ค่าตัว Toyota Corolla ในญี่ปุ่นพุ่งเกือบ 40% ขณะที่ค่าแรงเพิ่มแค่ 10%
- โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
- 3 มี.ค. 69 20:43
- 1,004 อ่าน
ภาวะเงินเฟ้อกำลังเปลี่ยนโฉมความสามารถในการซื้อรถใหม่ของผู้บริโภคอย่างชัดเจน และหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นภาพได้ดีที่สุดคือ Toyota Corolla ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาจำหน่ายได้ขยับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

รายงานจาก Nikkei Asia อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสถิติญี่ปุ่น ระบุว่าราคาจำหน่ายเริ่มต้นของ Corolla ในปี 2015 อยู่ที่ 1.45 ล้านเยน หรือประมาณ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน ขณะที่ในปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 2.28 ล้านเยน หรือราว 14,500 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับขึ้นถึง 57.2% ภายในระยะเวลา 10 ปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายละเอียดจะพบว่ารถในปี 2015 คือรุ่น Corolla Axio ซึ่งเป็นเวอร์ชันเน้นความประหยัด และถูกยุติการผลิตไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา โดยราคาสุดท้ายก่อนเลิกจำหน่ายอยู่ที่ 1.64 ล้านเยน หากใช้ตัวเลขนี้เป็นฐาน การปรับขึ้นตลอดทศวรรษจะอยู่ที่ประมาณ 13% เท่านั้น
หากเปรียบเทียบรุ่นคอมแพ็กต์แฮทช์แบ็กที่ทำตลาดระดับโลก ในปี 2015 รุ่น Auris มีราคาเริ่มต้นที่ 1.79 ล้านเยน ขณะที่รุ่นปัจจุบันอย่าง Corolla Sport ปี 2025 เริ่มต้นที่ 2.46 ล้านเยน เพิ่มขึ้น 37.4% ซึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนได้ชัดเจนกว่า

Corolla ไม่ได้เป็นเพียงรุ่นเดียวที่ปรับราคาสูงขึ้น ระหว่างปี 2015 ถึง 2025 รถเคย์คาร์ในญี่ปุ่นมีราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 33% ไปอยู่ที่ 1.76 ล้านเยน รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็กต์เพิ่มขึ้น 31% ไปที่ 2.39 ล้านเยน และรถขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 24% ไปแตะ 3.72 ล้านเยน แสดงให้เห็นว่าเงินเฟ้อส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งตลาด
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น ระบุว่าค่าแรงเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้นเพียง 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างการเติบโตของราคารถกับรายได้จึงชัดเจนมาก เมื่อรวมกับต้นทุนอื่น ๆ อย่างค่าน้ำมัน ค่าจอดรถ และราคารถมือสองที่ปรับสูงขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่บริการ car-sharing ในญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนรถในระบบเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่าในปี 2024 เมื่อเทียบกับปี 2014
สำหรับสหรัฐอเมริกา ราคาจำหน่ายเริ่มต้นของ Toyota Corolla เพิ่มจาก 17,300 ดอลลาร์เมื่อ 10 ปีก่อน เป็น 22,725 ดอลลาร์ในรุ่นปี 2026 คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 31.4% ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ประมาณ 31.8% ในช่วงเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมตลาดรถใหม่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2016 ราคาซื้อขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกือบ 47% และทะลุระดับ 50,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงของแรงงานภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 46.5% แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นค่าเฉลี่ยและยังไม่ได้หักเงินเฟ้อ
สถานการณ์ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่ารถยนต์ใหม่กำลังกลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ Corolla จะยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในรถที่คุ้มค่าที่สุดในตลาด แต่เมื่อราคาปรับขึ้นเร็วกว่ารายได้ ความสามารถในการเป็นเจ้าของรถใหม่ของผู้บริโภคก็ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา Carscoops
ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com




