ชาว UK เตรียมลุย Renault Megane E-Tech รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด เปิดให้จองแล้ว

ข้อมูลสเปกและรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ต่างๆสำหรับรถ Crossover ไฟฟ้ารุ่นใหม่ อย่าง Renault Megane E-Tech ได้รับการเปิดเผยออกมาแล้ว ซึ่งตอนนี้ลูกค้าสามารถทำการจอง พร้อมวางเงินมัดจำที่สามารถรีฟันด์ได้ จำนวน 500 ปอนด์

Renault ได้เปิดให้จองรถในตระกูลแฮทช์แบคไฟฟ้า ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดอย่างรุ่น Megane E-Tech โดยรถจะติดตั้งระบบส่งกำลังแบบครอสโอเวอร์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบ 100%

ในสหราชอาณาจักร รถยนต์รุ่นใหม่นี้จะมี 3 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่ รุ่น Equilibre, Techno และ Launch Edition ซึ่งลูกค้าสามารถทำการจองรถในรุ่นที่ต้องการได้ก่อนใคร ด้วยการวางเงินมัดจำที่สามารถรีฟันด์ได้ จำนวน 500 ปอนด์

รถไฟฟ้ารุ่น Megane E-Tech นี้ จะใช้พลังงานทั้งหมดจากแบตเตอรี่ขนาด 60kWh สำหรับรถที่ออกในสหราชอาณาจักร แม้ว่าจะมีรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 40kWh ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่าในตลาดยุโรปอื่นๆก็ตาม อุปกรณ์มาตรฐานของรถจะประกอบไปด้วย แผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว และชุดติดตั้งระบบ Infotainment ขนาด 9 นิ้ว ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ Android OS โดยการบริการของ Google จะถูกรวมเข้ากับระบบซึ่งมี Apple CarPlay และ Android Auto ร่วมอยุ่ด้วย นอกจากนี้ รถยังได้ติดตั้งระบบช่วยเหลือสำหรับผู้ขับขี่อีกหลายอย่าง เช่น ระบบการจดจำป้ายจราจร ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ และระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ก็เป็นคุณสมบัติที่จะถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานด้วยเช่นกัน

รถรุ่น Entry-Level อย่าง Equilibre จะติดตั้งกล้องสำหรับช่วยในการจอดรถที่ด้านหลัง ส่วนเบาะนั่งด้านหน้านั้น จะติดตั้งระบบทำความร้อนได้ และพวงมาลัยก็สามารถทำความร้อนได้เช่นกัน เช่นเดียวกับไฟหน้าแบบ LED และชุดล้อขนาด 18 นิ้ว

สำหรับรุ่น Techno นั้น จะมีการติดตั้งฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบปรับได้ ระบบการตรวจสอบจุดบอด และระบบการแจ้งเตือนทางจราจรที่ด้านหลัง ส่วนสไตล์ของรถก็ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษ ด้วยการเพิ่มไฟหน้า LED แบบปรับระดับได้ ที่มีไฟเลี้ยวและไฟส่องสว่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

การใส่ล้อที่ใหญ่ขึ้นเป็นขนาด 20 นิ้ว ยังเป็นเครื่องหมายเฉพาะของรุ่น Techno ส่วนภายในจะติดตั้งเบาะผ้าที่ทำการวัสดุรีไซเคิล รวมทั้งไฟส่องสว่างโดยรอบที่มีจำนวน 48 สี ระบบควบคุมอุณหภูมิแบบ dual-zone พร้อมโหมดการขับขี่ที่สามารถปรับแต่งได้ ตามมาด้วยที่ปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ และแผ่นชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สายก็รวมอยู่ด้วย

รุ่นที่ถือเป็นตัวท็อปของรถไฟฟ้า Megane E-Tech คือรุ่น Launch Edition ซึ่งจะได้รับการออกแบบล้อใหม่ที่มีขนาด 20 นิ้ว พร้อมกระจกมองหลังอัจฉริยะ รวมทั้งระบบกล้องช่วยในการจอดรถแบบ 3 มิติ และเครื่องเสียง Harmon Kardon

เรื่องราคาของรถแต่ละรุ่นนั้น จะถูกประกาศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และในระหว่างนี้ ลูกค้าสามารถจ่ายเงินมัดจำ จำนวน 500 ปอนด์ เพื่อจองคิวในการเข้าซื้อรถรุ่นใหม่นี้ได้ โดยลูกค้าคนแรกที่วางมัดจำ จะที่ได้ทดลองขับรถไฟฟ้ารุ่น Megane E-Tech  เมื่อตัวรถเข้ามาถึงสหราชอาณาจักรในปลายปีนี้ แม้ว่ากรณีนี้ลูกค้าจะสามารถยกเลิกการจองได้ทุกเมื่อ และจะได้รับเงินคืนเต็มจำนวน

Renault ได้ทำการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในตระกูล Megane เจนเนอเรชั่นที่ 5 นี้ ที่งาน Munich Motor Show ปี 2021 ในฐานะคู่แข่งรายใหม่ในตลาดของรถแฮทช์แบคไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ เช่น Volkswagen ID.3 และ Nissan Leaf

Megane E-Tech จะเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกในกลุ่มรถ 'Generation 2.0' ของ Renault และมันมีพื้นฐานมาจากแพลตฟอร์ม CMF-EV ของพันธมิตร Renault-Nissan Alliance ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้า โดยรถ EV ที่กำลังจะคลอดออกมานั้น จะมีการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 60kWh เพื่อให้ได้รับการรับรองจาก WLTP ในเรื่องพิสัยการเดินทางของรถที่ไกลกว่า 280 ไมล์

ด้านระบบการชาร์จแบบเร่งด่วน ด้วยไฟฟ้ากระแสตรงสูงสุดถึง 130kW DC ช่วยให้เราสามารถชาร์จไฟจาก 15 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งจะให้ระยะทางวิ่งได้สูงสุด 186 ไมล์ เช่นเดียวกับรถรุ่น Zoe ที่มีขนาดเล็กกว่าและเครื่องชาร์จแบบ Chameleon ของมัน รถไฟฟ้ารุ่น Megane E-Tech ยังสามารถเข้ากันได้กับการชาร์จขนาด AC 7.4, 11 และ 22kW

มาถึงเรื่องเบรก รถจะใช้ระบบแบบ Regenerative Braking 4 ระดับ ที่จะช่วยในการชาร์จไฟเมื่อรถลดความเร็วลง โดยมันจะบังคับให้พลังงานเข้าสู่แบตเตอรี่โดยไม่เสียเปล่า สิ่งเหล่านี้จะถูกปรับโดยใช้แป้นเหยียบที่ยึดติดกับพวงมาลัยของรถ โดยเมื่อมันถูกตั้งระดับไว้ที่ 0 นั้น จะไม่มีผลในการเบรก และเมื่อมันตั้งอยู่ในระดับ 3 ระบบจะอนุญาตให้สามารถเหยียบคันเร่งได้

แม้ว่าแพลตฟอร์ม CMF-EV จะรองรับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบมอเตอร์คู่ แต่รถไฟฟ้า E-Tech จะมาในรูปแบบของการขับเคลื่อนล้อหน้าเท่านั้น โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะมีให้เลือก 2 แบบ โดยรุ่นแรกจะมีแรงบิดสูงสุดที่ 128bhp และ 250Nm ส่วนรุ่นที่ 2 จะให้แรงบิดที่ 215bhp และ 300Nm

สำหรับมอเตอร์รุ่นที่ 2 รถจะสามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 62 ไมล์ต่อชั่วโมง ในเวลา 7.4 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 99 ไมล์ต่อชั่วโมง ในขณะที่รถจะมีโหมดการขับขี่แบบประหยัด แบบคอมฟอร์ท และแบบสปอร์ต ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปที่พวงมาลัย แป้นคันเร่ง ไฟภายในรถ และการกำหนดค่าการแสดงผลต่างๆ นอกจากนี้ Megane ยังมีความสามารถในการลากจูงได้สูงถึง 900 กก. ด้วยกัน 

Renault อ้างว่า รถไฟฟ้า Megane E-Tech นั้น สามารถขับขี่ได้อย่างสนุกสนานเช่นกัน โดยส่วนหนึ่งมาจากน้ำหนัก kerbweight ที่ค่อนข้างต่ำสำหรับรถ EV โดยรถที่ใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ จะมีน้ำหนักตั้งแต่ 1,624 กก. ซึ่งสามารถช่วยได้โดยการใช้วัสดุอลูมิเนียมจำนวนมากในการประกอบตัวถัง ในขณะที่ Renault ยังได้อ้างว่า Megane รุ่นใหม่นั้น จะมีน้ำหนักเบากว่าที่ระบุในข้อมูลจำเพาะของรถคู่แข่งตั้งแต่ 80 ถึง 100 กก. และถือว่าเป็นรถ Crossover EV สำหรับครอบครัวที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในตลาด อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ Renault ได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะมีการปรับแต่งรถให้มีความแข็งแกร่งขึ้น ด้วยการใช้วัสดุพิเศษที่ประตูและใช้โฟมที่พื้นให้มากขึ้น เพื่อกลบเสียงที่คุณไม่ต้องการได้ยิน โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์สันดาปเพื่อกลบเสียงเหล่านั้น

การที่รถไฟฟ้า E-Tech นั้น มีน้ำหนัก Kerbweight ที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องมาจากการมีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าที่ใช้ในรถรุ่น Zoe EV Supermini กว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ตลอดจนการออกแบบแบตเตอรี่ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งมีประโยชน์ในภาพรวมของรถอีกด้วย

ตัวแบตเตอรี่ที่ระบายความร้อนด้วยของเหลวในรถไฟฟ้า Megane E-Tech นี้ มีความหนาเพียง 110 มม. เท่านั้น นับเป็นชุดแบตเตอรี่ที่มีขนาดบางที่สุดในท้องตลาด และให้ความจุของพลังงานมากกว่าเซลล์ที่ใช้ใน Zoe ถึง 20 เท่า ซึ่งช่วยให้พื้นภายในรถนั้นต่ำลงและที่ความราบเรียบได้ทั้งคัน และมันยังช่วยให้ความสูงโดยรวมของ Megane นั้น เหลือเพียง 1.5 เมตร เท่านั้น

ด้วยระยะฐานล้อขนาด 2.7 เมตร (เช่นเดียวกับรถคู่แข่งที่มีความใกล้เคียงกันที่สุดอย่าง Volkswagen ID.3) และตัวล้อที่ถูกดันให้ชิดไปที่มุมของรถมากที่สุด ทำให้รถไฟฟ้า Megane E-Tech มีพื้นที่ภายในรถอยู่ในระดับที่ดี อย่างที่เราได้เห็นในงานเปิดตัวรถ นอกจากนี้ Renault ยังได้ตั้งเป้าไปที่การเพิ่มพื้นที่ของรถ Megane รุ่นที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งยังมีพื้นที่ๆพอจะขยายได้อีกกว่า 440 ลิตร (จากการที่มันไม่มีมอเตอร์ด้านหลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้อีก) ส่วนฝากระโปรงท้ายของรถก็มีความน่าสนใจ โดยพื้นภายในฝากระโปรงนั้นจะสามารถเคลื่อนย้ายได้ ในขณะที่จะมีการแบ่งพื้นที่เฉพาะสำหรับเป็นที่เก็บสายชาร์จของรถ

ส่วนกระจกหลังนั้นค่อนข้างแคบ แต่เพื่อให้รับกับสิ่งนี้ได้ (และเมื่อกระโปรงหลังนั้นใส่ของไว้จนเต็ม) Renault ได้พัฒนากระจกมองหลังแบบดิจิตอล เพื่อให้ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ที่ช่วยในการจอดรถที่ติดตั้งไว้รอบคัน

และไม่ใช่เป็นแค่เพียงเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับการโดยสารรถยนต์เท่านั้น เมื่อบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสแห่งนี้ ได้พัฒนาระบบ Infotainment แบบใหม่ทั้งหมด สำหรับรถไฟฟ้า Megane E-Tech ที่เรียกชื่อว่า OpenR Link อันประกอบด้วยแผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอสัมผัสขนาด 12 นิ้ว ที่วางในแนวตั้ง ซึ่งมีภาพกราฟิกที่คมชัดและชัดเจนกว่าระบบ Infotainment ใดๆ ของ Renault ที่เราเคยเห็นมา

เทคโนโลยีรุ่นใหม่นี้จะทำงานด้วยระบบ Android และใช้ sat-nav ของ Google Maps ซึ่งมี 'เครื่องมือวางแผนการเดินทางของรถที่ใช้ไฟฟ้า' ที่รวมสถานีชาร์จที่อยู่บนเส้นทางของคุณ ทำให้การทำงานแบบผสมผสานนั้นง่ายดายสำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนแบบ Android และผู้ช่วยการควบคุมด้วยการใช้เสียงอย่าง 'Ok Google' โดย OpenR Link นั้น ยังใช้งานร่วมกับ Apple CarPlay ได้ และยังให้บริการการเชื่อมต่อต่างๆอีกมากมาย ซึ่งทำงานร่วมกับแอพสมาร์ทโฟนอย่าง My Renault

ระบบ Infotainment แบบใหม่ภายในรถรุ่นนี้ ทำให้รถไฟฟ้า Megane E-Tech ให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างพรีเมียม จากความประทับใจแรกที่ได้สัมผัสครั้งเมื่อรถได้ถูกปล่อยออกมา ด้วยการนำวัสดุรีไซเคิลหลายอย่างกลับมาใช้ใหม่ หรือเลือกใช้วัสดุโดยเน้นที่ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในขณะที่สไตล์การตกแต่งภายนอกของรถ ก็ดูเข้ากันกับสิ่งนี้

หากแต่เมื่อเทียบกันแล้ว มันยังคงมีความสูงจากพื้นถนนมากกว่ารถ family hatch แบบปกติอยู่เล็กน้อย ทำให้รถดูคล้ายกับสไตล์ Crossover หน่อยๆ แต่ด้วยการออกแบบตามสไตล์ของ Megane แล้ว ทำให้มันดูมีความล่ำสันและกระทัดรัดอยู่ไม่น้อย

ส่วนของไฟ LED ที่มีความคมชัด รวมถึงไฟท้ายแบบ 3 มิติ ที่สามารถเปิดปิดได้เมื่อทำการล็อกหรือปลดล็อก ทำให้รถไฟฟ้า E-Tech มีซิกเนเจอร์ของระบบแสงที่จดจำได้ง่าย ขณะที่ล้ออัลลอยด์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 ถึง 20 นิ้ว จะช่วยเติมซุ้มล้อให้ดูแข็งแกร่ง และส่วนที่ยื่นออกมานั้นก็มีขนาดที่สั้นและฝากระโปรงหน้าก็ค่อนข้างดูสั้นม่อต้อด้วย อันเนื่องมาจากแพ็คเกจของมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ที่มีขนาดกระทัดรัด ซึ่งช่วยทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ชัดเจนขึ้นเช่นกัน ส่วนรูปลักษณ์อันดูโฉบเฉี่ยวนั้น ก็ถูกเสริมให้สมบูรณ์แบบด้วยมือจับประตูสไตล์ใหม่แบบฝังเรียบ

นอกจากนี้ รถยังได้ติดโลโก้แบบใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์เรโทรของ Renault ซึ่งมีการติดตั้งเซ็นเซอร์บางส่วนไว้ที่ด้านหน้า สำหรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง ซึ่งรวมถึงระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ที่มาพร้อมการตรวจจับคนเดินถนนและคนปั่นจักรยาน ในขณะที่รถยังติดตั้งระบบควบคุมความเร็วแบบกึ่งอัตโนมัติ ที่มาพร้อมระบบช่วยในการเปลี่ยนเลน และระบบช่วยรักษาช่องจราจรและเตือนเมื่อรถหลุดออกจากเลน แถมยังมีจอมอนิเตอร์ 3 มิติรอบทิศทาง ระบบ AEB สำหรับช่วยในการถอยหลัง บวกกับระบบการเตือนให้ผู้โดยสารออกจากตัวรถ ทั้งหมดนี้ จะได้รับการติดตั้งในรถรุ่นใหม่นี้อย่างแน่นอน

ที่มา autoexpress

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ