ยุโรปบังคับติดตั้งกล้องตรวจจับพฤติกรรมคนขับในรถใหม่ทุกคัน มองสบตาเกิน 3 วินาทีระบบเตือนทันที
- โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
- 10 ก.ค. 69 15:00
- 1,005 อ่าน
สหภาพยุโรปได้ประกาศเริ่มต้นบังคับใช้ข้อกำหนดความปลอดภัยฉบับใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถตู้คันใหม่ทุกคันที่ออกวางจำหน่ายในภูมิภาค จะต้องติดตั้งระบบกล้องตรวจจับพฤติกรรมและการกะพริบตาของผู้ขับขี่ ซึ่งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้เปลี่ยนจากเดิมที่ระบบดังกล่าวเคยเป็นเพียงออปชันเสริมเพื่อความปลอดภัยในรถยนต์บางรุ่น ให้กลายมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีในรถยนต์ทุกคัน ขณะเดียวกันฝั่งสหรัฐอเมริกาก็กำลังพิจารณาข้อกำหนดในลักษณะเดียวกันนี้เพื่อเตรียมบังคับใช้ภายในปี 2027 เช่นกัน

มาตรการใหม่นี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อรถยนต์ใหม่มากกว่า 15 ล้านคันต่อปี โดยแกนหลักของกฎหมายคือการทำงานของระบบเตือนการเสียสมาธิของผู้ขับขี่ขั้นสูง ซึ่งตัวระบบจะทำงานผ่านเซนเซอร์อินฟราเรดที่ติดตั้งบริเวณแผงคอนโซลหน้า ควบคู่ไปกับซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่คอยวิเคราะห์ทิศทางศีรษะและการเคลื่อนไหวของดวงตาอย่างแม่นยำ โดยระบบจะโฟกัสไปที่บริเวณส่วนล่างของห้องโดยสารเป็นพิเศษ เช่น หน้าปัดแสดงผล หน้าจออินโฟเทนเมนต์ พวงมาลัย และคอนโซลกลาง หากผู้ขับขี่ละสายตาจากถนนเพื่อหันมามองบริเวณเหล่านี้เป็นเวลานานเกินกว่า 6 วินาที ในขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็ว 20 ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือละสายตาเกิน 3.5 วินาทีเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงกว่านั้น ตัวรถจะส่งสัญญาณเตือนทั้งในรูปแบบของแสงไฟกะพริบและเสียงเตือนทันทีเพื่อดึงสมาธิของผู้ขับขี่ให้กลับมาอยู่บนท้องถนน
เหตุผลสำคัญที่คณะกรรมาธิการยุโรปต้องผลักดันกฎหมายนี้ เนื่องจากผลการศึกษาพบว่าอุบัติเหตุทางถนนในยุโรปราว 10 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มีสาเหตุหลักมาจากผู้ขับขี่ขาดสมาธิหรือหลุดโฟกัสในระหว่างการขับรถ โดยคาดการณ์ว่าระบบตรวจจับพฤติกรรมนี้จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนบนท้องถนนได้มากถึง 25,000 คนภายในปี 2038 ซึ่งตัวเลขนี้สอดคล้องกับข้อมูลทางฝั่งอเมริกาที่ระบุว่าอาการหลุดโฟกัสหรือการเสียสมาธิของผู้ขับขี่เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตสูงถึง 16 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
แม้ว่าเป้าหมายของกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการยกระดับความปลอดภัย แต่ในมุมของผู้บริโภคและผู้ทดสอบรถยนต์กลับเริ่มมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความกังวล โดยหลายฝ่ายมองว่าระบบดังกล่าวมักจะทำงานผิดพลาดบ่อยครั้ง เช่น การตีความการกะพริบตาตามธรรมชาติหรือการหันมองกระจกมองข้างปกติว่าเป็นอาการง่วงนอน จนส่งสัญญาณเตือนที่สร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ขับขี่ นอกจากนี้ การบังคับติดตั้งอุปกรณ์ไฮเทคเพิ่มเติมยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและทำให้ราคาขายหน้าร้านของรถยนต์รุ่นใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประเด็นที่น่ากังวลใจที่สุดคือเรื่องของความเป็นส่วนตัว แม้ว่าตามข้อบังคับของสหภาพยุโรปจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่าระบบตรวจจับนี้จะต้องทำงานในลักษณะระบบปิดภายในตัวรถเท่านั้น ทว่ากลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความเป็นส่วนตัวได้ออกมาเตือนว่า ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกลางเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจังว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ปฏิบัติตามกฎนี้จริงหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดแบรนด์รถยนต์หรูบางรายยอมรับว่าระบบของตนมีการส่งข้อมูลพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ไปประมวลผลบนคลาวด์ภายนอก ซึ่งขัดแย้งกับหลักการระบบปิดอย่างสิ้นเชิง ความกังวลนี้มีมูลความจริงเนื่องจากในอดีตเคยมีกรณีที่ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แอบเก็บข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ของลูกค้าแล้วนำไปขายต่อให้กับบริษัทโบรกเกอร์ข้อมูล ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งต่อไปยังบริษัทประกันภัยเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการปรับเพิ่มค่าเบี้ยประกันของลูกค้าในภายหลัง
นอกเหนือจากระบบกล้องตรวจจับพฤติกรรมคนขับแล้ว กฎหมายความปลอดภัยฉบับใหม่ของยุโรปยังบังคับให้รถยนต์ใหม่ทุกคันต้องติดตั้งระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่สามารถตรวจจับคนเดินถนนและนักปั่นจักรยานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงข้อกำหนดในการออกแบบหน้ารถเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็น การขยายพื้นที่กระจกนิรภัยเพื่อลดแรงกระแทกต่อคนเดินถนนเมื่อเกิดการชน และการเพิ่มความเข้มงวดในการทดสอบสมรรถนะของยางรถยนต์ที่เริ่มสึกหรอ
ที่มา Carscoops
ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com




