กองทัพรถใหม่!! ที่ไม่เข้าเมืองไทยในปี 2019

ตลอดปี 2019 ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์เมืองไทยมีความร้อนแรงต่อเนื่องสำหรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี ด้วยรถยนต์ทุกรุ่นทุกรูปแบบไม่ว่าจะเปิดตัวในรูปแบบ เจเนอเรชั่นใหม่ ไมเนอร์เชนจ์ แต่งหน้าทาปาก และรุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัด ล้วนสร้างสีสันให้ตลาดรถยนต์เมืองไทยมาตลอด

แต่มีรถยนต์อีกบางรุ่นที่ทางทีมงาน Autodeft ได้คาดการณ์ว่ามีแนวโน้มที่จะเข้าจำหน่ายในไทยแต่สุดท้ายด้วยสภาพเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และ ปัจจัยหลายๆอย่างที่เกี่ยวเนื่องทำให้บริษัทรถยนต์ ตัดสินใจไม่นำมาจำหน่าย โดยทางทีมงานได้สรุปรุ่นรถที่ไม่นำมาจำหน่ายในปี 2019 ดังนี้

Chevrolet

Chevrolet Blazer

หลังจากที่รถยนต์เอสยูวี อย่าง Chevrolet Captiva เจเนอเรชั่นแรกทำตลาดมากว่า 10 ปี และมีการปรับหน้าตามาหลายครั้งเพื่อสู้กับคู่แข่งตัวเอ้ จนประสบความสำเร็จและยุติตลาดไปในที่สุดทำให้ Chevrolet ตัดสินใจเตรียมหาตัวตายตัวแทน มารับช่วงต่อ เสริมตลาดให้กับ Chevrolet Colorado และ Chevrolet Trailblazer นั่นคือ Chevrolet Blazer เอสยูวี ที่นำชื่อรุ่นที่เคยโด่งดังกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ในร่าง Crossover 5 ประตู แทรกกลางระหว่าง Chevrolet Equinox และ Chevrolet Traverse (7 ทีนั่ง) พร้อมเอกลักษณ์เด่นด้วยกระจังหน้าโครเมี่ยมพร้อมโลโก้โบว์ไท พร้อมไฟหน้าHID โคมเรียวเล็กกับไฟ LED Daytime ติดตั้งในชุดกันชนหน้าทรงสปอร์ต ไฟท้ายสปอร์ตด้วยลวดลายเท่ แบบ LED-illuminated ชุดแต่งโครมเมี่ยมเพิ่มความหรูอีกขึ้นในรุ่น Premiere และเข้มด้วยชุดแต่งสีดำ ในรุ่น RS และล้ออัลลอยมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 18 ถึง 21 นิ้ว

ภายในมีกลิ่นไอความเป็นรถ Muscle Car อย่าง Chevrolet Camaro โดยเฉพาะแผงคอนโซลหน้าพร้อมช่องแอร์ทรงกลมขนาดใหญ่ รวมถึงระบบความบันเทิง Chevrolet Infotainment 3 จอสัมผัสขนาดใหญ่แบบเส้นทแยงมุม 8 นิ้ว รองรับ 4G LTE Wi-Fi Apple CarPlay และ Android Auto กล้องมองหลัง พร้อมความสะดวกสบายจากทีนั่งหุ้มหนังคุณภาพ 5 ที่นั่ง โดยเฉพาะเบาะหลังสามารถปรับเลื่อน และพับลงได้ พร้อมออพชั่นมากมายทั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 4 ก้านพร้อม Adaptive Cruise Control ระบบ ชาร์จมือถือแบบ wireless charging ฯลฯ

Chevrolet Blazer

ขุมพลังแรงประจำการทั้งสองขนาด เริ่มที่ เครื่องยนต์เบนซิน ECOTEC 2.5 ลิตร 4 สูบ 193 แรงม้า แรงบิด 255 นิวตันเมตร และใหญ่สุด เบนซิน 3.6 ลิตร V6 305 แรงม้า แรงบิด 365 นิวตันเมตรทั้งสองขนาดจับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เลือกได้ทั้งขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อนสี่ล้อ Twin Clutch AWD แต่สุดท้ายทางต้นสังกัดเลือกที่จะเอารถยนต์จากเมืองจีนที่ Baojun 510 มาปรับบุคลิกใหม่ให้ความเป็นอเมริกัน พร้อมนำชื่อ Chevrolet Captiva กลับมาอีกครั้งในราคาเริ่มต้น 999,000 บาท

Ford

Ford Focus

อีกหนึ่งค่ายรถยนต์สัญชาติเดียวกับ Chevrolet หลังเจอวิกฤตศรัทธาจากกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ตัวจริง ทำให้ FORD ยังจำหน่ายรถยนต์นั่งต่อไปจนหมดรุ่นไปกับ Ford Focus เจนที่แล้ว จนปีที่แล้วทางเราได้คาดการณ์ไว้ว่า จะมีเจเนอเรชั่นใหม่มาจำหน่ายแต่สุดท้ายต้นสังกัดเลือกที่จะจำหน่ายรถยนต์ที่มีอยู่ทั้ง กระบะ Ford Ranger, Ford Ranger Raptor รถอเนกประสงค์ Ford Everest และ รถสปอร์ต Muscle Car อย่าง Ford Mustang แทน

สำหรับ Ford Focus เจนใหม่ สร้างจากแพลต์ฟอร์มใหม่ที่ชื่อ C2 เด่นที่น้ำหนักตัวรถลดลงจากเดิม 88 กก. พร้อมระยะฐานล้อมากขึ้น 53 มม. ทำให้พื้นที่ห้องโดยสารกว้างกว่าเดิมและเพิ่มความแข็งแกร่งจากเดิม 20 % ส่งผลให้ Ford Focus เจนใหม่ ทนทานขึ้นแต่ยังคงคอนเซ็ปต์ ขับสนุก และประหยัดน้ามันเช่นเดิม แต่ปรับงานออกแบบให้ทันสมัยกว่า ตั้งแต่กระจังหน้าทรงเดียวกับสปอร์ตหรู Aston Martin พร้อมไฟหน้า LED และชุดกันชนหน้าทรงสปอร์ต พร้อมล้ออัลลอยหลายขนาด กับ การตกแต่งภายนอก ที่แตกต่างตามบุคลิกของตัวรถ

Ford Focus

ขุมพลังมีให้เลือกทั้งเบนซิน EcoBoost และ ดีเซล EcoBlue เริ่มจาก เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ EcoBoost 1.0 ลิตร 85 แรงม้า 100 แรงม้า และแรงสุด 125 แรงม้า จนถึง ขนาดใหญ่ 1.5 ลิตร เลือกได้ถึง 2 ความแรงตั้งแต่ 150 แรงม้า และแรงสุด 182 แรงม้า จับคู่กับระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบลูกบิดหมุน ในส่วนเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ EcoBlue มีให้เลือกถึง 2 ขนาด ตั้งแต่ขนาด 1.5 ลิตร 95 แรงม้า และ 120 แรงม้า โดยสองความแรงใช้แรงบิดเดียวกันคือ 300 นิวตันเมตร และ 2.0 ลิตร 150 แรงม้า แรงบิด 370 นิวตันเมตร จับคู่กับระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบลูกบิดหมุน

Mercedes-Benz

Mercedes-Benz A-Class
Mercedes-Benz CLA
Mercedes-Benz EQC

หลังจาก Mercedes-Benz A-Class จบตลาดจากเจนที่แล้ว ทำให้เตรียมที่จะเปิดตัวเจนใหม่สู่ตลาดเมืองไทยแรกๆจะนำเวอร์ชั่น Hatchback มาจำหน่ายแต่ไปๆมาๆกลับเลือกเวอร์ชั่นซีดานมาจำหน่ายแทน ส่วน Mercedes-Benz CLA เจนใหม่ก็ไม่มีแววที่จะเข้าไทย รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก Mercedes-Benz EQC ที่เตรียมจะเปิดตัวปลายปีนี้ แต่ต้องพับโครงการไว้เนื่องจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ

MG

MG 6

ค่ายรถยนต์สายพันธุ์ยุโรป เจ้าของจีน ที่มีแผนจะนำเก๋งเจนใหม่อย่าง MG 6 มาจำหน่ายแต่สุดท้ายทางต้นสังกัดเลือกที่จะนำรุ่นอื่นที่ไม่เคยทำมาก่อนมาจำหน่ายเช่นกระบะ MG Extender รถตู้ MG V80 รถไฟฟ้า MG ZS EV และ MG HS อเนกประสงค์มาแทนรุ่นเดิม GS แต่ละรุ่นล้วนได้รับการตอบรับอย่างดี

MG 6 เจนใหม่นี้ได้รับอิทธิพลดีไซน์จาก MG E-motion concept แต่ยังมีกลิ่นความเป็นรถอังกฤษ ตั้งแต่ กระจังหน้าขนาดใหญ่ dot matrix มี 2 ลายประกบ โลโก้ MG ขนาดใหญ่ พร้อมไฟหน้า Projector โคมสปอร์ตโดยได้แรงบันดาลใจจากชิงช้ายักษ์ ลอนดอน อาย (London eyes) พร้อมล้ออัลลอยลาย 5 ก้านคู่ เลือกได้ทั้งขนาด 16-18 นิ้ว ด้านท้ายสง่าขึ้นด้วยไฟท้าย LED ประกบคิ้วฝากระโปรงท้ายโครเมี่ยม สร้างขึ้นจากโครงการพัฒนาที่ชื่อว่า IP32 นำพื้นฐาน Roewe i6 มาพัฒนา

ภายในลงตัวในการจัดวางฟังก์ชั่นต่างๆ ตั้งแต่ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นสปอร์ตท้ายตัด 3 ก้าน จอสัมผัสขนาดใหญ่แถมชูเทคโนโลยี Internet Car หรือ อินเตอร์เน็ตในรถยนต์ พร้อมการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถล็อกอินเพื่อใช้งานรถอินเตอร์เน็ตได้อย่างเป็นอิสระ ควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ของตัวรถ อย่างการปลดล็อกด้วยรีโมทคอนโทรล สั่งการด้วยเสียงเพื่อสั่งเปิดและปิดซันรูฟ ปรับควบคุมอุณหภูมิภายในรถ เลือกเล่นเพลงที่ชื่นชอบ การเปิดระบบปรับอากาศ และระบบนำทาง ประสิทธิภาพสูง เป็นต้น

MG 6

ขุมพลังมีให้เลือกถึง 2 รูปแบบความแรงตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ รหัส 15E4E ขนาด 1.5 ลิตร 169 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700-4,400 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัชต์คู่ 7 สปีด เอาใจสาวกรักษ์โลกด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Plug In Hybrid รหัส 10E4E ขนาด 1.0 ลิตร จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลัง 125 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิด 170 นิวตันเมตรที่ 2,000-4,700 รอบ/นาที ในภาคเครื่องยนต์ และ 80 แรงม้า แรงบิด 380 นิวตันเมตร ในภาคไฟฟ้า ในรุ่น 45T PHEV จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 สปีด

Mitsubishi

Mitsubishi Eclipse Cross

ค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นที่ขายดีเกือบทุกรุ่นตั้งแต่กระบะ Mitsubishi Triton อเนกประสงค์หรู Mitsubishi Pajero Sport Mitsubishi Xpander และ เก๋งเล็กอย่าง Mitsubishi Attrage และ Mirage แต่มีรุ่นใหม่ที่อาจถูกลืมนั่นคือ Mitsubishi Eclipse Cross ขัดเกลาให้สมบูรณ์และยังไม่ทิ้งเอกลักษณ์เด่นจากดีไซน์ Dynamic Shield รูปตัว X ไฟหน้าทรงเรียว LED พร้อมไฟ LED Daytime และล้ออัลลอยทูโทนขนาดใหญ่ 18 นิ้วพร้อมยาง 225/55 R18 และขนาดเล็ก 16 นิ้ว พร้อมยาง 215/70 R16 เด่นด้วยหลังคาลาดเอียงเน้นสปอร์ต เด่นด้วยการนำชื่อ Eclipse รถสปอร์ตที่โด่งดังในยุคต้น 90 กลับมาใช้อีกครั้งผนวกกับคำว่า Cross จนกลายเป็น Sport SUV

ภายในสบายด้วยเบาะนั่ง 5 ที่นั่ง ทันสมัยกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้าน พร้อมเครื่องปรับอากาศแยกอุณหภูมิ ซ้าย-ขวา จอทัชสกรีนขนาดใหญ่รองรับความบันเทิงหลากลาย รวมถึงจอ Head-Up Display พร้อมพอร์ต USB จำนวน 2 ช่อง ควบคุมสั่งงานด้วยทัชแพด และ เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold และหลังคาแบบ Panoramic Sunroof อันสวยหรู

Mitsubishi Eclipse Cross

ขุมพลังมีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ มิตซูบิชิ MIVEC 1.5 ลิตร รหัส 4B40 กำลังสูงสุด 150 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 2,000-3,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด กับเครื่องยนต์เบนซิน MIVEC 2.0 ลิตร รหัส 4B11 150 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 198 นิวตันเมตรที่ 4,200 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ DI-D 2.2 ลิตร รหัส 4N14 177 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิด 380 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ทั้ง 3 ความแรงเลือกได้ทั้งรุ่นขับหน้าและขับสี่ AWD Super All-Wheel Control (S-AWC)

TATA

TATA Xenon

ค่ายรถยนต์จากอินเดียที่เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่หันมาขายรถยนต์นำเข้าจากอินเดียแทนรถประกอบในประเทศสำหรับ TATA XENON ที่มีแผนจะเปิดตัวและขายจริงในช่วงกลางปีแต่สุดท้ายต้องเลื่อนการจำหน่ายอย่างไม่มีกำหนด กระบะ 4 ประตูรุ่นใหม่หล่อด้วยกระจังหน้าใหม่พร้อมกันขนหน้าออกแบบใหม่ติดตั้งไฟตัดหมอก ทรงกลม ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 235/70 R16

อีกหนึ่งความโดดเด่นนั่นคือกระบะท้ายยาวใหม่ไม่ติดซุ้มล้อ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของกระบะค่ายนี้ ขุมพลังคาดว่ามีการเพิ่มพลังใหม่ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล เทอร์โบ Varicor 2.2 ลิตร แรงใหญ่ Hi –Power 156 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,700-2,700 รอบ/นาทีพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-Time การมาของกระบะแดนโรตีรายนี้พัฒนาใหม่ด้วย แชสซีส์แบบ Hydroformed Chassis เพิ่มความแข็งแกร่ง ทนทานขึ้น ช่วงล่างหน้าแบบ Coil-Spring พร้อมระบบความปลอดภัยรอบคันทั้งระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบควบคุมการทรงตัว ESC และ พวงมาลัยพาวเวอร์แบบใหม่ rack and pinion

เรื่องและเรียบเรียงโดย นายเต้ย

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ