มิชลิน เปิดตัวยางพรีเมียมประหยัดพลังงานพร้อมกัน 2 รุ่น: ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ และ ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 21 เม.ย. 69 22:32
  • 1,003 อ่าน

เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังพลิกโฉมระบบนิเวศ ทางการสัญจรและความคาดหวังของลูกค้าไปอย่างสิ้นเชิง ล่าสุด ‘มิชลิน’ ผู้นำด้านนวัตกรรมและ เทคโนโลยียางล้อระดับโลก ได้เปิดตัวยางพรีเมียมใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Primacy 5 energy) ยางที่ได้รับมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA ทั้งยังครองอันดับหนึ่งในฐานะ ยางที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนานสูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน(1)  และ ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ (MICHELIN Pilot Sport 5 energy) ยางที่ได้รับมาตรฐานระดับ AA  พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตและออกแบบให้มีสมรรถนะด้านการประหยัด พลังงานที่ล้ำหน้า  โดยยางทั้งสองรุ่นรองรับการใช้งานกับรถทุกประเภทและทุกระบบพลังงาน ทั้งเครื่องยนต์เชื้อเพลิง ไฮบริด และไฟฟ้า

 MICHELIN

สรพงษ์ จันทร์นฤกุล ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจ B2C บริษัท สยามมิชลิน จำกัด เปิดเผยว่า “ผลิตภัณฑ์ ยางทั้งสองรุ่นให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสำหรับการใช้งานทุกรูปแบบและให้สมรรถนะที่ดีเยี่ยมตั้งแต่วันแรกที่ใช้จนถึงวันเปลี่ยนยางรอบถัดไป ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมิชลินที่จะผลักดันให้ การสัญจรเป็นไปอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนยิ่งขึ้น  นวัตกรรมยางทั้งสองรุ่นทำให้ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างสมรรถนะ ความปลอดภัย อายุใช้งานที่ยาวนาน และ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน  โดยนอกจากจะให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่าพร้อมการประหยัด พลังงานแล้ว ยางทั้งสองรุ่นยังตอบโจทย์รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งเครื่องยนต์สันดาป ไฮบริด และ ไฟฟ้า ขณะเดียวกันยังเป็นตัวกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับยางพรีเมียมด้วยการผสานคุณสมบัติที่ ดูเหมือนจะขัดแย้งเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว”

มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี: ยางมาตรฐานสูงสุดระดับ AAA ที่มีอายุใช้งานดีเยี่ยมยาวนาน สูงสุดเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยางในกลุ่มประเภทเดียวกัน(1)

MICHELIN

‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ เป็นยางพรีเมียมรุ่นแรกของมิชลินที่ได้รับมาตรฐานสูงสุดจากยุโรป ระดับ AAA(1) โดยได้ A ในด้านการลดเสียงรบกวนจากภายนอก(2) สมรรถนะการยึดเกาะบนถนน เปียก(3) และแรงต้านทานการหมุน(4)  ทั้งยังมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า(5) จึงให้ระยะทางวิ่ง มากขึ้น ไม่ว่าจะใช้งานกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงหรือรถยนต์ไฟฟ้า

คุณสมบัติเด่นของยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ ได้แก่

·    สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เงียบสบายเหนือระดับ ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Silent Rib GEN-3 และ MICHELIN Piano Acoustic ที่ช่วยลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก

·    ปลอดภัย ขับขี่อย่างมั่นใจบนถนนเปียก ให้ประสิทธิภาพการเบรกบนถนนเปียกที่ดียิ่งขึ้น ทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN MaxTouch ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้นโดยยังคงให้ความปลอดภัยเป็นเยี่ยมดังเดิม

·    ลดความถี่ในการเติมน้ำมันและชาร์จแบตเตอรี่ ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยี MICHELIN Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) ที่บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ซึ่งช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิงหรือเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ โดยทำงานคู่กับสูตรเนื้อยางใหม่ MICHELIN Energy Passive 2.0 ซึ่งช่วยให้ยางทนทานและมีอายุใช้งานยาวนานเหนือกว่า

MICHELIN

มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี: ยางที่ผสานสมรรถนะแบบสปอร์ตเข้ากับประสิทธิภาพใน การประหยัดพลังงาน

‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ เป็นยางสปอร์ตพรีเมียมรุ่นแรกของมิชลินที่ได้รับมาตรฐานยุโรป ระดับ AA สำหรับสมรรถนะการยึดเกาะบนถนนเปียกและการลดแรงต้านทานการหมุน พัฒนาขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีจากกีฬามอเตอร์สปอร์ตและออกแบบให้มีสมรรถนะด้านการประหยัดพลังงานที่ล้ำหน้า  ยางรุ่นนี้ไม่เพียงตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างแม่นยำฉับไวและให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือชั้น แต่ยังประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็น “ยางแห่งยุค” ที่ให้สมรรถนะและความ รับผิดชอบด้านการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง

คุณสมบัติเด่นของยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ ได้แก่

·    มอบประสบการณ์ขับขี่ที่ควบคุมได้ดั่งใจ ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Dynamic Response ที่ช่วยถ่ายทอดทุกการควบคุมจากพวงมาลัยสู่พื้นถนนได้แม่นยำสูงสุด และ MICHELIN Piano Acoustic ที่ช่วยลดเสียงรบกวนลงได้สูงสุดทั้งเมื่อยางใหม่และใกล้หมดดอก เพื่อการขับขี่ที่นุ่มเงียบยิ่งขึ้น

·    มั่นใจได้ยาวนานเหนือกว่า(6) ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN MaxTouch ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัสระหว่างยางล้อกับผิวถนน และกระจายแรงกดอย่างสม่ำเสมอตลอดหน้ายางขณะเร่งความเร็ว เบรก และเข้าโค้ง ส่งผลให้หน้ายางมีอายุใช้งานนานขึ้นโดยยังคงให้ความปลอดภัยเป็นเยี่ยมดังเดิม

·    ไปได้ไกลกว่าบนทุกสภาพถนน(7) พร้อมลดรอบการชาร์จแบตเตอรี่และความถี่ในการเติมน้ำมัน(8) ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือชั้นจากเทคโนโลยี MICHELIN Slim Belt เข็มขัดรัดหน้ายาง (Top Belts) ที่บางลงแต่ความแข็งแกร่งเท่าเดิม ซึ่งช่วยลดอัตราการใช้เชื้อเพลิง หรือเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่ โดยทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเนื้อยางคู่ MICHELIN Bi-Compound ซึ่งใช้เนื้อยางสูตร MICHELIN Grip Adaptive บริเวณกลางดอกยางเพื่อการยึดเกาะที่เหนือกว่าทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง และเนื้อยางสูตร MICHELIN Energy Passive บริเวณไหล่ดอกยางเพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและเพิ่มระยะทางต่อรอบการชาร์จแบตเตอรี่

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยางทั้งสองรุ่นล่าสุดทุกรายการยังมาพร้อมเทคโนโลยี MICHELIN Premium Touch ตลอดแนวแก้มยางรอบเส้นยางเพื่อความหรูหราโดดเด่นสะดุดตา โดยเทคโนโลยีอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ ของมิชลินทำให้ได้แก้มยางที่มีลักษณะพื้นผิวคล้ายกำมะหยี่ โดดเด่นด้วยสีดำด้าน (Matte Black) เสริมรูปลักษณ์ให้รถยนต์ที่ติดตั้งยางพรีเมียมสองรุ่นนี้ดูมีสไตล์ยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ยาง ‘มิชลิน ไพรมาซี่ 5 เอนเนอจี’ และ ยาง ‘มิชลิน ไพลอต สปอร์ต 5 เอนเนอจี’ มีวางจำหน่ายแล้ว ณ ร้านตัวแทนจำหน่ายยางอย่างเป็นทางการของมิชลินทั่วประเทศ  คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ michelin.co.th

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ