ศึกไฟหน้ารถสว่างเกินเหตุเดือดในสหรัฐและแคนาดา แต่งานวิจัยชี้ภัยจริงอาจไม่ใช่ความสว่าง

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 16 ก.พ. 69 14:46
  • 1,006 อ่าน

ประเด็นไฟหน้ารถ LED สมัยใหม่ที่ถูกมองว่าสว่างจ้าจนแยงตากำลังกลายเป็นหัวข้อถกเถียงร้อนแรงในอเมริกาเหนือ หลังผู้ใช้รถจำนวนมากร้องเรียนว่าการขับขี่ตอนกลางคืนต้องเผชิญกับแสงจากรถสวนทางที่สว่างราวกับสปอร์ตไลต์สนามกีฬา จนสร้างความรำคาญและความกังวลด้านความปลอดภัย ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งในแคนาดาและสหรัฐอเมริกาเริ่มขยับเรียกร้องให้มีการทบทวนมาตรฐานความสว่างของไฟหน้ารถยุคใหม่

ที่เมืองแวนคูเวอร์ ฌอน ออร์ สมาชิกสภาเทศบาลเมือง เสนอญัตติเพื่อรับมือกับข้อร้องเรียนจากผู้ขับขี่ที่ระบุว่าถูกรบกวนจากแสงไฟหน้าที่จ้าเกินไป ขณะที่ฝั่งสหรัฐ มารี กลูเซนแคมป์ เปเรซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เคยหยิบยกประเด็นเดียวกันขึ้นหารือในช่วงปีก่อนหน้า แนวคิดหลักคือการลดแสงแยงตาจากไฟหน้า LED ซึ่งมีความสว่างมากกว่าไฟ HID รุ่นก่อนหน้า และแตกต่างจากหลอดฮาโลเจนแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน เพื่อให้การขับขี่กลางคืนปลอดภัยและสบายตามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้มีคำตอบที่เรียบง่าย เพราะอาการแสงแยงตาไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าความสว่างเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแสงกระเจิงที่เข้าสู่ดวงตาในมุมที่รบกวนการมองเห็น ข้อมูลจากสถาบันประกันความปลอดภัยบนทางหลวงของสหรัฐ หรือ Insurance Institute for Highway Safety ระบุว่า เมื่อวิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุจริงในหลายรัฐระหว่างปี 2015 ถึง 2023 พบว่ากรณีที่มีการระบุว่าแสงแยงตาจากไฟหน้าเป็นสาเหตุ มีเพียงประมาณ 1-2 ครั้งต่ออุบัติเหตุกลางคืน 1,000 ครั้งเท่านั้น และแม้ในช่วงเวลาดังกล่าวไฟหน้ารถจะมีความสว่างมากขึ้นและประสิทธิภาพการส่องสว่างดีขึ้น อัตราการเกิดเหตุจากแสงแยงตาก็แทบไม่เปลี่ยนแปลง

ในทางกลับกัน ไฟหน้าที่ให้การส่องสว่างไกลและชัดเจนขึ้นกลับช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างมีนัยสำคัญ รถยนต์ที่ได้รับคะแนนไฟหน้าระดับสูงจาก IIHS มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุชนเดี่ยวในเวลากลางคืนน้อยลง รวมถึงลดการชนคนเดินเท้าหลังพระอาทิตย์ตก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัญหาการมองเห็นไม่เพียงพอจากไฟหน้าประสิทธิภาพต่ำ ถนนที่ออกแบบไม่เหมาะสม หรือการบำรุงรักษาทางที่ไม่ดี อาจเป็นภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรงกว่าความสว่างของไฟหน้าเสียอีก

อีกปัจจัยที่ทำให้สังคมรู้สึกว่าปัญหาแสงแยงตาเกิดบ่อย คือรูปแบบของอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่ที่ถูกรบกวนจากแสงมักเสียการควบคุมและออกนอกถนนเพียงลำพัง โดยรถที่ปล่อยแสงแยงตาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง จึงไม่ถูกบันทึกในรายงานอุบัติเหตุ ทำให้ความรู้สึกของผู้ใช้ถนนอาจไม่สอดคล้องกับสถิติที่ปรากฏ

ข้อมูลยังชี้ว่าแสงแยงตาไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกสถานการณ์ มักพบมากบนถนนสองเลนที่ไม่มีเกาะกลาง บนพื้นผิวเปียก และในกลุ่มผู้ขับขี่สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี ซึ่งมีความไวต่อแสงจ้ามากกว่าคนวัยหนุ่มสาว

แม้อุตสาหกรรมยานยนต์จะไม่อาจเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องของสังคม แต่ตัวเลขสะท้อนว่าผู้ผลิตได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ในปี 2017 กว่าหนึ่งในห้าของระบบไฟหน้าที่ IIHS ทดสอบถูกจัดว่ามีแสงแยงตามากเกินไป ขณะที่รถรุ่นปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่สมัยใหม่ เช่น ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ และระบบป้องกันรถออกนอกเลน ยังมีศักยภาพช่วยลดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับแสงรบกวนได้เพิ่มเติม

การถกเถียงเรื่องไฟหน้าสว่างเกินไปจึงสะท้อนความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างความสบายตาของผู้ใช้ถนน กับความจำเป็นด้านความปลอดภัยที่ต้องมองเห็นอันตรายล่วงหน้าให้ได้ชัดเจนที่สุด และอาจนำไปสู่การทบทวนมาตรฐานไฟหน้ารถในอนาคตอันใกล้

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ