เผยสเปกรถไฟฟ้ารุ่นแรกจากค่ายกระทิงดุ ที่จะมาในสไตล์ High-Riding Grand Tourer พร้อมออกสู่ตลาดในปี 2028

  • โดย : PR Autodeft
  • 13 ก.ค. 65
  • 4,291 อ่าน

รถไฟฟ้าสไตล์ครอสโอเวอร์ GT มีกำหนดออกสู่ตลาดในปี 2028 จากนั้นจึงเป็นคิวของรุ่น Urus EV แต่อย่างไรก็ตาม ทางแบรนด์ก็ยังสานต่อการผลิตสำหรับตลาดรถสปอร์ตที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันอยู่

รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นแรกจากค่าย Lamborghini จะเป็นรถสไตล์ All-New ครอสโอเวอร์ แบบ 2+2 ที่นั่ง ที่จะออกสู่ตลาดในปี 2028 และจะเป็นการเพิ่มไลน์โมเดลแบบที่ 4 ให้กับแบรนด์รถสปอร์ตจากประเทศอิตาลีแห่งนี้ หลังจากนั้นก็จะมีการปล่อยรถรุ่น Urus SUV เจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งจะใช้แต่ระบบไฟฟ้าล้วนเท่านั้น ตามออกมาในทันที และนี่คือข้อมูลที่ Stephan Winkelmann ซีอีโอของทางค่าย ได้เปิดเผยกับสื่อ

 

ที่น่าสนใจก็คือ การเปิดตัวรถไฟฟ้าทั้ง 2 รุ่นนี้ ยังเป็นการเพิ่มความเป็นไปได้ให้กับบริษัทผลิตรถสปอร์ตแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันนี้มีไลน์การผลิตที่ประกอบไปด้วยรุ่น Lamborghini Huracán และ Lamborghini Aventador ซึ่งยังคงการใช้ระบบพลังงานจากน้ำมันที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Plug-in Hybrid ไปอีกอย่างน้อย 2 เจเนอเรชั่น โดยรถรุ่นแรกจะถูกเปิดตัวในปีหน้า และรุ่นที่ 2 จะถูกเปิดตัวในช่วงเปลี่ยนทศวรรษ

 

ซึ่งนั่นหมายความว่า “แลมโบ” จะยังสามารถขายรถที่ใช้พลังงานส่วนหนึ่งจากน้ำมันได้จนถึงอย่างน้อยปี 2035 ก่อนที่คาดกันว่าประเทศต่างๆส่วนใหญ่จะออกกฎหมายให้มีการใช้ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่

 

โดยการสานต่อการผลิตจากรถสปอร์ตในรูปแบบเครื่องยนต์สันดาปนั้น ได้ส่งผลลัพธ์อย่างมีนัยยะสำคัญต่อรถ EVs รุ่นใหม่ ในเรื่องของการช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์จากค่าย Lamborghini ได้อย่างมาก หากแต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฎก็คือ ยอดการผลิตนั้นยังคงมีจำนวนที่ต่ำอยู่ แม้จะมีการตั้งเป้าหมายการผลิตไว้ที่จำนวนกว่า 8,405 คันในปีที่แล้ว ซึ่งนั้นหมายความว่า ค่ายผู้ผลิตหลักอาจต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการปล่อยมลพิษที่แตกต่างกัน

 

Winkelmann ยังได้พูดไปถึงเรื่องของการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการใช้เชื้อเพลิงสังเคราะห์ให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่อาจช่วยให้ Sant'Agata บรรลุเป้าหมายในการปล่อยมลพิษ ในขณะที่เรายังคงผลิตรถยนต์ ICE แบบไฮบริดได้ในจำนวนเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ทางสมาชิกสภานิติบัญญัติก็กำลังถกเถียงถึงความเป็นไปได้ของเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

จากเรื่องนี้ Winkelmann ได้กล่าวว่า "ขั้นตอนแรกของเรา คือ การเปิดตัวรถที่ใช้ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ 2 รุ่น ภายในปี 2030 และด้วยเหตุนี้ เราจึงยังมีเวลาในการตัดสินใจว่าเราจะอยู่กับรถที่ใช้ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือต้องมุ่งไปสู่รถที่ใช้ระบบไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ”

 

“แรงกดดันที่ทำให้ต้องตัดสินใจในรายละเอียดชั้นสุดท้ายนั้นยังไม่มาถึงในช่วงเวลานี้ แต่หากทางรัฐสภายุโรปได้ออกคำตัดสินห้ามการผลิตรถที่ใช้ระบบเครื่องยนต์สันดาปภายในออกมา นั่นจะส่งผลต่อเราแน่นอน”

 

“แต่อย่างไรก็ตาม มันยังมีตลาดในที่อื่นๆนอกเหนือจากยุโรปที่เราต้องพิจารณาอยู่ เช่นเดียวกับกฎระเบียบที่เราก็ยังต้องรอความชัดเจนว่าเราจะไปในทางใดต่อไป”

 

“สมมติว่าเรายินดีในการที่จะออกแผนการของบริษัทฯในระดับโลกให้มีความสอดคล้องกัน แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีตลาดอื่นๆอีกมากมายที่มีแผนการที่แตกต่างกัน ซึ่งเราคงต้องใช้เวลาอย่างมากเพื่อพิจารณาเส้นทางที่ดีที่สุด และนั่นไม่ใช่เรื่องง่าย”

 

“แน่นอน เราต้องตัดสินใจให้ดีก่อนที่จะถึงเส้นตาย และอาจเป็นไปได้ว่าเราจะไม่สามารถรอกฎข้อบังคับที่จะออกมาได้ แต่กลยุทธ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบทั้ง 2 รุ่นนี้ ก็เป็นการตัดสินใจที่ทำให้เราได้มีเวลาในการพิจารณามากยิ่งขึ้น”

 

แม้ว่า Winkelmann จะไม่ได้ระบุรายละเอียดแบบเฉพาะของรถรุ่นใหม่ที่จะออกมา แต่คาดว่ารถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่แบบ 2+2 ที่นั่งนี้ จะเป็นการดึงเอาแรงบันดาลใจจากแนวคิดของรถรุ่น Lamborghini Estoque Saloon ซึ่งถูกเปิดตัวออกมาในปี 2008 แต่ไม่เคยได้รับการผลิตออกมาเลย

แหล่งข่าววงในจากค่าย Lamborghini ได้ให้ข้อมูลว่า ความจริงในขณะนั้นก็มีลูกค้าจำนวนมากที่ต้องการสนับสนุนรถรุ่น Estoque Saloon นี้ แต่เมื่อบริษัทฯเทียบต้นทุนในการพัฒนากับยอดขายที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเมื่อผลลัพธ์ที่ออกมาก็ทำให้ทาง Volkswagen Group ตัดสินใจที่จะไม่จัดให้รถรุ่นนี้อยู่ในลำดับการผลิตที่ให้ความสำคัญ แต่กลับมุ่งไปที่การรีบเร่งลงทุนพัฒนาในการนำเสนอรถสไตล์ SUV รวมถึงรถรุ่น Urus ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเวลาต่อมา ด้วยยอดขายที่สูงถึง 5,021 คัน ในปีที่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม แทนที่รถจะได้รับการออกแบบให้เป็นสไตล์ Saloon แบบ 4 ประตู ตามภาพซิลลูเอทที่ออกมา แต่รถ EV รุ่นใหม่นี้ถูกคาดว่าจะมีการออกแบบให้เป็นสไตล์ Sit Higher อันเป็นผลมาจากชุดแบตเตอรี่ที่จะถูกติดตั้งลงบนพื้นรถ และจะมีรูปแบบที่น่าทึ่งมากขึ้น เพื่อเป็นการเน้นว่าระบบส่งกำลังของรถรุ่นนี้จะทำให้มันมีความแตกต่างจาก Lamborghini รุ่นอื่นๆ

 

แม้ว่าจะมีการอธิบายออกมาอย่างคร่าวๆแล้วว่า มันจะเป็นรถแบบครอสโอเวอร์ แต่ทาง Winkelmann ก็ได้เน้นย้ำว่า ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับแพ็คเกจที่มีความแตกต่างออกไปของรถ EV นั้น จะเป็นการ "เปิดแนวทางที่น่าสนใจ" ในแง่ของการออกแบบในที่สุด

 

โดย Mitja Borkert หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Lamborghini ก็ได้ยืนยันกับสื่อว่า รถยนต์ทั้งหมดที่จะออกมาในอนาคตของบริษัทฯ จะยังคง "ดูเหมือนยานอวกาศ" อยู่

 

ที่นั่งภายในแบบ 2+2 นั้น อาจทำให้รถเป็นแบบ 2 ประตู เนื่องจากมีแนวโน้มว่ารถรุ่นใหม่นี้จะใช้แพลตฟอร์ม Artemis ที่ Bentley/ Audi พัฒนาขึ้นร่วมกัน ซึ่งจะเป็นตัวสนับสนุนรถ EV ที่อยู่ในตระกูลใหม่ของค่าย Bentley โดยจะรวมไปถึงรถท็อปเปอร์รุ่นใหม่ ซึ่งได้ถูกเผยคร่าวๆว่าเป็นรถรุ่นทายาทของ Bentley Mulsanne Limousine

 

เนื่องจากความนิยมของรถ Saloon ระดับ Super Luxury แบบ 4 ประตูนั้น ได้ลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จากข้อมูลของนักวิเคราะห์ตลาดอย่าง Jato Dynamics ได้ชี้ให้เห็นว่าพวกเขามีส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลงจาก 21.6% ในปี 2010 เหลือเพียง 9.1% ในวันนี้

 

มีความเป็นไปได้ที่ราคาเริ่มต้นของรถแบบ 2+2 นั้น จะเกิน 300,000 ปอนด์ (ประมาณ 12,900,000 บาท) และขึ้นไปอยู่ในแถวหน้าของไลน์อัพแห่งค่าย Lamborghini ในแง่ของราคา แต่อย่างไรก็ตาม ราคาของรถไฮบริดรุ่นที่แพงที่สุดในปัจจุบันอย่าง Aventador ก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผยออกมา

 

ส่วนค่าย Bentley ก็เตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกในปี 2025 และมุ่งมั่นที่จะเปิดตัวรถไฟฟ้าอีก 5 รุ่น ภายในปี 2030

 

จากการยอมรับของ Winkelmann ว่า รถรุ่น Urus จะเปิดตัวออกมาในปี 2030 ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ Bentley Bentayga รถคู่แฝดของมัน ก็จะต้องทำในสิ่งเดียวกัน

 

Winkelmann ยืนยันว่า กลยุทธ์ในการเปิดตัวรถแบบ 2+2 และ Lamborghini Urus รุ่นใหม่นั้น เป็นผลมาจากเหล่าบรรดาลูกค้าที่มุ่งเน้นในความเป็นรถแบบครอบครัว มีการเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับรถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้า

“ในเวลานี้ การใช้ระบบพลังงานไฟฟ้านั้นช่างเหมาะสมกับเหล่ายานยนต์ประเภทนี้” Winkelmann กล่าว “และนั่นจะเป็นการพัฒนา แต่เราต้องวางแผนสำหรับสิ่งที่เรารู้ว่ามันจะทำงานได้ดีที่สุดในวันนี้ และนั่นก็เกิดเป็นคำถามในใจ ซึ่งผมก็คิดว่าบริษัทฯเรายังไม่มีรถยนต์รุ่นที่ใช้ระบบไฟฟ้าในภาคส่วนผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในแบบที่เราพอใจแล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของการเร่งความเร็วและพฤติกรรมการในการควบคุมการขับขี่ แต่ยังรวมถึงระบบการตอบสนอง ความรู้สึกในระหว่างทำการเบรก และโปรโตคอลในการเร่งความเร็วที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในรถ EVs ที่มีประสิทธิภาพสูง และเป็นสิ่งที่เราต้องใช้เวลาในปีหน้าเพื่อพัฒนามันต่อไป”

 

ข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจากการสัมภาษณ์พิเศษของสื่อ ได้ให้รายละเอียดประการแรกในการสนับสนุนแผนการใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าของค่าย Lamborghini ซึ่งประกาศไปเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว และจะเกิดผลลัพธ์ออกมาในช่วงทศวรรษหน้า

 

แผนการนั้นถูกเรียกว่า Direzione Cor Tauri ซึ่งเป็นชื่อในภาษาละตินที่มีความหมายแบบธรรมดาๆว่า “หัวใจของวัวกระทิงและดวงดาวที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวราศีพฤษภ” แผนดังกล่าวเป็นการวางกลยุทธ์ในการมุ่งสู่การใช้ระบบไฟฟฟ้าไว้ 3 ระยะด้วยกัน

 

โดยระยะเริ่มต้นนั้น จะเป็นเฉลิมฉลองให้กับรถรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปล้วนแบบพิเศษ ซึ่งมีกำหนดที่จะสิ้นสุดลงในปีนี้ ก่อนที่จะมีการเปิดตัวรถแบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของ Lamborghini ซึ่งเป็นรุ่นออกมาต่อจาก Aventador ซึ่งจะถูกเปิดตัวในปลายปีนี้ ก่อนเริ่มออกสู่ตลาดในปี 2023

 

จากนั้นภายในสิ้นปี 2024 รถทั้ง 3 รุ่นของแลมโบร์กินี ได้แก่ Aventador, Huracán และ Urus จะถูกนำออกสู่ตลาดในแบบปลั๊กอินไฮบริด

ซึ่งนั่นจะทำให้บริษัทฯสามารถบันทึกระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นทางการ ในระดับที่ลดลงครึ่งหนึ่งของที่ปรากฎอยู่ในทุกวันนี้ภายในปี 2025 จากนั้นรถ EVs ที่จะออกมาใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้ จะแสดงให้เห็นถึงการลดลงของการปล่อยก๊าซอย่างมีนัยยะสำคัญต่อไป

 

“สิ่งที่ชัดเจน คือ การรับรู้ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป” Winkelmann กล่าว

 

“พวกเขาตระหนักรู้ถึงเรื่องของกฎหมายและสนใจในเทคโนโลยีนี้ ตราบที่มันได้ผสมผสานความยั่งยืนเข้ากันกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากสิ่งที่เคยมีมา”

 

“และนั่นเป็นสาเหตุที่ Lamborghini ต้องปล่อยรถแบบไฮบริดออกมาสู่ตลาดก่อน ซึ่งเป็นการให้เวลาเพื่อเรียนรู้และยอมรับจากฐานลูกค้าที่มี หรือแม้แต่บริษัทน้ำมันส่วนใหญ่เองก็ยังบอกว่าพวกเขายอมรับในวิสัยทัศน์ของเราในเรื่องนี้ และในทางกลับกัน นั่นเป็นการเปิดประตูให้ลูกค้ารายใหม่ๆได้เห็นถึงการใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบของเรา”

 

ถาม – ตอบ กับ Stephan Winkelmann ประธานและซีอีโอของค่ายกระทิงดุ Lamborghini

การเปลี่ยนไปใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์ในไลน์ของ Lamborghini มากขึ้นหรือไม่?

“ผมว่าการเปลี่ยนจากบริษัทฯที่มีรถ 2 โมเดล ไปสู่การเป็นบริษัทฯที่มีรถ 3 โมเดล (รวมกับรถรุ่น Urus ในปี 2018) เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ เป็นการลงทุนในแง่ของเงินและคนเป็นจำนวนมาก เราต้องทำให้แต่ละขั้นตอนประสบความสำเร็จก่อนที่เราจะมองไปถึงขั้นตอนต่อไป และรถรุ่นใหม่ก็คือกำแพงที่เราจะต้องก้าวข้าม”

 

ดูเหมือนว่าช่วงนี้เรากำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ดังนั้น คุณคิดว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขยายธุรกิจหรือไม่?

“ผมว่าจนถึงตอนนี้ เราก็ยังมีข่าวดีอยู่นะ เราได้รับคำสั่งซื้อมากกว่าที่เรามีกำลังในการผลิต ซึ่งนั่นหมายความว่าลูกค้าต้องใช้เวลารอรถนานกว่าหนึ่งปี แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็เห็นเมฆครึ้มก่อตัวอยู่ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อ ราคาวัตถุดิบ ราคาพลังงาน ซึ่งมันเป็นปัญหาระดับโลกที่จะมีผลกระทบบางอย่างกับเรา แต่ภารกิจของเรา คือ เผชิญหน้ากับความท้าทายที่จะเข้ามา”

 

จากความสำเร็จรถรุ่น Urus มันเป็นเครื่องช่วยปกป้องความมั่นใจของคุณมากแค่ไหน?

“มันทำให้เรามีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน ในขณะนั้น การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นการเดิมพันจริงๆ แต่เมื่อมันประสบความสำเร็จอย่างมาก และทำให้เรามีพื้นที่ในการลงทุนในสายการผลิตรุ่นที่ 4 ถ้าเราไม่ทำมัน ไม่ใช่แค่อนาคตของเราที่ยากขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัจจุบันของเราด้วย”

 

มียังที่ว่างในตลาดสำหรับรถ SUV รุ่นอื่นๆอยู่หรือไม่?

“สิ่งที่เราสามารถทำได้นั้นมีข้อจำกัด ทั้งในแง่ของจำนวนการผลิต ซึ่งเราไม่ต้องการขยายการผลิตให้มากเกินไป และในแง่ของราคา ซึ่งเราก็ไม่ต้องการให้รถมีราคาที่ต่ำเกินไป”

 

แล้วรถรุ่น Special Edition ต่างๆล่ะ?

“เราจะผลิตมันออกมาเป็นระยะๆต่อไป แต่ต้องระวังอย่าให้ล้นตลาดมากเกินไป ผมว่าตลาดยังคงคึกคักมากสำหรับรถยนต์รุ่นพิเศษ แต่เราต้องสำรวจในสิ่งที่เป็นไปได้ กุญแจสำคัญของที่นี่ คือ เราต้องสำรวจโอกาสล่วงหน้า โดยวางแผนการขายล่วงหน้าให้กับลูกค้าที่ซื้อไอเดียของเรา และถ้าหากลูกค้าไม่สนใจ เราก็ไม่ต้องเสี่ยงที่จะผลิตมันออกมา”

 

เราจะได้เห็นรถ EV รุ่นแรกของค่ายต่างๆเมื่อไหร่?

 

Lamborghini

รถ All-New ครอสโอเวอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่แบบ 2+2 จะออกมาในปี 2028 ไม่นานก่อนที่รถที่ใช้ระบบไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่จะเข้ามาแทนที่รถ SUV รุ่น Urus

Bentley

รถ EV รุ่นแรกได้รับการยืนยันแล้วว่าจะออกมาในปี 2025 ซึ่งน่าจะเป็นรถแบบ High-Riding Saloon โดยการทดสอบจะเริ่มขึ้นในปีนี้ โดยรถ EVs อีก 5 รุ่น จะออกมาครบทั้งหมดตามกำหนดภายในปี 2030 เมื่อเวลานั้นผลิตภัณฑ์ของค่ายจะเป็นรถที่ใช้ระบบไฟฟ้าทั้งหมดเพียงอย่างเดียว

Ferrari

ตามกำหนดจะออกมาในปี 2025 แต่รายละเอียดก็มีอยู่อย่างน้อยนิด ประธานของบริษัทฯกล่าวว่าจะ “นำเอกลักษณ์และแพชชั่นของ Ferrari มาสู่คนรุ่นใหม่”

Lotus

ตอนนี้รถไฮเปอร์คาร์รุ่น Evija ออกสู่ตลาดแล้ว โดยรถถูกผลิตขึ้นจากความช่วยเหลือของ Williams Advanced Engineering และรถ EVs รุ่นอื่นๆก็กำลังจะตามออกมา รวมถึงรถรุ่น Eletre SUV ด้วย

McLaren

ยังไม่มีการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ แต่จากสกู๊ปล่าสุดของเรา รายงานว่าบริษัทฯจะเดินรอยตาม Lamborghini ในการเปิดตัวรถครอสโอเวอร์ไฟฟ้าก่อนปี 2030

Rolls-Royce

จะเปิดตัวรถรุ่น Spectre coupé ซึ่งเป็นรถ EV รุ่นแรกในช่วงปลายปี 2023 และได้ให้คำมั่นว่าจะเลิกใช้ระบบเครื่องยนต์สันดาปสำหรับผลิตภัณฑ์ในสายการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030

 

ข้อมูลและภาพจาก autocar

 

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ