องค์กรผู้บริโภคจวก Uber กล่าวหาขอ “ใบอนุญาตฆ่า” ด้วยโรโบแท็กซี่ จุดชนวนถกเถียงเดือดในแคลิฟอร์เนีย

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 2 ม.ค. 69 12:51
  • 1,116 อ่าน

กระแสความกังวลของชาวอเมริกันต่อรถยนต์ไร้คนขับอาจทวีความรุนแรงขึ้น หลังมีแคมเปญใหม่ในรัฐแคลิฟอร์เนียออกมากล่าวหาอย่างรุนแรงว่า Uber ต้องการ “ใบอนุญาตฆ่า” เพื่อเดินหน้าบริการโรโบแท็กซี่ แม้ถ้อยคำจะฟังดูรุนแรง แต่เบื้องหลังคือการคัดค้านร่างข้อเสนอประชามติหมายเลข 25-0022A1 ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Protecting Automobile Accident Victims from Attorney Self-Dealing Act

แคมเปญดังกล่าวถูกเปิดตัวโดย Consumer Watchdog องค์กรไม่แสวงหากำไรที่อ้างว่ามาตรการนี้จะจำกัดสิทธิของเหยื่ออุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงที่ Uber เตรียมนำเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติกลับมาใช้งานอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมาย กลับพบว่าประเด็นที่ถกเถียงกันอาจไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่ถูกนำเสนอ

สาระสำคัญของข้อเสนอประชามตินี้ ระบุว่าชาวแคลิฟอร์เนียจำนวนมากได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในแต่ละปี และในบางกรณี ทนายความที่ดูแลคดีอาจให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าลูกความ โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ทนายโฆษณาบนบิลบอร์ด” ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้งบโฆษณามหาศาลเพื่อดึงดูดเหยื่อรายได้น้อย พร้อมสัญญาค่าชดเชยก้อนโตที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นจริง

ข้อเสนอมีเป้าหมายให้เหยื่ออุบัติเหตุได้รับเงินชดเชยอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ของยอดเงินที่เรียกร้องได้ทั้งหมด ลดแรงจูงใจทางการเงินที่ทำให้ทนายความอาจผลักดันค่ารักษาพยาบาลเกินจริง หรือการรักษาที่ไม่จำเป็น รวมถึงห้ามข้อตกลงทางการเงินที่เอื้อประโยชน์ระหว่างทนายและสถานพยาบาล พร้อมคุ้มครองผู้เปิดโปงพฤติกรรมดังกล่าว

แม้เนื้อหาจะดูเหมือนเป็นการคุ้มครองผู้เสียหาย แต่ Consumer Watchdog กลับอ้างว่า Uber เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เพื่อจำกัดสิทธิของเหยื่ออุบัติเหตุ และหลีกเลี่ยงความรับผิดในอนาคตจากโรโบแท็กซี่ โดยเชื่อมโยงไปถึงอุบัติเหตุร้ายแรงในปี 2018 อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหานี้ถูกมองว่าชวนให้เข้าใจผิด เนื่องจาก Uber ไม่ได้จะนำเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติแบบเดิมกลับมาใช้งาน

ในความเป็นจริง Uber กำลังร่วมมือกับ Lucid และ Nuro เพื่อพัฒนาโรโบแท็กซี่เจเนอเรชันใหม่ ที่คาดว่าจะใช้พื้นฐานจาก SUV รุ่น Gravity ซึ่งถูกดัดแปลงเฉพาะ ติดตั้งกล้องและเซนเซอร์รอบคัน ทำงานร่วมกับระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ 4 ของ Nuro ซึ่งแตกต่างจากรถที่เคยเกิดอุบัติเหตุในอดีตอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม วิดีโอรณรงค์ของ Consumer Watchdog เลือกใช้ภาพเหตุการณ์อุบัติเหตุในอดีต พร้อมระบุว่า Uber เป็นบริษัทอันตราย โดยไม่กล่าวถึงข้อเท็จจริงว่ารถคันนั้นมีพนักงานควบคุมความปลอดภัยนั่งอยู่ และควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเฝ้าระวัง นอกจากนี้ยังมีภาพแอนิเมชันรถไร้คนขับที่วิ่งด้วยความเร็วสูงถึง 167 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งที่ในความเป็นจริง โรโบแท็กซี่ถูกจำกัดการใช้งานในเขตเมืองและไม่ถูกออกแบบให้วิ่งด้วยความเร็วเช่นนั้น

ประเด็นความขัดแย้งสำคัญดูเหมือนจะอยู่ในสรุปสั้น ๆ จากอัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวจะเพิ่มภาระการพิสูจน์ของเหยื่อ จำกัดวงเงินค่ารักษาพยาบาลบางส่วน และลดค่าธรรมเนียมทนายจากเดิมราว 30–33 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 25 เปอร์เซ็นต์ของเงินชดเชย ซึ่งในมุมหนึ่งอาจเป็นผลดีต่อผู้เสียหายมากกว่าทนายความ

อย่างไรก็ตาม Consumer Watchdog ยังคงโต้แย้งว่าการจำกัดค่าธรรมเนียมเช่นนี้ อาจทำให้ทนายไม่รับคดีที่มีมูลค่าความเสียหายไม่สูงหรือมีความซับซ้อน อีกทั้งการอ้างอิงค่ารักษาตามอัตรา Medicare หรือ Medi-Cal อาจไม่สะท้อนค่าใช้จ่ายจริงของผู้บาดเจ็บบางราย

ท้ายที่สุด ร่างข้อเสนอประชามตินี้ยังต้องรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ได้อย่างน้อย 546,650 รายชื่อ จึงจะเข้าสู่บัตรลงคะแนนในปีหน้า และทิศทางสุดท้ายว่าจะผ่านหรือไม่ ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางการถกเถียงที่กำลังร้อนแรงระหว่างเทคโนโลยีใหม่ สิทธิผู้บริโภค และผลประโยชน์ทางกฎหมาย

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ