ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโลกลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ ค่ายรถหันสร้างรายได้ใหม่จากธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 16 มี.ค. 69 15:24
  • 1,006 อ่าน

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเคยถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แต่ความเป็นจริงในช่วงล่าสุดกลับไม่เป็นไปตามเส้นทางนั้น เมื่อยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเริ่มชะลอตัว ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเร่งปรับตัวและมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยหนึ่งในแนวทางที่เริ่มได้รับความสนใจคือการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่

ข้อมูลล่าสุดจาก Benchmark Mineral Intelligence ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านคัน ซึ่งแม้จะดูเป็นตัวเลขที่สูง แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนกลับลดลงถึง 11 เปอร์เซ็นต์ และยังลดลง 11 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง แต่ไม่ได้เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนในช่วงก่อนหน้า และยังมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาค

ในยุโรป ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 21 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการสนับสนุนและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ เยอรมนีมียอดขายเพิ่มขึ้น 26 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอิตาลีมียอดขายเกือบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากแรงหนุนของมาตรการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

ในทางตรงกันข้าม ตลาดอเมริกาเหนือกลับเริ่มชะลอตัว แม้ว่ายอดขายในเดือนกุมภาพันธ์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ แต่หากนับรวมตั้งแต่ต้นปี ยอดขายกลับลดลงถึง 36 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนถึงความต้องการที่อ่อนแรงลง โดยผู้ผลิตบางรายได้รับผลกระทบอย่างหนัก เช่น Ford ที่รายงานว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้

ด้านประเทศจีน ซึ่งยังคงเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในสถานการณ์กึ่งกลางระหว่างการเติบโตและการชะลอตัว โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศลดลงประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่ต้นปี หลังจากรัฐบาลกลับมาเก็บภาษีการซื้อรถยนต์อีกครั้ง และมีการปรับเปลี่ยนมาตรการสนับสนุนการแลกรถเก่า

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังชดเชยยอดขายที่ลดลงในประเทศด้วยการส่งออกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงสองเดือนแรกของปี 2026 การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า และมียอดรวมมากกว่า 500,000 คัน

สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ การชะลอตัวของความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากหลายบริษัทได้ลงทุนมหาศาลในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต แต่เมื่อความต้องการรถลดลง แบตเตอรี่ที่ผลิตได้จำนวนมากก็จำเป็นต้องหาตลาดใหม่เพื่อใช้งาน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิตรถยนต์และซัพพลายเออร์หลายรายจึงเริ่มหันไปพัฒนาและจำหน่ายระบบกักเก็บพลังงานสำหรับโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เหล่านี้สามารถช่วยเก็บพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และปล่อยพลังงานกลับเข้าสู่ระบบไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง

ตัวอย่างเช่น Volkswagen ได้เปิดใช้งานระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ขนาดใหญ่แห่งแรกในเยอรมนี ที่เมืองซาลซ์กิตเทอร์ โดยบริษัท Elli ซึ่งเป็นบริษัทด้านพลังงานในเครือ Volkswagen ได้เชื่อมต่อระบบกักเก็บพลังงานเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า ด้วยกำลังไฟประมาณ 20 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 40 เมกะวัตต์ชั่วโมง

แทนที่จะใช้แบตเตอรี่เหล่านี้สำหรับรถยนต์ ระบบดังกล่าวจะช่วยกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และจ่ายพลังงานกลับเข้าสู่ระบบเมื่อโครงข่ายไฟฟ้าต้องการพลังงานเพิ่มเติม

ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเริ่มเข้าสู่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น Tesla, BYD, General Motors, Ford, Renault, Mercedes-Benz และ Hyundai ซึ่งบางบริษัทเริ่มจำหน่ายระบบเหล่านี้แล้ว ขณะที่บางรายกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจะเผชิญกับความผันผวน แต่เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีบทบาทสำคัญในระบบพลังงานของโลก และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ