื่อพิจารณาจากคลิปวิดีโอบันทึกภาพจากภายในตัวรถ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าระบบ AI ของ Xiaomi YU7 GT ถูกเซตอัพมาให้เน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ตัวรถจะเข้าโค้งด้วยความระมัดระวัง เว้นระยะห่างจากขอบแทร็กอย่างเหมาะสม และไม่ได้ขับขี่ในลักษณะสไตล์รถแข่งที่ดุดัน ซึ่งดูเหมือนเป็นการขับขี่ของผู้เริ่มต้นฝึกหัดที่เน้นความชัวร์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจนกลายเป็นข่าวเสียหาย

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นที่ช่วยกู้เวลาในแทร็กกลับคืนมาได้ คือพละกำลังมหาศาลจากขุมพลังไฟฟ้าที่ให้แรงม้าสูงถึง 1,003 แรงม้า ซึ่งมอบแรงบิดมหาศาลในทันทีที่กดคันเร่ง ส่งผลให้ตัวรถสามารถกระชากตัวออกจากโค้งและทำความเร็วบนทางตรงได้อย่างรวดเร็ว ช่วยชดเชยเวลาที่สูญเสียไปในทักษะการเข้าโค้งที่ยังดูเกร็งเกินไป
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เวลาทะลุ 10 นาที เป็นเพราะระบบล็อกความเร็วสูงสุดที่ถูกจำกัดไว้เพียง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ในช่วงทางตรงยาวด็อตทิงเกอร์ โฮเฮ (Döttinger Höhe) ระยะทางกว่า 2.1 กิโลเมตร ตัวรถต้องวิ่งแช่ด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ระบบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งหากมีการปลดล็อกความเร็วในส่วนนี้ คาดว่าเวลาภาพรวมจะลดลงไปได้อีกหลายวินาที
แม้ว่าการวิ่งทำเวลาของรถยนต์ไร้คนขับในสนามปิดแบบนี้ จะยังไม่สามารถสะท้อนถึงการใช้งานจริงบนท้องถนนที่มีการจราจรหนาแน่นได้อย่างรวดเร็ว และทางเสียวหมี่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะใช้ข้อมูลชุดใดในการประมวลผลการเร่งหรือเบรกในแทร็ก แต่ก็นับเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยีระบบขับขี่อัตโนมัติก้าวหน้าไปไกลมาก และในอนาคตอันใกล้ หุ่นยนต์ AI อาจจะพัฒนาจนสามารถขับรถได้รวดเร็วและแม่นยำไม่แพ้นักแข่งที่เป็นมนุษย์อย่างแน่นอน
ที่มา Carscoops
ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com




