Hilux Revo Caravan Stage 5 [EP9] รับไม้ต่อเดินหน้าภารกิจช่วงที่ 5 สู่ เมืองลินซ์ ประเทศออสเตรีย

ในที่สุด ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน ก็เดินทางมาถึงเส้นทางสุดทวีปเอเชีย ณ อิสตันบูล สิ้นสุดภารกิจของคณะเดินทางกลุ่มที่ 4 พร้อมส่งไม้ต่อแก่คณะเดินทางกลุ่มที่ 5 มุ่งสู่ทวีปยุโรป ที่ยังต้องเดินทางข้ามผ่านอีกหลายประเทศ และเส้นทางมากมายที่รอให้คาราวานได้พิสูจน์ ไฮลักซ์ รีโว่ ขับจริง หนึบจริง แกร่งจริง ตามติดสู่ยุโรปกันได้เลย

วันที่ 35 ของการเดินทาง (7 ก.ค. 2559) วันนี้คณะเดินทางกลุ่มที่ 5 พร้อมรับไม้ต่ออย่างเป็นทางการ มุ่งหน้าสู่ทวีปยุโรป เป็นช่วงการเดินทางสุดท้ายแล้วของ ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน โดยเส้นทางในวันนี้จะข้ามช่องแคบบอสฟอรัส สู่อิสตันบูล ฝั่งยุโรป เดินทางกันไปยังที่ เมืองพลอฟดิฟ(Plovdiv) ประเทศบัลแกเรีย รวมระยะทางประมาณ 446 กิโลเมตร

ก่อนอื่นที่คณะเดินทางกลุ่มที่ 4 จะเดินทางกลับก็ได้ออกสำรวจเมืองอิสตันบูลกันก่อน เมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในตุรกี และเป็นเมืองเดียวที่ตั้งอยู่ 2 ทวีป คือ ทวีปเอเชีย (ฝั่งอนาโตเลีย) และทวีปยุโรป (ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส) ถูกแบ่งโดยช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลมาร์มารา และช่องแคบดาร์ดะแนลส์ ที่ซึ่งเคยเป็นอาณาจักรแสนยิ่งใหญ่ และเป็นที่อยู่ของชนเผ่าจำนวนมาก จึงมีชื่อเรียกเมืองนี้อย่างหลากหลาย เช่น ไปแซนทีอุม คอนสแตนติโนเปิล สแตมโบล อิสลามบูล เป็นต้น คาราวานเดินชมบรรยากาศของเมืองและผู้คนริมฝั่งบนสะพาน Galata ที่มีทั้งอาคารบ้านเรือนอันสวยงามตามแนวเขา มีมัสยิดและสุเหร่าตั้งตระหง่านเป็นพื้นหลังให้กับเมืองสุดคลาสสิก และผู้คนที่นี่ที่ออกมายืนตกปลากันเต็มสะพาน ทั้งเพื่อนำไปขาย และบางส่วนก็ตกไว้กินเอง

โดยไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ Blue Mosque หรือ มัสยิดสีฟ้า ชื่อเดิม คือ สุเหร่าสุลต่านอาร์เหม็ดที่ 1 (Sultan Ahmed Mosque) สร้างขึ้นช่วงปี ค.ศ. 1609 – 1616 ภายในประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าจากอิซนิค เน้นลวดลายดอกไม้ต่างๆ และมีหอเรียกสวด อยู่ 6 หอ เป็นหอคอยสูงให้ผู้นำศาสนาขึ้นไปร้องเรียกจากยอดให้ผู้คนเข้ามาสวดมนต์ตามเวลาในสุเหร่าและตามประวัติบอกว่าน่าเสียดายนักที่สุลต่านอาร์เหม็ดที่ 1 อยู่ชื่นชม Blue Mosque ได้เพียง 1 ปีเท่านั้น ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอายุเพียง 27 พรรษา ในการสวดมนต์จะหันหน้าไปทิศทางของนครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย และอีกหนึ่งแห่ง ฮายาโซฟีอา (Hagia Sophia) โบสถ์ของคริสต์ศาสนานิกายออร์ทอดอกซ์แต่อดีต ซึ่งต่อมาได้ถูกเปลี่ยนเป็นสุเหร่าของอิสตันบูลมากว่า 500 ปี อันเป็นต้นแบบของสุเหร่าในยุคออตโนมันเช่น สุเหร่าสุลต่านอาเหม็ด (มัสยิดสีฟ้า) ฮายาโซฟีอา เรียกอีกชื่อว่า เซนต์โซฟีอา ซึ่งแปลว่า โบสถ์แห่งปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์โดยคำว่า โซฟีอา ภาษากรีกแปลว่า ปัญญา และปัจจุบันได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์

ในด้านของคณะเดินทางกลุ่มที่ 5 ที่วันนี้ต้องข้ามช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งได้คั่นกลางระหว่างทวีปเอเชียกับยุโรปกลาง เป็นเส้นทางที่คาราวานต้องขับผ่านข้ามสะพานไป ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดภารกิจกว่าหลายสิบวันที่อยู่กันในทวีปเอเชีย และพร้อมเดินหน้าสานต่อบทพิสูจน์สู่เส้นทางบนทวีปยุโรป ภารกิจแรกของวันนี้ก็คือการผ่านแดนประเทศตุรกี สู่ประเทศบัลแกเรีย ในช่วงขาออกที่ต้องใช้เวลากันมากพอสมควร สำหรับคณะผู้เดินทางนั้นเพียงการตรวจแค่แสตมป์บนหนังสือเดินทางก็เรียบร้อยใช้เวลาไม่นานนัก แต่กับการนำรถผ่านออกไปนั้นต้องมีการเข้าเครื่องสแกนกันหลายรอบ ตรวจเข้มกันเลยทีเดียว และมี 3 คันในคาราวาน ที่ถูกตรวจค้นเป็นพิเศษ ใช้เวลากันอยู่ตรงนี้นานเลยทีเดียว สำหรับคณะผู้เดินทางท่านอื่นที่รอระหว่างการตรวจก็ใช้เวลาช่วงนี้ในการพักผ่อนใน ไฮลักซ์ รีโว่ กันอย่างสบายกาย ด้วยห้องโดยสารอันกว้างขวาง บางท่านก็เพลิดกับการฟังเพลงผ่านระบบเชื่อมต่อบลูทูธ บางคันก็ไม่ให้เสียเวลาเปล่า หยิบโน้ตบุคมาชาร์จแบตเตอรี่เพื่อทำงานกันอย่างสะดวกสบายภายในรถ รอการดำเนินการตรวจขาออกเป็นที่เรียบร้อย คาราวาน ทั้ง 10 คัน ก็ล้อหมุนต่อไปยังด่านขาเข้าประเทศบัลแกเรีย ผิดคาดสำหรับการใช้เวลาในการผ่านด่านเข้าประเทศที่ใช้เวลาค่อนข้างเร็ว เพียงแต่ตรวจสอบเอกสารนิดหน่อยก็เรียบร้อย เข้าสู่ประเทศบัลแกเรีย หรือ สาธารณรัฐบัลแกเรีย (Republic of Bulgaria) กันอย่างราบรื่นเรียบร้อย ซึ่งประเทศบัลแกเรียนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปยุโรป ชายฝั่งติดกับทะเลดำไปทางทิศตะวันออก มีพรมแดนติดต่อกับประเทศกรีซและประเทศตุรกีทางตอนใต้ และติดต่อกับประเทศเซอร์เบียและประเทศมาซิโดเนียทางทิศตะวันออก ก่อนที่คาราวานจะเดินทางมาถึงยังจุดหมายปลายทางที่ เมืองพลอฟดิฟ ก็เป็นเวลาดึกมากเสียแล้ว จึงต้องอดใจรอกันในวันพรุ่งนี้ที่จะได้ชิมโยเกิร์ตต้นตำหรับชื่อดัง พร้อมสัมผัสเที่ยวชมเมืองแสนสวยงามแห่งนี้กัน

วันที่ 36 ของการเดินทาง (8 ก.ค. 2559) วันนี้ ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน เดินทางในทวีปยุโรปกันแบบเต็มตัว โดยจุดหมายการเดินทางในวันนี้มุ่งหน้าสู่ชายแดนประเทศบัลแกเรีย ณ เมืองรูเซ (Ruse) กับระยะทางประมาณ 305 กิโลเมตร โดยในช่วงเช้าแวะเยือนเมืองเก่าพลอฟดิฟ (Plovdiv) เป็นเมืองสำคัญที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในยุโรป ที่มีเรื่องราวย้อนไปถึง 6,000 ปี  ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศบัลแกเรีย รองจากเมืองโซเฟีย ซึ่งประวัติคร่าว ๆ ของเมืองนี้ก็คือ เป็นเมืองตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ บนฝั่งแม่น้ำมารีตซา ทางเหนือของทิวเขารอโดพี เมืองนี้เคยตกเป็นของมาซิโดเนียสมัยกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 เมื่อ 341 ปีก่อนคริสต์ศักราช ผนวกเข้ากับโรมใน ค.ศ. 46 ในสมัยกลางเปลี่ยนผู้ปกครองหลายครั้ง พวกเติร์กได้เข้ายึดครองในปี ค.ศ. 1364 จนตกเป็นของบัลแกเรียในปี ค.ศ. 1885

การเดินทางในวันนี้มีให้ทีมคาราวานได้ทดสอบสมรรถนะของ ไฮลักซ์ รีโว่ กันอย่างสนุกสนาน ในบางช่วงของเส้นทาง ต้องเจอกับเส้นทางที่ขุรขระ ซึ่งช่วงล่าง DCS ของไฮลักซ์ รีโว่ ก็ได้มอบความมั่นใจในการขับขี่ ให้ทั้งความหนึบ และเกาะถนน พร้อมความนุ่มนวลตลอดการโดยสาร

เส้นทางบางช่วงต้องขึ้นเขา เป็นถนนเลนสวนค่อนข้างแคบและมีทางโค้ง การเกาะถนนอย่างดี และผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถ ไฮลักซ์ รีโว่ ได้อย่างมั่นใจ และแม่นยำ ก็ทำให้คาราวานทั้ง 9 คัน เดินทางถึงยอดเขาได้อย่างปลอดภัย แวะเที่ยวกันที่อนุสาวรีย์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อจารึกถึงการปลดแอกของประเทศบัลแกเรีย สัมผัสวิวบนยอดเขาสูง ที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้ ไม่รอช้าซึมซับบรรยากาศอันสวยงามกันแล้ว ล้อหมุนเคลื่อนคาราวานกันต่อ ผ่านทั้งเส้นทางธรรมชาติและชุมชน ในบางจังหวะต้องมีการเร่งแซงรถใหญ่ คาราวานทั้ง 9 คัน ก็มั่นใจในทุกการเร่งแซงด้วยระบบเกียร์ Sequential Shift ผสานการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ GD Efficient Boost พาคาราวานเดินทางมายังอีกจุดหมาย ณ ริมแม่น้ำยานตา(Yantra) เมืองเวลิโค เทอร์โนโว (Veliko Tarnovo) เป็นเมืองที่ควบคุมระบบเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรมกลางของประเทศบัลแกเรีย และมีทั้งสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่อายุประมาณ 5 พันปี เช่น ปราสาทซารีเวทส์ (Tsarevets Castle) ป้อม Trapezitsa โบสต์เซนต์ปีเตอร์ เป็นต้น ซึ่งโชคดีมากๆ วันนี้มีการจัดงานดนตรีร็อคของกลุ่มมอเตอร์พอดี มีการเปิดเพลงกันอย่างคึกคัก

แวะกันอยู่สักพักก่อนที่คาราวานจะเดินทางต่อไปถึงยังจุดหมายปลายทาง เมืองรูเซ (Ruse) เมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ บนฝั่งขวาของแม่น้ำดานูบ ที่ได้คำนิยามว่า ”กรุงเวียนนาน้อย” (Little Vienna) ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศบัลแกเรีย เป็นเมืองท่าริมฝั่งแม่น้ำที่สำคัญของบัลแกเรีย มีสถาปัตยกรรมในศตวรรษที่ 19-20 ศิลปะแบบนีโอบาโรกและนีโอรอโกโก ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวต่างหลงใหลและมาที่นี่ คาราวานเข้าสู่ที่พักเก็บสัมภาระเรียบร้อย ก่อนที่จะออกมาเดินสำรวจเมืองกัน บนถนนคนเดิน บวกกับชมอาคารบ้านเรือนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมือง มีร้านนั่งกิน นั่งดื่มที่เปิด และคึกคักเลยทีเดียว สำรวจกันพอหอมปากหอมคอก็กลับที่พักชาร์จพลังเตรียมลุยต่อในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 37 ของการเดินทาง (9 ก.ค. 2559) ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า เพื่อภารกิจแรกในวันนี้คือการข้ามแดนเดินทางสู่ประเทศโรมาเนีย มุ่งหน้าสู่ปลายทางที่เมืองบราซอฟ (Brasov) กับระยะทางไม่มากนักประมาณ 274 กิโลเมตร แต่ต้องเผื่อเวลาในการดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ของการข้ามประเทศ ล้อหมุนมุ่งหน้าสู่ด่านขาออกประเทศบัลแกเรีย เจ้าหน้าที่เพียงตรวจเอกสารหนังสือเดินทาง ใช้เวลาไวเกินคาดคาราวานก็เข้าสู่ประเทศโรมาเนีย ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะทั้งบัลแกเรียและโรมาเนียได้เข้ามาเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่างๆ จึงไม่ยุ่งยากนั่นเอง ธงชาติโรมาเนียสลับกับธงสหภาพยุโรปเรียงรายตลอดสองฝั่งข้างทาง เข้าสู่ถนนสองเลนสองฝั่งข้างทางเขียวชอุ่มเต็มไปด้วยต้นไม้และทุ่งหญ้า

ก่อนคาราวานจะแวะเติมพลังมื้อกลางวันกันที่ เมืองบูคาเรสต์ (Bucharest) เมืองหลวงของโรมาเนีย ผจญกับการจราจรอันแสนวุ่นวายยามเช้า คาราวานต้องขับเกาะกลุ่มกันเป็นพิเศษ เร่งแซงในหลายจังหวะๆ ด้วยกำลังอันเหลือล้นของ ไฮลักซ์ รีโว่ ที่พร้อมตอบสนองในทุกจังหวะการขับขี่ จนมาถึงยังร้านอาหารไทย “คุณนาย” กับเมนูอาหารที่แสนจะคิดถึง ทั้งกะเพราหมู แกง ยำเนื้อ ปลาหมึกผัดพริก เรียกได้ว่าเป็นมื้อที่เจริญอาหารที่สุดเลยก็ว่าได้ อิ่มท้องกันแล้วก็แวะวนเที่ยวกันสักหน่อยที่ประตูชัย Triumph Arch ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหล่าทหารหาญชาวโรมาเนียที่เสียชีวิตจากการสู้รบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และทุกวันที่ 1 ธันวาคม วันชาติโรมาเนีย จะมีการสวนสนามของกองทัพโรมาเนียภายใต้ประตูชัยแห่งนี้

ล้อหมุนเดินทางต่อไปแวะเที่ยวกันอีก ที่ ปราสาทบราน (Bran Castle) หรือปราสาทแดร๊กคูล่า (Dracula’s Castle) ใช้ป้องกันข้าศึกจากการรุกราน และควบคุมเส้นทางการค้าและเก็บภาษีระหว่างแคว้นวาลันเซียและแคว้นทรานซิลวาเนีย สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1212 โดยอัศวินชาวเยอรมัน ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงระหว่างแคว้นวาลันเชียและทรานซิลวาเนีย ซึ่งต่อมานั้นอยู่ในการครอบครองของเจ้าชายวลาด เทเปส (Vlad Tepes) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวาลันเชีย ที่เลื่องลือในความเก่งกล้า บ้าบิ่น และเหี้ยมโหดต่อศัตรูผู้รุกราน ซึ่งเกี่ยวโยงกับคำว่า แดร๊กคูล่า มีที่มาจากบิดาของเจ้าชายวลาดได้รับแต่งตั้งให้เป็น  Knight of Dragon's Order ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตกทอดถึงทายาทด้วย เมื่อเจ้าชายวลาดขึ้นครองวาลันเชีย และยังเป็นเจ้าชายนักรบผู้กล้า ผู้คนจึงเรียกเขาอย่างภูมิใจว่า "วลาด แดรโค" (Vlad Draco) คำว่า "Draco" เป็นภาษาละตินแปลว่า "Dragon" หรือมังกร ภายหลังจึงเพี้ยนเสียงเป็น "วลาด แดรคูล" (Vlad Dracul) นั้นเอง ส่วนตำนานผีดูดเลือดนั้นเป็นเพียงนวนิยายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบุคลิกของเจ้าชายวลาดเท่านั้น

ปราสาทแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราสาทที่สวยงามที่สุดในโรมาเนีย ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง คาราวานไม่รอช้าเดินคันเร่งขึ้นเขากันอย่างมั่นใจ และด้วยช่วงล่าง DCS ใหม่ ก็ทำให้ผู้ขับขี่ทุกท่านใน ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน ขับขึ้นเขากันอย่างมั่นใจทุกโค้ง ไม่นานก็ถึงยอดเขา สัมผัสที่สุดความสวยงามในโรมาเนีย กับ ปราสาทบราน อย่างใกล้ชิด เก็บภาพเป็นที่ระลึกเรียบร้อยก็พร้อมเดินทางต่อไปยัง เมืองบราซอฟ (Brasov) ผ่านเส้นทางทั้งธรรมชาติและบ้านเรือนต่างๆ ที่ยังคงมีความโบราณให้เห็นอยู่ ไม่นานนักก็เดินถึงยังเมืองบราซอฟ เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยยุคหิน ผ่านเรื่องราวในแต่ละยุคสมัยมาอย่างเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย สถาปัตยกรรมต่างๆ ในเมืองมีความสวยงามยิ่ง ทั้งศิลปะอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นของโรมาเนสก์ ไบเซนไทน์ รอคโคโค่ เรอเนซองซ์ และบาโรก ในปัจจุบันถือเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ณ เมืองเก่าแห่งนี้

วันที่ 38 ของการเดินทาง (10 ก.ค. 2559) ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน เริ่มต้นวันกันที่ ประเทศโรมาเนีย ประเทศแห่งมนต์เสน่ห์เมืองเก่าน่าค้นหา โดยจุดหมายการเดินทางในวันนี้ มุ่งหน้าสู่เมืองมรดกโลกเซียไวร่า (Sighisoara) และสิ้นสุดภารกิจวันนี้ที่เมืองออราเดีย (Oradea) ตั้งอยู่ชายแดนโรมาเนีย อีกหนึ่งเมืองเก่าสุดคลาสสิก ด้วยระยะทางโดยประมาณ 423 กิโลเมตร เส้นทางเริ่มต้นจากเขตทรานซิลเวเนีย ผ่านทั้งทางโค้ง และถนนแบบสองเลน บรรยากาศตลอดเส้นทางพบเห็นได้กับความเขียวจากต้นไม้สลับแนวหุบเขาสวยงาม ในหลายๆ ช่วงของการเดินทางพบเห็นได้กับป้อมปราการตามเนินเขา

ไม่นานคาราวานก็เดินทางมาถึง เมืองเซียไวร่า (Sighisoara) เพื่อแวะเที่ยวชมเมืองป้อมปราการ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของโรมาเนียในปี พ.ศ. 2542 และเมืองแห่งนี้ยังเป็นบ้านเกิดของเจ้าชายวลาด (Vlad Tepes) แดร๊กคูล่าผู้ปกครองแคว้นวาลันเชียในศตวรรษที่ 15 ผู้จุดประกายให้แบรม สโตกเกอร์ นักเขียนชาวไอริช สร้างตัวละคร เคาวน์แดร็กคิวล่า ค้างคาวผีดูดเลือด ในนวนิยายจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลกนั้นเอง สัญลักษณ์สำคัญของเมือง ทำให้คาราวานต้องสะดุดตานั้นก็คือ หอนาฬิกาโบราณอายุกว่า 600 ปี ที่สามารถเดินขึ้นไปเพื่อชมวิวได้ และด้านล่างเองเป็น จตุรัสซิทาเดล (Citadel) มีร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารมากมาย  ใกล้ๆ กันจะเห็นอาคารสีเหลือง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจ้าชายวลาด

ออกเดินทางต่อบนถนนสี่เลน เป็นช่วงที่คาราวานสามารถทำความเร็วในการเดินทางได้ และก็มาถึงยังเมืองออราเดีย เมืองสำคัญในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ใกล้ชายแดนประเทศฮังการีเพียง 8 ไมล์ มีเวลาเหลือให้คณะออกเดินสำรวจเมืองเก่าแห่งนี้ และจัตุรัสกลางเมือง ซึ่งในวันนี้คึกคักเป็นพิเศษ มีการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลยูโรนัดชิงชนะเลิศ ระหว่างฝรั่งเศสและโปรตุเกสที่กลางจตุรัส ก่อนที่คณะจะกลับมาที่พักเพื่อพักผ่อนกัน หลายๆ ช่วงของการเดินทาง กับคณะเดินทางทุกท่าน ทุกช่วงที่ผ่านมา กับบทพิสูจน์ระดับโลก ที่เดินทางเข้าใกล้จุดหมายปลายทางเรื่อยๆ เป็นเวลากว่า 38 แล้ว ที่ทีมคาราวานได้ผ่านสถานการณ์พิสูจน์ความแกร่ง หนึบ ทนทาน ของ ไฮลักซ์ รีโว่ ทั้ง 9 คัน และฟอร์จูนเนอร์อีก 1 คัน พร้อมกับความอืดของคณะเดินทางทุกท่าน ผ่านทุกเส้นทางทุกรูปแบบในเมือง นอกเมือง ที่ราบ ทะเลทราย ภูเขาสูงชัน ทางโค้งต่างๆ บวกกับฝ่าฟันสภาพภูมิอากาศที่หลากหลายทั้งร้อนจัดถึง 50 องศา หนาวจัดขั้นติดลบ พายุลูกเห็บ พายุทะเลทราย ซึ่งอีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้นก็จะเดินทางไปถึงยังจุดหมายสิ้นสุดภารกิจครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้ คาราวานจึงมั่นใจว่า ไฮลักซ์ รีโว่ จะท้าบทพิสูจน์ครั้งนี้สำเร็จแน่นอน

วันที่ 39 ของการเดินทาง (11 ก.ค. 2559) วันนี้เดินทางกันต่อสู่เมืองหลวงประเทศฮังการี กรุงบูดาเปสต์ อันแสนสวยงามได้รับการขนานนามว่า กรุงปารีสแห่งยุโรปตอนกลาง ที่ใครต่อใครต่างต้องการมาเที่ยวที่นี่ กับระยะโดยประมาณ 318 กิโลเมตร สภาพเส้นทางที่นี่ค่อนข้างดีถนนเรียบตลอดเส้นทาง วิวทิวทัศน์ตลอดการเดินทางสวยงามยิ่งนัก และไม่นานเป็นอีกครั้งที่ คาราวาน จะต้องข้ามแดนกันอีกออกจากโรมาเนีย และเข้าสู่ฮังการีอย่างสบาย เมื่อกล่าวถึงประเทศ ฮังการี (Hungary) หรือ สาธารณรัฐฮังการี (Republic of Hungary) รู้จักกันในนาม ประเทศของชาวแมกยาร์ (Country of the Magyars) ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ มีประวัติอย่างยาวนานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 เป็นประเทศในยุโรปตอนกลางที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล มีอาณาเขตจรดประเทศออสเตรีย สโลวาเกีย ยูเครน โรมาเนีย เซอร์เบีย โครเอเชีย และสโลวีเนีย

เส้นทางหลังจากเข้าประเทศแล้ว เป็นถนนไฮเวย์ 4 เลน ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน จึงได้เรียกกำลังพร้อมสัมผัสสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์ GD Efficient Boost ที่ตอบสนองในทุกการเร่งแซง และเดินคันเร่ง บอกได้เลยว่ากำลังของเครื่องยนต์ไม่ทำให้ผิดหวัง พร้อมตอบสนองทุกครั้งที่สั่งการผ่านบทพิสูจน์มากว่า 38 วัน ที่คาราวานได้เดินทางกันมา บวกกับช่วงล่างใหม่ DCS ที่ให้ความหนึบเกาะถนน ในทุกสภาพเส้นทาง และทางโค้งได้อย่างดี ผสานกับการควบคุมพวงมาลัยได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ คล่องตัวในทุกสภาพการขับขี่ ไม่นานนักคาราวานก็เดินทางมาถึงยังกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงของประเทศฮังการีที่รวมเอาสองเมืองเข้าด้วยกัน คือเมือง "บูดา" กับเมือง "เปสต์" เมื่อปี 1873 เป็นเมืองหลวงอันงดงามติดอันดับโลก ได้รับสมญานามว่า “บูดาเปสต์ ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ” มีแม่น้ำดานูบ (Danube) หรือที่ชาวฮังกาเรียนเรียกขานว่า ดูนา (Duna) แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านกลางเมือง ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำดานูบ มีภูมิประเทศเป็นเนินเขาสลับซับซ้อนเรียกว่าฝั่งบูดา (Buda) เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมโบราณและศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ ส่วนฝั่งเปสต์ (Pest) มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นราบ เป็นย่านธุรกิจการค้า

คาราวาน ขับข้ามสะพาน Chain bridge สะพานหลักของเมืองที่ทอดข้ามแม่น้ำดานูบ ซึ่งเชื่อมเมืองเข้าหากัน เดินทางสู่ฝั่งเมืองเก่าในช่วงยามเย็นที่พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เป็นบรรยากาศที่ช่างสวยงามน่าจดจำ และแวะกันที่จุดท่องเที่ยวสำคัญของเมือง ที่ป้อมปราการ Fisherman Bastion สร้างขึ้นโดยกลุ่มชาวประมงฮังกาเรียน ตั้งแต่ปีค.ศ.1905 เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของชาวประมงผู้เสียสละชีวิตปกป้องบ้านเมืองในคราวที่ถูกพวกมองโกลเข้ามารุกรานเมื่อปี ค.ศ.1241 – 1242 เป็นอีกภาพอันสวยงาม ที่ต้อนรับ ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน ที่เดินทางมาถึงยังจุดหมายในวันนี้ ก่อนที่จะแยกย้ายไปช้อปปิ้ง เดินเล่นยามเย็นเรียบแม่น้ำดานูบ และไม่พลาดกับอีกสถานที่ชื่อดัง ชมภาพความสวยงามของอาคารรัฐสภาฮังการี (Hungary Parliament) สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอโกธิคที่ดูคลาสสิกด้วยหลังคาสีแดงที่เปิดไฟสว่าง โดยมีแม่น้ำดานูบทอดยาวเป็นฉากหน้า โดยอาคารแห่งนี้เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ.1885 และใช้เวลากว่า 20 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ มีรูปแบบอาคารได้รับอิทธิพลมาจากอาคารรัฐสภาแห่งลอนดอน ก่อนจะได้เวลาอันสมควรไปพักผ่อนกัน เพื่อเตรียมล้อหมุนในวันพรุ่งนี้ ที่วันเดียวจะขับผ่านถึง 5 ประเทศกันเลย

วันที่ 40 ของการเดินทาง (12 ก.ค. 2559) วันนี้ ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน พร้อมเต็มที่ เนื่องจากวันนี้คาราวานจะต้องเดินทางข้ามประเทศถึง 5 ประเทศ กับระยะทางประมาณ 690 กิโลเมตร โดยจุดหมายการเดินทางอยู่ที่ เมืองเบิร์ชเทสการ์เดน ประเทศเยอรมนี

สภาพเส้นทางยังคงขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายบนถนนสี่เลน คาราวานสามารถใช้ความเร็วกันได้อย่างต่อเนื่อง ครั้นจะเร่งแซงก็สามารถทำได้ดั่งใจด้วยเครื่องยนต์ GD Efficient Boost ที่มอบพละกำลังอันเหลือเฟือในทุกการสั่งการ บวกกับความสามารถในการยึดเกาะถนน และมอบความนุ่มสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ถึงแม้จะขับขี่ด้วยความเร็วแต่ก็ยังมั่นใจได้ และคาราวานก็เดินทางมาถึงยังเขตแดนของประเทศสโลวาเกีย (Slovakia) มีปราสาทบราติสลาว่า (Bratislava Castle) มาต้อนรับ และเดินทางต่อเนื่องเข้าสู่ประเทศสาธารณรัฐเช็ก (Czech) ที่ไม่นานนัก คาราวานก็เดินทางถึงยัง เส้นแบ่งเขตแดนของประเทศเช็ก และออสเตรีย (Austria) โดยการขับผ่าน 5 ประเทศในวันเดียว ทำให้คาราวานได้ลองเปลี่ยนคลื่นวิทยุฟังเพลงกันครบทั้ง 5 ประเทศเลยทีเดียว ซึ่งผู้ขับเองก็สามารถที่จะปรับและควบคุมเครื่องเสียงในรถได้จากปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยได้อย่างสะดวกและไม่ต้องละสายตาจากถนนเพื่อความปลอดภัย

และในช่วงของการเดินทางแม้จะมีฝนตกลงมา สมรรถนะการขับขี่ การเกาะถนนของ ไฮลักซ์ รีโว่ ก็ได้มอบความมั่นใจในทุกสภาพเส้นทาง ด้วยช่วงล่าง DCS ที่ทำให้ทุกสภาพการขับขี่เป็นไปอย่างปลอดภัยและมั่นใจ ทั้งทางโค้ง การเดินทางด้วยความเร็ว ขึ้นเขาลงเขา บอกได้เลยว่าหนึบเกาะทุกถนน ในที่สุดภารกิจของวันนี้ คาราวานก็เดินทางมาถึง เมืองเบิร์ชเทสการ์เดน (Berchtesgaden) ประเทศเยอรมัน (Germany) เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญติดอันดับ 1 ใน 6 ของเส้นทางท่องเที่ยวของเยอรมัน เรียกกันว่าเส้นทางดิอัลไพน์โร้ด (The Alpine Road) อดีตเมืองนี้เป็นที่ตั้งของฐานบัญชาการพรรคนาซีใหญ่ทางตอนใต้ปัจจุบันตั้งอยู่ในภูมิภาคเบิร์ชเทสการ์เดนแลนด์ (Berchtesgadener Land) ในเขตอัปเปอร์ บาวาเรีย (Upper Bavaria) หรือ โอเบอร์ไบเอิร์น (Oberbayern) เป็นหนึ่งในเจ็ดเขตการปกครองของรัฐบาวาเรีย (Bavaria) หรือ ไบเอิร์น (Bayern) รัฐที่มีอาณาเขตใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมนี ซึ่งในวันนี้ที่มาถึงเมืองยังคงมีฝนโปรยปราย วิวทิวทัศน์ของหุบเขาล้อมรอบเต็มไปด้วยความเขียวชอุ่ม ทำให้คาราวานได้สัมผัสอากาศและความสดชื่นของอากาศอีกแบบของช่วงฤดูร้อนหลังฝนเช่นนี้ ก่อนจะเข้าพักผ่อนกันที่ Grunberger Hotel ที่ถูกล้อมรอบด้วยขุนเขา เป็นอีกคืนพักผ่อนที่ได้บรรยากาศ เติมเต็มพลังให้พร้อมลุยต่อในวันรุ่งขึ้นได้อย่างดี

วันที่ 41 ของการเดินทาง (13 ก.ค. 2559) วันนี้ ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน เริ่มต้นกันแบบสบายๆ เนื่องด้วยจุดหมายการเดินทางวันนี้ไม่ไกลมากนักเพียง 206 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่เมืองลินซ์ ประเทศออสเตรีย คาราวานจึงใช้เวลาสัมผัสเที่ยวชมสถานที่สำคัญของเยอรมันที่อยู่ระหว่างทาง นั่นคือ เคลสไตน์เฮาส์ (Kehlsteinhaus) หรือที่เรียกอีกชื่อว่า รังอินทรีย์ (Eagle's Nest) ตั้งอยู่บนยอดเขาเคลสไตน์ (Kehlstein) สูงประมาณ 1,834 เมตร ที่ใกล้ๆ กับเมืองเบิร์ชเทสการ์เดน เป็นอาคารสไตล์ชาเล่ต์ (Chalet -style) สร้างเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 50 ปีให้กับฮิตเลอร์ในปี 1939 โดยมาร์ติน บอร์มันน์ (Martin Bormann) หนึ่งในคนสนิทของฮิตเลอร์ ที่นี่ถือว่าเป็นที่พักสุดโปรดแห่งหนึ่งของฮิตเลอร์ โดยใช้คนสร้างมากถึง 3,000 คน

เส้นทางการเดินทางนั้น ต้องขับรถขึ้นเขาที่ทั้งชันและมีโค้งอยู่พอสมควร ด้วยช่วงล่าง DCS ที่สามารถยึดเกาะถนนในทุกการเข้าโค้ง ก็พาคาราวานไปถึงยังที่หมาย แต่ด้วยสภาพอากาศที่ปิดในวันนี้จึงทำให้มีหมอกหนาและค่อนช้างครึ้มฟ้าครึ้มฝนซึ่งไม่นานฝนก็เทลงมา คาราวานจึงต้องรีบเดินทางกลับ เป็นช่วงลงเขาด้วยเส้นทางและฝนที่ตกลงมาทำให้ถนนเปียกและลื่น คาราวานจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการขับลงเขา และด้วยระบบป้องกันใน ไฮลักซ์ รีโว่ ก็ทำให้คาราวานมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น ทั้งระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันอัตโนมัติ DAC ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบเบรก ABS และระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist) ที่ผสานการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ก็ทำให้คาราวานทุกคันลงเขามาได้อย่างปลอดภัย

เดินทางกันต่อ สองข้างทางพบเห็นธรรมชาติอันสวยงามในเขตประเทศออสเตรีย และสัมผัสได้กับความยิ่งใหญ่ของเทือกเขาแอลป์ที่ล้อมรอบอยู่ และเริ่มสังเกตเห็นได้กับยอดภูเขาที่มีหิมะปกคลุม ก่อนที่คาราวานจะเดินทางมาถึงยังเมืองลินซ์ (Lienz) กับเสน่ห์ของเมืองเก่าอันน่าหลงใหล ที่ตั้งอยู่กลางเทือกเขาแอลป์ ภารกิจวันนี้สิ้นสุดกันที่เมืองนี้ และในวันรุ่งขึ้น ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวาน จะพิสูจน์สมรรถนะบนเส้นทางสุดท้าทาย กับจุดหมายในวันพรุ่งนี้ ที่จะเดินทางขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงที่สุดของออสเตรีย ยอดเขากลอสกล็อกเนอร์ (GrossGlockner) จะสวยงามและเส้นทางจะโหดท้าทายขนาดไหนต้องรอติดตามกัน

เส้นทางสู่เมืองแห่งสายน้ำ ราชินีแห่ง ทะเลอาเดรียตริก "เวนิส" ต่อไปของ Hilux Revo Caravan จะเป็นอย่างไร แล้วชาวคณะจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง ติดตามกันได้ต่อไปเร็วๆ นี้ที่นี่ หรือที่ www.toyota.co.th/hiluxrevocaravantrip  และ https://web.facebook.com/ToyotaHiluxThailand

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ขับจริง หนึบจริง แกร่งจริง


 

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ