Mazda ยอดขายร่วง 17% ในเดือนเดียว SUV ดิ่งเกือบทั้งไลน์ แต่ Miata กลับพุ่งสวนตลาด
- โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
- 5 พ.ค. 69 13:24
- 1,048 อ่าน
Mazda เผชิญสถานการณ์ยอดขายที่ไม่สวยนักในตลาดสหรัฐฯ หลังตัวเลขเดือนเมษายน 2026 ออกมาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสะท้อนปัญหาหลักจากกลุ่ม SUV ที่เคยเป็นตัวทำเงินของแบรนด์

Mazda ทำยอดขายในสหรัฐฯ ได้ 31,128 คันในเดือนเมษายน ลดลงถึง 17.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหากนับสะสมตั้งแต่ต้นปี ยอดขายยังลดลง 15.1%
สาเหตุหลักมาจากยอดขายรถ SUV ที่ปรับตัวลดลงแทบทั้งไลน์ โดยเฉพาะรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ของค่ายที่ควรเป็นตัวหลัก กลับทำผลงานไม่เข้าเป้า
ตัวเลขที่น่าสนใจ ได้แก่
- CX-90 ลดลง 39.2%
- CX-70 ลดลง 42.6%
- CX-30 ลดลง 35%
- CX-5 ลดลง 18.9%
สวนทางกับ SUV เพียงไม่กี่รุ่น เช่น CX-50 ที่ยังเติบโตเล็กน้อย และทำยอดขายไฮบริดได้ดีที่สุดในเดือนเมษายน
แต่จุดที่พลิกความคาดหมายคือรถสปอร์ตอย่าง Mazda MX-5 Miata ที่กลับมาทำผลงานโดดเด่น โดยยอดขายเดือนเมษายนพุ่งขึ้นถึง 60% เมื่อเทียบรายปี และรุ่น RF เพิ่มขึ้นมากถึง 81%
ภาพรวมสะท้อนว่า แม้ Mazda จะเน้นทำตลาด SUV เป็นหลัก แต่ในช่วงเวลานี้กลับเป็น “รถสายอารมณ์” ที่ช่วยพยุงแบรนด์ไว้ ขณะที่รถกลุ่มแมสกลับชะลอตัวอย่างชัดเจน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ยอดขายรถใหม่จะลดลง แต่ตลาดรถมือสองรับรองคุณภาพ (CPO) ของ Mazda กลับเติบโตขึ้น 3.3% แสดงให้เห็นว่าความต้องการในแบรนด์ยังมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคอาจระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
สถานการณ์นี้สะท้อนความท้าทายของ Mazda ในยุคที่ตลาด SUV แข่งขันสูง และผู้บริโภคเริ่มมีตัวเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะจากค่ายญี่ปุ่นและจีนที่รุกหนักในช่วงเวลาเดียวกัน
สรุปประเด็นสำคัญ
- Mazda ยอดขายสหรัฐฯ เดือนเมษายนลดลง 17.3%
- ยอดสะสมปี 2026 ลดลง 15.1%
- SUV เกือบทุกรุ่นยอดตกหนัก โดยเฉพาะ CX-70 และ CX-90
- CX-50 เป็นหนึ่งในไม่กี่รุ่นที่ยังเติบโต
- Mazda MX-5 Miata ยอดพุ่ง 60% สวนตลาด
- ตลาดรถ CPO เพิ่มขึ้น 3.3%
- สะท้อนการแข่งขันสูงในตลาด SUV
ที่มา Carscoops
ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com




