Test Drive: รีวิว ทดลองขับ ORA Good Cat 400 Pro เหมียวใหญ่รักษ์โลก เล่นตัวเรื่องราคา

การก้าวเข้ามาสู่ตลาดเมืองไทยของค่ายรถยนต์จากแดนมังกรอย่าง Great Wall Motor ทำเอาตลาดคนใช้งานรถยนต์ในประเทศไทยคึกคักไม่ใช่น้อย เพราะหลายคนคาดหวังว่า รถจากค่ายนี้จะต้องมีราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น Haval หรือ ORA ที่เป็นรถในแผนสำหรับการวางจำหน่ายในประเทศไทย

ORA Good Cat 400 Pro

หลังจากการเปิดราคารถอเนกประสงค์ Haval H6 Hybrid SUV ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ยังมีหลายคนร้อง “ว้า” แล้วแอบนินทาว่า “รถจากจีนทำไมแพงขนาดนี้” โดยที่ไม่ได้ดูรถตัวจริงเลยว่า ตัวรถมีการใช้วัสดุคุณภาพไหน และใส่เทคโนโลยีอะไรมาบ้าง บอกแต่เพียงว่ารถจากเมืองจีนต้องถูกกว่ารถญี่ปุ่นในระดับ 50% เลย (จะบ้าเหรอ) แต่ใครจะเชื่อว่า แค่เริ่มเปิดให้จอง รถรุ่นนี้ก็ครองแชมป์ในกลุ่มรถ SUV ไปได้ 2 เดือนติดแล้ว

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

คิวต่อมากับรถไฟฟ้า ORA ที่หลายคนต่างก็ประเมินล่วงหน้าว่า “ราคาไม่ควรเกิน 5 แสนนะ ไม่งั้นเก็บเสื่อกลับบ้านไปได้เลย” (เอาอีกแล้ว) โดยที่ยังไม่เห็นตัวรถ, ไม่ได้ลองขับ, ไม่ได้ดูระดับราคากับรถไฟฟ้าค่ายอื่นเลย แต่ผมในฐานะผู้ที่ติดตามข่าวยานยนต์มาอย่างใกล้ชิด บอกได้เลยว่า รถไฟฟ้าเหมียวแสนดีรอบนี้ ไม่มีต่ำกว่า 8 แสนแน่นอน เพราะอะไรผมถึงมั่นใจขนาดนั้น เพราะผมได้ลองขับมาแล้ว และมาดูกันว่าทำไมผมถึงคิดแบบนี้

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

หลังจากได้รับหมายเทียบเชิญในการเข้าร่วมทดสอบจาก Great Wall Motor เพื่อเข้าร่วมทดสอบรถยนต์ ORA Good Cat รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ลงตลาดเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ผมก็ได้ตอบรับอย่างไม่ต้องคิด แล้วเตรียมข้อมูลเพื่อเข้ารวมทำการทดสอบเลย

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

รอบนี้ต้องบอกว่า รถไฟฟ้าที่ใช้ในการทดสอบ จะมีทั้งรุ่นบนสุดอย่าง ORA Good Cat 500 Ultra และ 400 Pro ที่เป็นรุ่นกลาง แต่ที่จะได้ขับเต็มเม็ดเต็มหน่วยก็จะเป็น ORA Good Cat 400 Pro ดังนั้นการทดสอบครั้งนี้ ผมจะเน้นหนักไปที่รุ่นนี้เท่านั้น (อีกรุ่นขับนิดเดียว ขอข้ามไปละกัน) ดังนั้นเริ่มต้นเราจะมารับทราบข้อมูลของรถคันนี้ก่อนเลย

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro เป็นรถไฟฟ้าที่ใช้แพลทฟอร์ม GWM LEMON E PLATFORM ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานกับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ ดังนั้น Haval H6 จึงไม่ได้ใช้แพลตฟอร์มตัวนี้ มิติตัวรถ 1,825 x 4,235 x 1,596 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ระยะฐานล้อ 2,650 มม.ถ้าถามว่าอยู่ในไซส์ไหน ก็จะอยู่ประมาณ Mini Countryman นั่นแหล่ะ แต่จะสั้นกว่านิดนึง ตัวขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุด 105 kW หรือ 143 PS แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ความเร็วสูงสุด 152 กิโลเมตร/ชั่วโมง ขับเคลื่อนล้อหน้า รับการจ่ายไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 47.788 กิโลวัตต์ชั่วโมง (จะละเอียดไปไหน) วางอยู่ใต้พื้นรถ วิ่งได้ระยะทางสูงสุดตามชื่อรุ่นเลยคือ 400 กิโลเมตร รองรับการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟกระแสตรง (DC) สูงสุด 60 kW และการชาร์จไฟบ้านแบบ AC 6.6 kW ถ้าชาร์จไฟบ้านจะชาร์จ 0-100% ได้ในเวลา 8 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จเร็วแบบ DC จะชาร์จ 30-80% ได้ใน 32 นาที และชาร์จ 0-80% ได้ใน 45 นาที ตามสเปกบอกว่า ทำอัตราเร่ง 0-50 ได้ใน 3.5 วินาที แปลกดีแฮะ ชาวบ้านบอก 0-100 แต่ GWM บอก 0-50 แทน ฮ่า

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ช่วงล่างด้านหน้าของ ORA Good Cat 400 Pro ใช้เป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut) พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบทอร์ชันบีม (Torsion Beam) พร้อมเหล็กกันโคลง ใส่ระบบห้ามล้อเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ ใส่ล้อแม็กซ์อัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/50 R18 ไม่มียางอะไหล่ให้ มีแต่ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน พวงมาลัยเป็นระบบผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า สามารถปรับระดับความหนืดได้ 3 ระดับคือ เบา, สบาย และสปอร์ต (ตามภาษาไทยในหน้าจอเลย) แต่ไม่สามารถปรับระดับตามความเร็วได้

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

การตกแต่งภายนอกนั้น ถ้าดูผ่าน ๆ ก็จะออกแนว Retro หน่อย เหมือนเอาการออกแบบของรถเต่าผสมกับรถ Mini ในสมัยโบราณ ไฟหน้าเป็นทรงกลมน่ารัก แต่ทันสมัยด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ DRL ที่ล้อมกรอบโคมไฟเอาไว้ โดยไปวงนี้จะเปลี่ยนเป็นไฟเลี้ยวได้ด้วย โคมไฟหน้าปรับระดับและเปิด-ปิดได้อัตโนมัติ และระบบ Follow-Me-Home หรือส่องนำทางหลังดับเครื่องยนต์ แต่ในรุ่นกลางจะไม่มีไฟ Welcome Light เหมือนรุ่นท็อปอย่าง 500 Ultra ด้านหน้าทาง GWM บอกว่ามีการออกแบบเป็นระบบ Active Air Intake ซึ่งสารภาพเลยว่า “งง” มันคือระบบอะไรวะ หรือมันเปิด-ปิดได้เองเหมือนกับรถหรู สรุปแล้วพอเดินไปถาม ได้ข้อมูลมาว่า “ไม่มีอะไรครับ เป็นแค่วิธีการออกแบบให้ลมผ่านเข้าไปได้ ซึ่งปกติแล้วรถไฟฟ้าเขาไม่ค่อยทำกัน เพราะไม่ต้องระบายความร้อนเหมือนเครื่องยนต์ปกติ” พอได้รับรู้แล้วอยากตะโกนถามท้องฟ้าเลยว่า “เพื่ออออออออออ…….”

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ส่วนการออกแบบด้านหลังของ ORA Good Cat อันนี้สิเด็ด เพราะเขาเอาไฟท้ายมาเป็นรูปแบบ LED Tail light Strip ที่พาดยาวขวางแนวรถจากซ้ายไปขวาอยู่บนฝาประตูใต้ขอบกระจกล่าง สวยงามดี แต่แปลกใจนิดนึงตรงที่ปลายของทั้ง 2 ข้างมีเป็นเม็ดไฟเรียงแบบไข่ปลา 5 จุด ทำไมไม่เอาไฟเลี้ยวมาวางไว้ตรงนี้ แต่เอาไปไว้ด้านล่างแถวไฟทับทิมแทน อันนี้ผมว่ามันต่ำไปสำหรับไฟเลี้ยวนะ ถ้าย้ายมาแทนที่เม็ดไข่ปลา น่าจะสวยกว่านะ และยิ่งเป็นแบบ Sequential ได้ด้วย ยิ่งสวยงามไปใหญ่ (เพ้อ) ส่วนการตกแต่งอื่น ๆ กระจกมองข้าง ใช้เป็นสีเดียวกับหลังคา ฝังไฟเลี้ยวแบบ LED เอาไว้ด้วย ปรับและพับไฟฟ้า แต่ไม่มีระบบบันทึกตำแหน่งเหมือน 500 Ultra

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ส่วนภายในของ ORA Good Cat 400 Pro ถ้าเข้าไปนั่งตอนแรกนี่แทบหาอะไรให้พูดถึงไม่ได้เยอะเลย เพราะการออกแบบนั้นเน้นไปในรูปแบบของ Retro ย้อนยุค แทบไม่มีปุ่มอะไรให้กดมากมายเลย เพราะทุกอย่างเอาไปยัดอยู่ในหน้าจอขนาดใหญ่หมด มาเริ่มกันที่เบาะนั่งก่อน ที่จะมาในรูปทรงธรรมดา มีให้เลือกสีเดียวคือหนังสังเคราะห์สีดำ ต่างกับรุ่น 500 Ultra ที่ให้เลือกได้ 3 สี แต่มีการเดินด้ายสีน้ำเงินเล่นเป็นลายทางตรงกับลายตราเพชรหรือข้างหลามตัด (แล้วแต่จะเรียก)  ฝั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง ส่วนฝั่งคนนั่งปรับมือ 4 ทิศทาง พวงมาลัยทรงกลมแบบ 2 ก้าน ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง บนพวงมาลัยมีปุ่ม Multi-Function ให้กดบังคับการทำงานได้เพียบ โดยด้านซ้ายเน้นการควบคุมระบบเครื่องเสียงและโทรศัพท์ ด้านขวาควบคุมระบบความปลอดภัยและข้อมูลบนหน้าจอ

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ตัวหน้าจอ จะเป็นการรวบเข้าเป็นจอเดียวกันของระบบ Infotainment กับหน้าปัดข้อมูลการขับขี่ โดยฝั่งซ้ายเป็นระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ใส่มาพร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง รองรับการเชื่อมต่อด้วยระบบ Apple CarPlay มีระบบนำทาง ส่วนด้านขวาเป็นหน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว เอาไว้บอกข้อมูลการขับขี่ต่าง ๆ เปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ 2 รูปแบบ จะเอาแบบทันสมัยหรือแบบคลาสสิคก็ได้ ช่องแอร์เป็นแนวเส้นพาดกลางคอนโซล ที่ใช้วัสดุหนังกลับในการหุ้มเกือบทั้งแผง ใต้ช่องแอร์จะมีปุ่มควบคุมแอร์ 4 ปุ่ม + ปุ่มไฟฉุกเฉินอีก 1 หน่วย (ทำได้แค่เปิด-ปิดแอร์, เปิด-ปิด AC, ไล่ฝ้ากระจกหลังกับลมไล่ฝ้าเท่านั้น) ที่เหลือเอาไปสั่งการในหน้าจอทั้งหมด รวมทั้งการสั่งการควบคุมแอร์แบบอัตโนมัติแยกโซนซ้าย-ขวาอีกด้วย แต่ตัวแอร์รองรับการกรองฝุ่นระดับ PM2.5 ได้

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ขยับลงมาอีกนิดที่ใต้แผงควบคุมแอร์ มีช่อง USB ให้เสียบชาร์จไฟกับเชื่อมต่อหน้าจอ 2 ช่อง บวกกับช่อง 12V อีก 1 ช่อง ส่วนตรงกลาง มีปุ่มหมุนสำหรับเปลี่ยนเกียร์แบบ Electronic Shifter ที่ไม่มีกดปุ่ม P แต่เมื่อจอดให้กดปุ่มเบรกมือไฟฟ้าแทน แถมด้วยระบบ Auto Hold มาให้อีก 1 ปุ่ม ถอยมาอีกนิดมีแท่นวางสำหรับชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ด้านขวาของพวงมาลัย บนคอนโซลมีเพิ่มาให้อีก 4 ปุ่มคือ  ปุ่มปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ ที่ให้เลือกได้ 5 โหมดคือ 1) มาตรฐาน 2) Sport 3) ECO 4) ECO+ และ 5) อัตโนมัติ ซึ่งโหมดสุดท้ายจะมี AI ที่คอยเรียนรู้วิธีการขับขี่ของเรา แล้วปรับรูปแบบการตอบสนองให้ตรงกับการขับขี่ของเราให้เองได้อัตโนมัติ, ปุ่มปรับระดับไฟหน้า, ปุ่มปิดระบบ Traction Control และสุดท้ายกับปุ่มปิดระบบการขับเคลื่อน 

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro มีหลังคา Sunroof แบบ Panoramic เปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ถ้ากดทีเดียวจะเลื่อนปกติ แต่ถ้าจะให้เลื่อนแบบอัตโนมัติ ต้อง Double Click เพื่อให้เลื่อนได้เองยาว ๆ กระจกมองหลังยังไม่เป็นแบบตัดแสงอัตโนมัติ เจอไฟส่องต้องโยกเอาเอง ตรงจุดที่ฝังกล้องระบบความปลอดภัย มีช่อง USB ติดไว้เผื่อเอาสายกล้องบันทึกหน้ารถมาเสียบได้ตรงนั้นเลย เบาะหลังพับเรียบได้ (แต่เอียง) แบบ 60:40 มีเบาะรองแขนพร้อมที่วางแก้วน้ำ ตรงกลางมีช่อง USB มาให้อีก 1 หน่วย แต่ไม่มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

สำหรับระบบความปลอดภัยนั้น ค่ายจากแดนมังกรไม่เคยกั๊ก ใส่มาให้ยกชุดใหญ่ โดยใน ORA Good Cat 400 Pro จะมีมาให้ดังนี้

- คันเร่งอัจฉริยะ

- ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน พร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ

- ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินในความเร็วต่ำ

- ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง

- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS

- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA

- ABS

- EBD

- BA

- ระบบควบคุมการทรงตัว ESC

- เซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด

- เสียงเตือนคนภายนอกในความเร็วต่ำ

- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ TJA

- กล้อง 360 องศา

- ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก AEBI

- ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้า FCW

- ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง WDS

- ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW

- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA

- ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC

- ระบบช่วยเตือนเมื่อความเร็วสูงเกินค่ากำหนด

แต่ยังไม่เยอะเท่าตัวท็อปอย่าง 500 Ultra ที่จะเพิ่มมาทั้ง

- ระบบช่วยจอกอัจฉริยะ 3 รูปแบบ

- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน ELK

- ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA

- ระบบช่วยเตือนมุมบอด BSD

- ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการถูกชนด้านท้าย RCW

- ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA

- ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTB

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ข้อมูลน่าจะเพียงพอกับการไปเริ่มเทสได้แล้ว ว่าแล้วเราก็มาเริ่มขับกันเลยดีกว่า เบื้องต้นต้องบอกก่อนว่า ผมมีเวลากับ ORA Good Cat 400 Pro ไม่นานนัก จะได้ขับจริง ๆ ก็แค่จากแถวเส้นของจังหวัดราชบุรีกับนครปฐม กลับมาที่เมืองทองธานี ระยะทางก็ราวเกือบ 100 กิโลเมตรได้ กับได้ขับในสนามอีกเล็กน้อย อาจจะบอกอะไรไม่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะระยะทางที่ได้เมื่อขับตามความเป็นจริง ดังนั้นอาจจะขอเก็บการทดสอบบางอย่างเอาไว้ตอนได้รถมาทดสอบเดี่ยวอีกรอบ เรามาเริ่มต้นกับการนั่งบนรถก่อน เข้าไปในตัวรถแล้ว ต้องบอกเลยว่าภายในนั้นกว้างกว่าภาพที่มองเห็นด้านนอกเยอะเลย รถอาจจะดูเหมือนเล็กกะทัดรัด แต่พอนั่งข้างในแล้วใหญ่ไม่เบา น่าจะประมาณ Honda Civic หรือ Toyota Altis เลย ท่านั่งก็สบาย เท้าแขนซ้ายและขวาอยู่ในตำแหน่งที่พอดีในการวาง และที่แปลกตามาก ๆ ก็คือเรื่องของการออกแบบ ที่เรียบง่ายแบบ Minimal มาก ๆ ปุ่มมีให้ใช้งานได้น้อยมาก ถ้าไม่ได้ดูบนพวงมาลัยแล้ว ปุ่มกดหลัก ๆ มีแค่ 5 ปุ่มบนแผงคอนโซล, อีก 2 ปุ่มตรงข้างคนขับ กับลูกบิดอีก 1 ตัวเท่านั้นเอง การควบคุมอื่น ๆ เอาไปใส่ในหน้าจอหมด เหมือนจะดีนะครับ แต่ถ้าใช้งานจริง เวลาเราจะเปลี่ยนอุณหภูมิที ก็ต้องกดที่หน้าจอได้เพียงอย่างเดียว แถมยังไม่มีปุ่ม Shortcut เพื่อเรียกเมนูควบคุมแอร์ขึ้นมาได้เสียด้วย หลังจากลองใช้งานแล้ว เวลาเราขับรถแล้วใช้งาน Apple CarPlay อยู่ ถ้าจะเปลี่ยนอุณหภูมิ คือต้องกดออกจาก Apple CarPlay ก่อนแล้วค่อยมากดเมนูแอร์ มันดูซับซ้อนมาเกินไปสำหรับคนที่ต้องขับรถคนเดียว

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ส่วนเรื่องอัตราเร่งของรถยนต์ใหม่คันนี้ แน่นอนครับว่ารับรูปแบบการตอบสนองของรถไฟฟ้ามาเต็ม ๆ (ก็นี่มันรถไฟฟ้า) แค่กดคันเร่งนิดเดียว รถก็พุ่งออกตัวได้อย่างทันใจแล้ว ทุกครั้งที่เราอยากได้กำลังในช่วงเร่งแซง, ช่วงออกตัว, ช่วงมุดเข้าช่อง ถือว่าทำได้ดีมากเลย กะประมาณเอาว่าความแรงอยู่ที่ประมาณเครื่องเบนซิน 2,000 - 2,500 ซีซีได้ แต่มีการออกตัวด้วยแรงบิดเต็มแบบไม่รอรอบที่ดีกว่า เพียงแค่ว่า ORA Good Cat 400 Pro จะวิ่งเร็วสุดได้แค่ 158 กม./ชม. เท่านั้นเอง (อันนี้ลองจริง ไม่ได้ตามสเปก) แต่ความเร็วระดับนี้ก็เหลือเฟือแล้ว ขับถึง 120 กม./ชม. ได้แบบสบายใจไม่ต้องลุ้น เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับผม

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ตัวช่วงล่างในการขับขี่ เห็นสเปกก็พอคาดเดาได้ว่าน่าจะแข็งอยู่ แต่ก็แอบคิดเหมือนกันว่าการใช้ช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม อาจจะดีเหมือนค่ายญี่ปุ่นที่เลือกใช้แบบนี้เหมือนกัน แต่ให้ความนุ่มหนึบได้ พอขับจริงก็รู้เลยครับว่า แข็งว่ะ 555 ตอนนั่งขับก็ไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ แต่พอนั่งหลังนี่เข้าใจถ่องแท้เลยว่าแข็ง มันไม่ได้แข็งเท่ารถกระบะมีแหนบนะ มันนุ่มกว่า แต่มันสู้พวกรถอเนกประสงค์ที่ขนาดใกล้เคียงกันยังไม่ได้ แต่ทั้งนี้ก็ได้มาซึ่งความนิ่งของตัวช่วงล่าง ขับเร็ว, ขับช้า, เข้าโค้ง, เปลี่ยนเลนเร็ว รถหนึบอยู่กับถนนได้ดีมาก ช่วงเข้าโค้งแรงอาจจะมีบ้างที่เจออาการท้ายโยนเล็กน้อย แต่อยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้ รถแรงแบบนี้ ก็ต้องช่วงล่างแบบนี้แหล่ะเนอะ

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

การเลือกโหมดการขับขี่ รอบนี้ได้ลองแค่โหมด ECO กับโหมด Sport ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือการตอบสนองของคันเร่งที่มากน้อยต่างกัน เพราะเวลาเราต้องการประหยัด มันก็ต้องดึงในช่วงกดคันเร่ง แล้วค่อยปดปล่อยพลังออกมาทีละน้อย เพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้านั่นเอง ส่วนโหมดสปอร์ตก็ปล่อยหมด มีแรงเท่าไหร่ก็ใส่ไปให้เต็มที่ แต่ผมเชื่อว่าถ้าใครได้ลองเปิดใช้งานโหมด Sport แล้ว คงไม่อยากหุนกลับไปใช้โหมด ECO แหง ๆ ยกเว้นเวลาไฟเหลือน้อยเท่านั้นแหล่ะ

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

ส่วนระบบความปลอดภัยบน ORA Good Cat 400 Pro ก็มีเยอะเพียงพอกับการใช้งาน แต่สิ่งที่ผมคิดว่าไม่น่าตัดไป ก็คือตัว ระบบช่วยเตือนมุมบอด BSD ที่น่าจะมีมาตั้งแต่ตัวเริ่มต้นเลย เพราะผมเชื่อว่าระบบนี้ จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้เยอะเลยนะ แต่ที่ชอบสุดก็แน่นอนครับ ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน พร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ ที่ทำงานได้เนียนและแม่นยำตลอดการทดสอบ ถ้าเส้นชัดนี่ พวงมาลัยหมุนเข้าโค้งให้เราได้เลย การเร่ง-เบรกก็ทำได้เนียนประดุจมีคนขับรถประสบการณ์ 30 ปีมาขับให้เลย อันนี้ชอบมาก แถมเมื่อถึงทางโค้ง ระบบจะชะลอความเร็วเพื่อให้เข้าโค้งได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

 แต่ระหว่างการขับขี่ ด้วยความเร็วแค่ระดับ 90 กม./ชม. ดันเจอเสียงลมเข้ามาจากร่องกระจกข้างซะงั้น และจะเริ่มดังมากขึ้นเมื่อยิ่งขับเร็วขึ้น โอย ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ เกิดมาเป็นรถไฟฟ้า เสียงเครื่องยนต์ไม่ดังแต่ดันมีเสียงลมเข้ามาเป่าหูแทนอีก รำคาญมาก แต่พอตอนจบทริปเดินไปถามน้อง ๆ ที่ร่วมทริปเดียวกันว่าได้ยินไหม น้องบอกว่าไม่เห็นได้ยินเลย ออกจะเงียบด้วยซ้ำ เอาเป้นว่าอาจจะเป็นไปได้ว่ารถที่ผมทดสอบอาจจะมีปัญหาแค่คันเดียวก็ได้มั้ง และอีกอย่างที่อยากให้ทำได้ ก็คือการปรับน้ำหนักพวงมาลัยตามความเร็วของรถ เพราะตอนนี้มัยต้องตั้งเอง แต่ถ้าเพิ่มโหมดอัตโนมัติมาให้อีกสักโหมด ปรับน้ำหนักให้มากขึ้นตอนใช้ความเร็วสูง ก็น่าจะช่วยให้การซิ่งนั้นสนุกมากขึ้นแน่นอน

ORA Good Cat 400 Pro

ข้ามมาเรื่องอัตราเร่ง 0-100 กันดีกว่า รอบนี้ผมทดสอบโดยมีผู้โดยสารด้วย 1 ท่าน น้ำหนักพอ ๆ กับผมเลย แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 200 กิโลกรัมแน่ ๆ จับเวลาด้วยแอพ iBolid 0-100 เช่นเคย ทดสอบทั้งสิ้น 3 รอบ ได้เวลาออกมาดังนี้

ครั้งที่ 1 - 9.57 วินาที

ครั้งที่ 2 - 9.58 วินาที

ครั้งที่ 3 - 9.84 วินาที

เฉลี่ย 9.66 วินาที

ตัวเลขขนาดนี้ถือว่าแย่ไหม ก็ไม่แย่นะ แต่ตอนแรกคาดหวังได้สักประมาณ 8 วินาที อย่างว่าแหล่ะ อัตราเร่งขนาดนี้ ก็ไม่แพ้ใครในตลาดง่าย ๆ แน่นอน

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat 400 Pro

สรุปรวมขับสั้น ๆ 1 วัน กับ ORA Good Cat 400 Pro ได้ความชอบและความไม่ชอบออกมาได้ประมาณนี้ครับ

ชอบ

  • ช่วงล่างดีเลย ในเรื่องของการนิ่ง การเกาะถนน ถึงแม้จะแข็งไปหน่อยก็ตาม
  • ห้องโดยสารกว้างเลย ยิ่งด้านหลังยิ่งนั่งสบาย
  • ระบบความปลอดภัยเยอะ ที่ชอบสุดคือระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน พร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ

ไม่ชอบ

  • เสียงลมที่เข้าร่องกระจกมาตั้งแต่ 90 กม./ชม.
  • ระบบการควบคุมแอร์ที่ต้องกดหลายทีกว่าจะปรับได้
  • การขาดหายไปของระบบช่วยเตือนมุมบอด BSD ในรุ่นกลาง

ORA Good Cat 400 Pro

ORA Good Cat ยังไม่มีการเปิดราคาอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่การได้สนทนากับเพื่อน ๆ สื่อมวลชนด้วยกัน ได้ราคาออกมาที่ประมาณ 8xx,xxx - 1,xxx,xxx บาท (เดานะ) ถ้าราคานี้ผมว่าจะเกิดได้ เพราะการจ่ายเงินในระดับนี้ ได้รถที่ใช้ขับได้ระยะทาง 300 กิโลเมตรขึ้นไป (หมายถึงระยะการใช้งานจริงนะ) แทบจะชาร์จวันเว้นวันได้เลย ได้รถที่มีอุปกรณ์ ระบบความปลอดภัยที่ทันสมัยมากมาย ใครที่กำลังหารถคันที่ 2 ที่เอาไว้ใช้ในเมือง รถไฟฟ้าคันนี้ก็ตอบโจทย์การใช้งานได้เยอะเหมือนกัน

ทดสอบและเรียบเรียงโดย EARTHPARK02

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ