New Ford Everest มาตรฐานใหม่อเนกประสงค์หรู..ประสบการณ์ใหม่ที่ไม่หยุดยั้ง เริ่ม 1.299 ล้านบาท

3 ปีของการทำตลาดรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งจากแดนมะกันอย่าง Ford Everest สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถยนต์มากมายทั้งด้านความสะดวกสบาย รูปลักษร์และความปลอดภัยเต็มรูปแบบจนได้รับการตอบรับอย่างดีด้วยจำนวนยอดขายมากกว่า 4,455 คัน

Ford Everest

วันนี้ ฟอร์ด จะสร้างมิติใหม่อีกครั้งด้วย Ford Everest Facelift เริ่มที่หน้าตาใหม่ด้วยกระจังหน้าโครเมี่ยมดีไซน์ใหม่แนวนอน 3 ชั้น พร้อมไฟหน้า แบบ HID ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ และไฟ LED Daytime กันชนหน้าใหม่พร้อมการ์ดเสริม ล้ออัลลอยลายใหม่ 6 ก้านคู่ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 265/50 R20 ในรุ่น Titanium+ พร้อมขนาด 18 นิ้ว 6 ก้านสีทูโทนลายเดิมพร้อมยาง 265/60R 18 ในรุ่น Titanium และขนาด 17 นิ้ว 6ก้าน พร้อมยาง 265/65 R17 ในรุ่น Trend ส่วนด้านท้ายยังคงเดิมด้วยไฟท้ายดีไซน์เด่นแบบ LED ใหม่ด้วย ระบบประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี เพียงยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายจะเปิดโดยอัตโนมัติ

Ford Everest

Ford Everest

ภายในมาพร้อมออพชั่นใหม่ทั้งระบบเพื่อความบันเทิง Infotainment SYNC 3 พัฒนาใหม่มีเมนูภาษไทย  หน้าจอ Multi-Touch ขนาด 8 นิ้ว พร้อม Bluetooth และ Wi-Fi กระหึ่มลำโพง 9 ตัว รวมซับวูฟเฟอร์และแอมพลิฟลายเออร์ รองรับ Apple CarPlay, Android Auto ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถ เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วยพิเศษ ยังมีระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC® และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน กุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และขึ้นลงรถได้สะดวกสบายกว่าเดิม บนพื้นฐานความสบาย 7 ที่นั่งด้วยโทนสีใหม่ สีดำเข้ม

Ford Everest

ขุมพลังสำหรับเมืองไทย เปลี่ยนหัวใจใหม่ทั้งหมดเป็นขนาด 2.0 ลิตร แต่มีความแรงถึง 2 ระดับตั้งแต่เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ทรงพลัง TDCI Bi-Turbo แรงสุด 213 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750-2000 รอบ/นาที จาก กับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบแปรผัน TDCI 2.0 ลิตร 180 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที โดยทั้งสองความแรงมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดพร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์ธรรมดา ลุยได้ทุกเส้นทางกับระบบขับสี่ 4WD Terrain Management System ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ตามสภาพถนนพ่วงด้วย ระบบเฟืองท้ายแบบ Electronic Locking Rear Differentialในรุ่น Titanium+ 4WD

ใหม่!! ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Inter-Urban Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป และระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) คอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ 

ระบบความปลอดภัยเต็มคัน ทั้ง ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert) และ ถุงลมนิรภัย 7 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / หัวเข่าฝั่งคนขับ / และม่านถุงลมนิรภัย

Ford Everest

Ford Everest

New Ford Everest มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี รวมถึงสีใหม่ Diffused Silver Metallic และสีมาตรฐาน ได้แก่ Aluminum Metallic, Absolute Black Metallic, Arctic White, Sunset Metallic และ Blue Reflex Metallic คุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5 ปี หรือภายในระยะ 75,000 กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000 กิโลเมตร หรือทุก 1 ปี และราคาจำหน่ายมีทั้งหมด 4 รุ่นดังนี้

Ford Everest

Ford Everest

- 2.0 Titanium+ Bi-Turbo 4WD ราคา 1,799,000 บาท

- 2.0 Titanium+ ราคา 1,599,000 บาท

- 2.0 Titanium ราคา 1,439,000 บาท

- 2.0 Trend ราคา 1,299,000 บาท

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com