Full Review : New MG6 Fastback 1.8T

  • โดย : Autodeft
  • 4 ธ.ค. 58
  • 15,457 อ่าน

พบบททดสอบเจ้ารถยนต์สายพันธุ์อังกฤษ MG6 Fastback ได้เลยครับ

เรื่องและขับทดสอบ โดย ณัฐยศ ชูบรรจง (Bonn)

 

รถที่ดีต้องมียี่ห้อ ที่เป็นที่รู้จัก.... ไม่แปลกที่หลายคนจะคิดแบบนั้นเมื่อตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน พวกเขาต้องทุ่มเงินทีห่ามาด้วยความเหนื่อยยาก แล้วฝากชีวิตไว้กับมันทุกการเดินทางบนถนน แต่หลายครั้งรถจากแบรนด์ที่เรารู้จักก็ไม่ได้ตอบทุกโจทย์ของการขับขี่ เพราะว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องของตราสินค้าที่สร้างภาพขึ้นมาให้รู้สึกเท่านั้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าอย่างแท้จริง

Morris Garage  หรือ  MG   อาจจะไม่ใช่แบรนด์ที่หลายคนรู้จักมักจี่กันดี  เมื่อเทียบกับค่ายรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น แต่คนยุคเก่าจะรู้จักรถยนต์จากประเทศอังกฤษรายนี้เป็นอย่างดี ในฐานเจ้าแห่งรถยนต์ที่มีราคาสมเหตุสมผล น่าคบหา และที่สำคัญด้วยความเป็นยนตรกรรมจากยุโรป มันจึงเป็นรถยนต์ที่มั่นใจได้ในการขับขี่ อีกด้วย

ทดสอบรถยนต์  MG6

ตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ   MG6 เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ทางค่ายรถยนต์จากประเทศอังกฤษภูมิใจนำเสนอ ว่าตลอดสองปีที่ผ่านมา รถยนต์คอมแพ็คคาร์รุ่นนี้จะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร แต่การกลับมาครั้งนี้ทางเอ็มจีได้ทำการบ้านมาพร้อมตอบโจทย์ลูกค้า ด้วยการเข้าใกล้สิ่งที่พวกเขาเป็นมากขึ้นกับอีกการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ MG6 ซึ่งถูกนิยามว่า The Power To control หรือ พลังอำนาจอยู่ที่คุณ

นับจากงานเปิดตัวนี่เป็นครั้งที่สองที่เรามีโอกาสพบเจ้า  The new MG6 ใหม่ ในการเปลี่ยนแปลงตัวตนใหม่ครั้งนี้ทาง  MG ยังคงนำเสนอด้วยเรือนร่าง 2 แบบ 2 สไตล์เหมือนเช่นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเรือนร่างซีดานสี่ประตูยอดนิยมของคนไทยมาช้านาน หรือถ้าคุณชอบความแตกต่างอาจจะลองมองเรือนร่างในทรวดทรงท้ายลาด   Fastback  มาครอบครองเหมือนที่เรากำลังจะได้ขับขี่มันในอีกไม่กี่นาที่ข้างหน้าก็ได้

ตัวตนที่แตกต่างอย่างมีสไตล์  MG6 Fast Back  เป็นรถยนต์ที่มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง ผ่านการยำเสนอการออกแบบที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ไม่ว่าจะกระจังหน้าใหม่ที่ดูสปอร์ตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตลอดจน กันชนหน้าใหม่เนี๊ยบดูดีเข้ากับลุคใหม่ของรถ ที่ยังมีชุดไฟขับขี่ยามกลางวัน หรือ  Day Time Running Light ตลอดจนโคมไฟหน้าใหม่แบบโปรเจคเตอร์ มาพร้อมไฟหน้า   Bi-Xenon HID และขาดไม่ได้กับที่สุดของความสปอร์ตด้วยหลังคาร์ซันรูฟทำงานด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มสไตล์สปอร์ต

เส้นสายรายละเอียดความสปอร์ตทางด้านหน้ายังคงปัจเจกการอกแบบตามสไตล์อังกฤษผู้ดีจ๋า ไม่เน้นความสปอร์ตมากจนดูเลอะเทอะ แต่กลับเสริมทัพด้วยความเรียบง่ายที่จะเห็นได้จากทางด้านข้าง อันเรียบง่ายให้ความเนี้ยบดูดีเพิ่มขึ้นด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว แม็กลายใหม่ให้สีทูโทนดูลงตัวยิ่งขึ้น มันมาพร้อมยางขนาด 215/50/R17  รับเข้ากับบั้นท้ายที่มีไฟท้าย  LED  ดีไซน์ใหม่ และครั้งนี้ยังเพิ่ม Lip Spoiler   มาช่วยในหลักอากาศพลศาสตร์เพิ่มเติมด้วย

ทดสอบรถยนต์  MG6

ทดสอบรถยนต์  MG6

การออกแบบที่ออกมาในสไตล์   Fast back   นี้ ทำให้   MG6 สง่างามมากขึ้น และด้วยวทรวดทรงที่ไม่เหมือนใครของรถรุ่นนี้ มันนำสเอนมาพร้อมความยาวของมิติตัวถัง 4,653 มม. กว้าง1,827 มม. และสูง  1,427 มม. ตอบโจทย์ด้วยระยะฐานล้อยาว 2,705 มม. ที่สำคัญการออกแบบรถคันนี้ให้ความลงตัวในความรู้สึกสปอร์ในยามขับขี่ด้วยการเกาะถนนมากขึ้นจากระยะต่ำสุดจากพื้นที่สูงเพียง 118 มม.เท่านั้น

เปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสารต้องยอมรับว่า  MG6 ใหม่มีการเปลี่ยนแปลงหลายประการ เพิ่มความลงตัวมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการตอบโจทย์ความทันสมัย ตลอดจนการออกแบบที่ดูดีลงตัวในสไตล์ความเป็นพรีเมี่ยมมากขึ้น สามารถสังเกตได้จากการเลือกใช้วัสดุที่ดูมีราคามากขึ้นจนสัมผัสได้ทันทีว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่าเดิม

คอนโซลหน้า   MG6 ถูกออกแบบใหม่เพิ่มความลงตัวมากขึ้น ด้วยหน้าปัดใหม่ ที่ให้สไตล์ที่ดูเป็นสปอร์ตมากขึ้น ยามขับขี่ธรรมดาแบบปถุชนทั่วไป  มันจะมาพร้อมการเรืองแสงสีขาว ให้ความนุ่มนวลในการออกแบบ แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่คุณต้องการความเร้าใจจ เพียงดันคันเกียร์เข้าสู่โหมดสปอร์ต หน้าปัดของ MG6 จะเผยอีกตัวตนที่ซ่อนอยู่ด้วยแสงสีแดง บอกความเร้าใจในการขับขี่มากขึ้น

ทดสอบรถยนต์  MG6

การออกแบบหน้าปัดใหม่ที่ทางวทีมออกแบบพยายามทำให้มันสปอร์ตมากยิ่ง ยังถูกปสานด้วยความรู้สึกทันสมัยยิ่งขึ้นด้วย หลายครั้งมันทำให้เรานึกถึงยนตรกรรมชั้นนำจากยุโรป อย่าง  Volvo  ด้วยการออกแบบบางประการบนหน้าปัดที่มีลักษณะคล้ายกันราวกับแกะ ส่วนตรงกลางมีหน้าจอแสดงข้อมูลต่างที่จำเป็นต่อการขับขี่

พวงมาลัยสี่ก้านถูกเติมเข้ามาเพื่อให้ความรู้สึกที่ดูภูมิฐานมากขึ้น บนพวงมาลัยมีปุ่มควบคุมการทำงานของเครื่องเสียง และ ปุ่มควบคุมระบบล็อกความเร็วอัตโนมัติ  Cruise Control  มาให้ใช้งาน แต่อาจจะด้วยแนวคิดการออกแบบที่เป็นอังกฤษจ๋าๆ ทำให้ลักษณะชุดปุ่มจะไม่เหมือนกับรถญี่ปุ่นที่คุณคุ้นเคย ต้องใช้เวลางมโข่งกันสักพักใหญ่  โดยเฉพาะการใช้ระบบ   Cruise Control   ที่ต้องมานั่งหัดใหม่กันพอสมควร แต่เมื่อเข้าใจแล้วมันก็ง่ายต่อการใช้งาน

ทดสอบรถยนต์  MG6

ทดสอบรถยนต์  MG6

การอออกแบบปุ่มที่แตกต่างอาจจะทำให้คุณปวดกบาลไปบ้าง แต่เมื่อเหลียวมองตรงกลางเจ้า  MG6 กลับให้สัมผัสความรู้สึกลงตัวอย่างชัดเจน ด้วย การออกแบบระบบความบันเทิงใหม่ ซึ่งครั้งนี้นำเสนอเครื่องเสียงที่มาพร้อมทำงานผ่านหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ตัวระบบออกแบบมาค่อนข้างเรียบง่ายใช้งานสะดวกมาก ไม่ว่าจะเชื่อมต่อระบบเข้ากับมือถือ หรือ ใช้งานธรรมดาทั่วไปก็ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างที่คิด

ถัดลงมาเป็นปุ่มของระบบปรับอากาศอัตโนมัติที่มีมาให้ในรถยนต์  MG 6 ใหม่ แต่อะไรเลยจะสู้รายละเอียดการออกแบบชวงคันเกียร์ที่ออกมาในสไตล์รถยนต์จากประเทศยุโรปมากขึ้น ฟังชั่นการใช้งานต่างๆที่จำเป็นต้องใช้บ่อยๆ ถูกติดตั้งไว้ตรงนี้ โดยเฉพาะระบบเบรกมือไฟฟ้า ไฮไลท์สำคัญ ที่ถือว่าว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ MG6 โดดเด่นขึ้นมาในกลุ่ม แถมยังมีฟังชั่นเบรก Hold   ช่วยในการหยุดรถง่ายดายมากขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องเหยียบแป้นเบรกค้างเอาไว้ ในยามรถติด เพิ่มความสบายในการขับขี่ในเมืองอย่างไม่น่าเชื่อ 

รวมถึงรายละเอียดการออกแบบช่วงคันเกียร์นี้ยังปุ่มเปิด-ปิดล็อค ประตูรถทั้ง 4 บาน และ ปิด หรือเปิดระบบป้องกันล้อหมุนฟรี  Traction  Control   ในกรณีที่คุณอยากสนุกสนานในการขับขี่ให้เต็มอรรถรสมากขึ้น

เบาะนั่ง   MG6 ถูกออกแบบใหม่ ลงตัวมากขึ้น ด้วยสไตล์หรูหรามากขึ้นจากเบาะนั่งสังเคราะห์ช่วยให้รถดูดีมีราคาแถมตัวเบาะคู่หน้ายังเป็นแบบปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง จะดีกว่านี้ถ้ามันมี Lumbar Support  มาให้ แต่เพียงแค่นี้ก็ถือว่าค่อนข้างลงตัวแล้ว คนตัวใหญ่นั่งได้ไม่อึดอัด ความจริงเรารู้สึกว่า การออกแบบของเอ็มจีมีกลิ่นอายของรถยุโรปอยู่พอสมควร แถมตัวเบาะยังให้ความสปอร์ตด้วยเบาะดำเดินด้ายแดง

ทดสอบรถยนต์  MG6

 ส่วนด้านหลังที่นั่งค่อนข้างกว้างขวาง จากที่ลองนั่งดูบ้างก่อนทดลองขับ พื้นที่โดยสารทำได้ดีกว่ารถญี่ปุ่นหลายรุ่นที่วางจำหน่ายอยู่ ช่วงพนักผิงและที่รองนั่งโอบกระชับเป็นอย่างดี ข้อเสียเดียวคือว่ามันอาจจะมีพื้นที่เหนือหัวแคบไปหน่อยจากการออกแบบทรงท้ายลาด ที่ผสานเอาทรงคูเป้เข้ามาผสมผสาน แต่ถึงจะมีจุดติติงบ้าง แต่เรื่องการใช้งานในสไตล์ 5 ประตูที่ต้องมีความอรรถประโยชน์เจ้า MG6 ก็ไม่ได้ย่อหย่อนกว่าคู่แข่ง ด้วยเบาะปรับพับได้ในอัตรา 60/40

พวงมาลัยปรับระดับ 4 ทิศทาง ช่วยให้การเซทท่านั่งเป็นได้ง่ายขึ้น กดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์รถยนต์  MG6 เพิ่มความประทับใจด้วยเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ ที่ไม่ว่าใครที่ชอบสปอร์ตคาร์ก็ต้องเหลียวขวับด้วยเสียงสตาร์ทแบบเดียวกัน

ใต้ฝากระโปรง  MG6  ใหม่ แนะนำด้วยเครื่องยนต์แบบ 4 สูบแถวเรียง พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุด 215 นิวตันเมตร มาระนาบต่อเนื่องตั้งแต่ 2,000 -4,500 รอบต่อนาที ซึ่งจะว่าไปเรื่องสมรรถนะเครื่องยนต์เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมที่วางจำหน่ายก่อนหน้านี้ไม่เปลี่ยนแปลง

ทดสอบรถยนต์  MG6

เข้าเกียร์ออกเดินทางต้องแปลกใจเมื่อ  MG6 ใหม่ลดความกระตุกสะดุดกระชากจากรุ่นเดิมมากพอตัว   MG เปิดเผยว่า สิ่งที่พวกเขาปรับปรุงเป็นส่วนสำคัญในรถยนต์  MG6 ใหม่ คือการทำงานของระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 จังหวะ ที่ต้องการให้มีการตอบสนองในการขับขี่ดีขึ้นกว่าเดิม

สัมผัสแรกต้องยอมรับว่า MG   ทำการบ้านของพวกเขามาอย่างดี จนรถคันนี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคัน ส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลงก็ไม่พ้นชุดเกียร์ที่นิ่มนวลขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าจะยังมีอาการกระตุกบ้างเล็กๆในช่วงเกียร์ 1 ต่อเกียร์ 2 อันเป็นบุคคลิกปกติของชุดเกียร์คลัทข์คู่ ที่มีและพบได้ประจำในรถทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

ส่วนเครื่องยนต์ 1.8 เทอร์โบเอง ก็มีการตอบสนองอย่างดี ด้วยแรงบิดที่ทำให้รถคันนี้คล่องแคล่วว่องไว ไม่ว่าจะรถติดในเมือง เพียงแค่ถอนเท้าใช้   Walking Speed  ไหลรถไปตามการจราจรก็ถือว่าเหลือเฟือ แต่ถ้าถนนโล่งว่างหรือต้องการบี้ไฟแดงเมื่อไร เพียงกดคันเร่งเจ้า  MG6  ก็จะพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว

ทดสอบรถยนต์  MG6

ความลงตัวมากขึ้นในชุดเกียร์และสมรรถนะจากเครื่องยนต์ ทำให้สัมผัสแรกของการขับขี่ในเมืองที่ดูจะไม่ลงตัวกลับกลายเป็นเจ้าพวงมาลัยไฮโดรลิก ที่ค่อนข้างหนักมือพอสมควร และน่าจะดีกว่านี้ถ้ามันมีน้ำหนักเบามือกว่านี้ แต่เมื่อเทียบกับรุ่นเดิมมันตอบสนองในการขับขี่ได้ดีขึ้น บุคลิกของพวงมาลัยออกมาในทางสปอร์ตมากยิ่งขึ้น มีความแม่นยำ และตอบสนองดีขึ้นจนสร้างความประทับใจ

ถนนเมืองกรุงทุกวันนี้ การจราจรติดขัดย่อมไม่ดีแน่ต่ออัตราประหยัดน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ ซึ่งมักจะบริโภคน้ำมันมากกว่ารถเครื่องยนต์ธรรมดา ทั่วไป ถึงขนาดเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร จะเล็กกว่าเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ก็ตามที แต่จากการขับขี่ของเราค้นพบว่า อัตราประหยัดในเมือง  MG6 เมื่อต้องพบการจราจรเมืองกรุง ก็ยังไม่สู้ดีนัก. จากการลองขับไปๆ มากๆ กว่า 116.6 ก.ม. เราเติมคืนถังไป 18.61 ลิตร.  ใช้วิชาคณิตศาสตร์อย่างรวดเร็วเราได้อัตราประหยัด   6.2 กิโลเมตรต่อลิตร (ทดสอบด้วยแก๊สโซฮอลล์ 95) .ถือว่าแอบซดเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกำลังที่ให้มาไม่เกิน 200 แรงม้า

อัตราประหยัดในเมืองอาจไม่ประทับใจเท่าที่ควร แต่  MG6 Fast Back 1.8 T  ต้องเจออีกบทพิสูจน์สำคัญกับการขับขี่ใน  Bonn Test Mode  การขับขี่วันนี้เราทำตามเส้นทางเดิมตามปกติ ซึ่งเจ้า  MG6 เริ่มออกลีลาการขับขี่ที่มาดมั่นมากขึ้นเมื่อมันเริ่มต้นในเส้นทางด้วยการจำลองการเดินทางบนทางหลวงระยะไกล

การวิศวกรรมช่วงล่างด้วยการเซทระบบกันสะเทือนแบบแม็คเฟอร์สันสตรัททางด้านหน้าพร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเหนือชั้นกว่าด้วยระบบกันสะเทือนแบบ   Z Type Multi Link  พร้อมเหล็กกันโคลง เป็นความโดดเด่นที่ทำให้เจ้าคอมแพ็คคาร์คันนี้ มีความโดเด่นยามขับขี่ทางไกลด้วยความนิ่งตลอดการเดินทางด้วยความเร็ว 100-120 ก.ม./ช.ม. แถมด้วยน้ำหนักตัวรถที่มีพิกัดหนักถึง 1,548 กก. ก็ยิ่งช่วยให้เจ้า MG6 มีความมาดมั่นในยามใช้ความเร็วมากดขึ้น รถดูมีเสถียรภาพในการขับขี่ แม้จะเปลี่ยนเลนด้วยความเร็วก็ยังให้ความรู้สึกมั่นใจแบบรถยุโรป

 

ท้ายสุดเราจบการทดสอบ  Bonn Test Mode  ด้วยอัตราประหยัด 11.14 ก.ม./ลิตร  เรียกความเชื่อมั่นอัตราประหยัด จากเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เทอร์โบบล็อกนี้มากขึ้น

หลายคนคิดว่าเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ มีดีเพียงอย่างเดียวในเรื่องความแรง มันต้องเร่งเร้าใจมากกว่าเครื่องยนต์   N/A   แต่ความจริงประโยชน์ของการติดตั้งระบบเทอร์โบชาร์จเข้ามานั้นไม่ได้มีดีเพียงมันต้องพาคุณหลังติดเบาะ แต่ยามออกเดินทางไกลมันยังช่วยให้คุณขับขี่สบายใจ ไม่ต้องลุ้นยามต้องเร่งแซงเพื่อนร่วมทาง

ทดสอบรถยนต์  MG6

แรงบิด 215 นิวตันเมตร หลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่ามันสมีสมรรถนะมากเพียงไหน แต่แรงบิดขนาดนี้มีความสามารถใกล้เคียงเครื่องยนต์เบนซินธรรมดาขนาด 2.4 ลิตร ที่วางอยู่ในรถยนต์ซีดานกลางที่มีในตลาด และเหนือชั้นกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ที่วางจำหน่ายในตลาดปัจจุบัน

สมรรถนะของเจ้าเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เทอร์โบชาร์จของ MG6 ถือว่ามีดีกรีค่อนข้างจัดจ้าน ด้วยการตอบโจทย์การขับขี่อันเร้าใจมากกว่าคอมแพ็คคาร์ จนใกล้เคียงซีดานกลางรุ่นท๊อปจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหลายๆ เจ้า

จากการลองขับทางไกล ช่วงจังหวะเร่งแซง MG 6 ไม่ยี่หระต่อการขับเคียวจากคู่แข่ง ยามขับมันไปเรื่อยๆ บนทางหลวง ช่วงร่างที่นิ่งเครื่องยนต์ที่เร้าใจ มีดีพอที่จะตอบสนองให้ความสุนทรีย์ในการขับขี่ ขับแล้วไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ยามที่ต้องรีบในการเดินทาง      MG6 ก็พร้อมรองรับอารมณ์หุนหันพันแล่นของผู้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ

น่าเสียดายที่แป้น  Paddle Shift   ไม่สามารถใช้งานได้โดยตรงในยามเข้าเกียร์   D  ขับทั่วๆ ไป เพราะทาง MG  คงมีแนวคิดว่า คุณจะชิวหรือคุณจะเล่นเลือกเอาเลย ทำให้หลายครั้ง เราเสียจังหวะการขับขี่ เมื่อมีคนมาขอท้าทายสมรรถนะเจ้าผู้ดี

ถึงแม้  Paddle Shift  จะใช้งานยาก แต่เมื่อมาถึงการทดสอบสมรรถนะอัตราเร่ง เจ้า   MG 6 Fast Back   ก็ทำให้เราประทับใจได้ไม่น้อย ด้วยอัตราเร่งที่ดีมากพอกว่าซีดานกลางเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร

ตารางแสดงอัตราเร่ง  MG6 Fast Back 1.8 T

 

ครั้งที่ 1

ครั้งที่ 2

ครั้งที่ 3

เฉลี่ย

อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม.

11.000

11.005

11.001

11.002

อัตราเร่ง 80-120 ก.ม./ช.ม.

8.000

8.000

7.000

7.667

 

หมายเหตุ :  ทดสอบด้วยน้ำมันแก๊สโซฮอลล 95 – สภาพถนนลาดยาง เวลากลางคืน

จากผลการทดสอบชัดเจนว่า เจ้า MG6 ใหม่ สามารถเร่งได้ดีกว่ารถยนต์ซีดานกลางทั่วไปที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ซึ่งจากสถิตที่เรามีเก็บไว้ในสารระบบของการทดสอบรถยนต์ของ  Autodeft.com ตามปกติรถยนต์ซีดานกลางที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร จะมีอัตราเร่งเฉลี่ยราวๆ 12.67 วินาที และทำอัตราเร่ง 80-120 ก.ม./ช.ม. ไม่ต่างกันที่ 8.00 วินาทีโดยเฉลี่ย นั่นหมายความว่า เจ้า   MG6 เร่งได้เร็วกว่าซีดานกลาง แม้ว่าจะมีน้ำหนักตัวเท่ากัน เพราะเฉลี่ยแล้วซีดานกลางของญี่ปุ่นมีพิกัดตัวที่ 1,500 กก.

 

สรุป... MG6 Fast Back   หนึ่งเดียวไม่เหมือน ตัวตนสปอร์ตสำหรับนักขับตัวจริง

ขับอยู่หลายวันจนเริ่มติดใจ เจ้า  MG6 Fast Back  ใหม่เป็นรถยนต์ที่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่ามันไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร นี่คือรถที่มีสไตล์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน

ตลอดเวลาที่ค่ายรถยนต์จากอังกฤษรายนี้พยายามที่จะสื่อสารตัวตนของตัวอง ผ่านคำว่า “Brit Dynamic”  ว่าพวกเขาผสมผสานทุกอย่างลงไปในรถยนต์หนึ่งคันอย่างลงตัว ทั้งสมรรถนะจากเครื่องยนต์ การขับขี่การควบคุม การออกแบบที่มีความลงตัว และท้ายสุดความปลอดภัย 4 สิ่งที่เป็นหลักสำคัญของรถยนต์จาก  MG ซึ่งวันนี้เราได้เข้าใจหลักการนี้มากขึ้นจากรถยนต์  MG6 ใหม่

ในแง่หนึ่งนี่คือรถที่มีสมรรถนะในการขับขี่ที่มีความลงตัว  MG 6  Fast Back  เป็นรถที่มีความแตกต่างจากรถยนต์คอมแพ็คคาร์รุ่นอื่นๆในตลาดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในรุ่นท้ายลาดเหมือนที่เรานำมาขับนี้ มีเอกลักษณ์โดนเด่นไม่เหมือนใคร มันดูสปอร์ต เรียบง่าย แต่ดูดีในหลายๆ มุมมอง เป็นความลงตัวที่ทำให้  MG คันนี้โดนใจ แม้ว่าเราหลายคนจะชินการออกแบบจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นมากกว่าก็ตามที

แม้ว่าภายนอกจะดูดีมีความลงตัวมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงการออกแบบที่อัพเดทเพิ่มความทันมัย แต่  MG ก็ยังต้องทำการบ้านเพิ่มเติมเรื่องฟังชั่นการใช้งานภายใน ซึ่งสมควรจะใช้งานง่ายมากขึ้นกว่านี้อีกเล็กน้อย ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากแนวคิดแบบยุโรปจ๋า ที่ยังไม่ถูกจริตการใช้งานของคนเอเชียมากนัก ยกตัวอย่างเช่นการใช้งานระบบ   Paddle Shift  ที่ต้องเข้าเกียร์ในโหมดสปอร์ตก่อนจึงจะใช้งาน แทนที่จะสามารถใช้ได้เมื่อไรก็ตามที่อยากใช้ จุดนี้เป็นเรื่องที่น่าจะต้องกลับไปศึกษาพฤติกรรมการใช้งานของคนขับรถจริงๆ ก่อนว่าพวกเขามีแนวทางอย่างไร

ทดสอบรถยนต์  MG6

หรืออีกตัวอย่างก็พวงมาลัยมัลติฟังชั่นที่ยกเอาปุ่มปิดเสียงหรือ Mute  มาไว้ฝั่งเดียวระบบ Cruise Control  ทั้งที่ทางด้านซ้ายเป็นชุดปุ่มควบคุมเครื่องเสียอยู่แล้ว ...เรื่องแบบนี้สมควรปรับปรุง...น่าจะดีกว่า

อย่างไรก็ดี แม้จะมีติติงบ้างเล็กๆน้อย แต่เรื่องสมรถนะการขับขี่  MG6 ไม่แพ้ใครบนถนนอย่างแน่นอน ด้วยเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เทอร์โบชาร์จ เหมือนคุณพกต้นกำลัง 2.4 ลิตร มาขับขี่ แม้แรงม้าอาจจะไม่มากที่สุดในกลุ่มคอมแพ็คคาร์แต่แรงบิดอันเหลือเฟือคือความโดดเด่น และผันเป็นความมั่นใจในการขับขี่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามเดินทางไกล MG 6 มั่นใจด้วยกำลังเครื่องยนต์ ตลอดจนการตอบสนองของช่วงล่าง

นี่ยังไม่นับบรรดาระบบความปลอดภัยที่พกมามากมายหลายรายการ ไม่ว่าจะ ระบบเบรก ABS  พร้อมระบบกระจายแรงเบรก  EBD  ตลอดจนระบบควบคุมการทรงตัว  SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในโค้ง   CBC ไปจนกระทั่งระบบควบคุมการลื่นไถลและล้อหมุนฟรี ซึ่งสิ่งต่างในรถทำงานอย่างสอดผสานในยามควบเจ้า  MG6

การซื้อรถหลายคนอาจจะดูที่ราคา และมีคนจำนวนไม่น้อยมองที่ยี่ห้อ ว่าขับไปแล้วจะต้องรู้ว่า รถที่เราขับยี่ห้ออะไรรุ่นอะไร แต่สิ่งที่คนสมัยนี้มักลืมไปคือรถที่ดีไม่สำคัญที่ราคาและยี่ห้อเสมอไป แต่มันสำคัญการตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว มีสมรรถนะการขับขี่ดี และสำคัญสุดคือไว้ใจได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ   MG 6 ..ก็ตอบเรื่องนี้ได้ทุกข้อผ่าน สิ่งที่พวกเขายึดเป็นแก่นสารการพัฒนาว่า  Brit Dynamic

 

 

เรื่องและขับทดสอบ โดย ณัฐยศ ชูบรรจง (Bonn)

ติดตามผู้สื่อข่าวและนักทดสอบรถยนต์ นาย ณัฐยศ ชูบรรจง ได้ที่ Facebook หรือ ทาง  Fan page ,Twiter (@nattayodc)

 

 

รถทดสอบ   MG 6 Fast Back

ราคาจำหน่าย 1,038,000 บาท

 

สิ่งที่ชอบ >>> สมรรถนะจากเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรเทอร์โบ และช่วงล่างที่ไว้วางใจได้ คือสิ่งที่ดีที่สุดในรถคันนี้ แถม ตัวรถ ดูมีความใหญ่โตพร้อมรองรับการโดยสารได้อย่างเต็มที่ถ้าต้องการ

 

สิ่งที่ไม่ชอบ >>> ฟังชั่นการใช้งานบางอย่างยังต้องมีการพัฒนาเพิ่มขึ้น เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้ดีกว่านี้ รวมถึงจะดีกว่านี้ถ้าพวงมาลัยมีน้ำหนักเบาลงกว่าเดิม

 

สิ่งที่อยากให้มี >> ความจริงแล้วเทียบกับคอมแพ็คคาร์รุ่นอื่น  MG6 เป็นรถที่ครบฟังชั่นมากกว่า ถ้าคุณลองมากางตารางรายละเอียดทางเทคนิคเปรียบเทียบดู

 

คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจ >>>   MG6 เป็นรถที่น่าใช้กว่าที่คุณคิด แม้ว่าหลายคนอาจจะยังไม่กล้าเสี่ยงกับแบรนด์ใหม่รายนี้ที่เพิ่งเข้ามาตลาดเมื่อ3 ปีที่ผ่านมา แต่  MG6 ถือว่าครบเครื่องทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย ด้วยตัวตนที่ดูดี มากกว่าคำว่า จะสปอร์ตหรือดูหรูหรากันแน่ 

 

เมื่อเทียบกับคู่แข่ง >> หลายสิ่งหลายอย่างต้องยอมรับว่า  MG6 เป็นรถที่ให้ความลงตัวในการใช้งานมากกว่าที่คิด  ฟังชั้นต่างที่มีมาให้อย่างครบครันลงตัว ทำให้มันโดเด่นขึ้นมา ยิ่งคุณได้เครื่องยนต์ 1.8 ลิตรเทอร์โบ ที่มีสมรรถนะดีใกล้คียงเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร และช่วงล่างที่วางใจได้ในการเดินทาง แต่แน่นอน คุณต้องเลิกคิด 2 เรื่อง 1 คือ ยี่ห้อ และ 2 คือ ราคาขายต่อ ถ้าทำได้ นี่คือรถที่เหมาะกับนักขับตัวจริงเช่นคุณ

 

สรุปผลการทดสอบ

อัตราประหยัด  MG6 FastBack 1.8 T X

ทดสอบด้วยน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95

 

ก.ม./ลิตร

ในเมือง

6.26

นอกเมือง

8.93

Bonn Test Mode

11.14

 

การทำงานของเครื่องยนต์ที่ตำแหน่งเกียร์ 6

ความเร็วที่ขับขี่ (ก.ม./ช.ม.)

รอบเครื่องยนต์

100

2100

110

2300

120

2500

 

ความเร็วสูงสุดในการทดสอบ 205 ก.ม./ช.ม

 

 

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com

5 เรื่องน่าสนใจ