Test drive: ทดลองขับม้าป่าคะนอง Ford Mustang ทั้งหล่อและแรง

หลังจากปล่อยให้ค่ายเกรย์มาร์เก็ตจัดการนำเข้ารถยนต์สปอร์ต Muscle Car จากฟากฝั่งอเมริกาอย่าง Ford Mustang มาขายกันอย่างหนำใจมาหลายปีแล้ว ในที่สุด ฟอร์ด ประเทศไทยก็จัดการนำเข้ามาด้วยตัวเอง ในราคาที่ไม่ต่างกับที่ขายกันอยู่แล้วเลย แถมยังพ่วงโปรโมชั่นการดูแลรักษาเข้าไปอีก ทำเอางานนี้ค่ายที่เอาเข้ามาก่อนหน้านี้ ออกอาการกระอักเลือดกันไปตาม ๆ กัน

Ford Mustang

และแน่นอนว่า เมื่อนำเข้ามากันขนาดนี้ ก็ต้องมีการจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการกันสักหน่อย ดังนั้นทาง ฟอร์ด ประเทศไทยจึงได้มีหมายเชิญบรรดาสำนักข่าวยานยนต์ทั้งหลาย รวมทั้งของ AUTODEFT ด้วยเช่นกัน ผมเองจึงได้รับหน้าที่ในการออกไปทดสอบเจ้าม้าป่าตัวนี้สักหน่อย เพราะยอมรับอย่างภาคภูมิเลยว่า ในชีวิตนี้ยังไม่เคยควบรถยนต์สไตล์ Muscle Car มาก่อนเลย

Ford Mustang

การจัดงานเปิดตัวและทดสอบ Ford Mustang ในครั้งนี้ มีการจัดขึ้นที่สนาม พีระ เซอร์กิต จ.ชลบุรี แน่นอนว่าต้องเริ่มต้นด้วยการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งการนำเข้าม้าป่าในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ ฟอร์ดเลือกที่จะเอาเข้ามาทั้งหมดเพียง 2 รุ่นเท่านั้น คือ รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack และ รุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ซึ่งทั้ง 2 คันจะเป็นรุ่นที่มาพร้อมชุดแต่งแบบ Performance Pack ทั้งคู่ แตกต่างกันที่เฉพาะเครื่องยนต์เท่านั้น โดยเครื่องยนต์ในรุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 5.0 ลิตร V8 Ti-VCT ที่มีการติดตั้งหัวฉีดตรงแรงดันสูง High-Pressure Direct Injection คู่กับหัวฉีดที่ท่อไอดีแรงดันต่ำ Low-Pressure Port Fuel Injection ให้พลังแรงจัด 460 แรงม้าที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิด 556 นิวตันเมตรที่ 4,600 รอบ/นาที สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ใน 4.3 วินาที ส่วนรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน EcoBoost 2.3 ลิตร 4 สูบเรียง GTDI สามารถผลิตกำลังได้มากถึง 300 แรงม้าที่ 5,400 รอบ/นาที และแรงบิดมากถึง 440 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบ/นาที โดยทั้ง 2 รุ่นนั้น ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง มี Paddle Shift ที่พวงมาลัย เพิ่มความสนุกในการขับขี่ให้มากกว่าเดิม พร้อมโหมดขับขี่ที่มีให้เลือกอีก 6 โหมด ทั้ง Normal, Sport+, Track, Snow/Wet, Drag Strip และ My Mode ที่ทำให้คุณตั้งค่าสมรรถนะการขับขี่ได้ตามความต้องการ

Ford Mustang

เกียร์ที่ใส่มานั้น เป็นแบบ Torque Converter 10 สปีด ซึ่งจะมีรอยต่อระหว่างเกียร์ที่ไม่ห่างกันมาก จึงทำให้การเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งนั้นทำได้นุ่มนวลกว่า แต่ด้วยความที่มันอยู่ในรถที่มีกำลังแรงระดับมากกว่า 300 แรงม้า เราก็คงอยากได้แรงกระชากแบบมัน ๆ อยู่บ้าง ไม่ต้องห่วงเลยครับ เพราะเกียร์ชุดนี้ สามารถกระโดดข้ามเกียร์ได้ โดยดูจากความเร็วของรอบเครื่องให้เหมาะสม อย่างเช่น เกียร์สามารถกระโดจาก 2 ไป 5 ได้เลย โดยที่ไม่ต้องวิ่งผ่าน 3 กับ 4 เสียก่อน จึงทำให้เรายังคงมี Feeling แบบกระชากให้เราย่ำกันแบบมัน ๆ ได้ และยังสนุกได้ด้วยการควบคุมเกียร์ผ่าน Paddle Shift ที่อยู่บนพวงมาลัย โดยความดีงามของก้าน Paddle Shift ก็คือ มันไม่ใช่พลาสติก แต่มันเป็นวัสดุคล้ายอัลลอย ให้ความแข็งแรงมันมือเมื่อเราขยับมัน

Ford Mustang

Ford Mustang

การออกแบบนั้น เราก็คงคุ้นตากันอยู่แล้ว กับรถสไตล์สปอร์ต Fastback 2 ประตู แต่จริง ๆ แล้วรถนั้นสามารถนั่งได้ 4 ที่นั่ง หน้ายาว ท้ายสั้น ฝากระโปรงหน้าโค้งคล้ายหลังเต่า ช่องกระจังหน้าขนาดใหญ่ พร้อมตราม้าป่าวิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นแล้วต้องมอง ไฟหน้านั้นเป็นแบบ LED มี Daytime Running Light และไฟตัดหมอกที่เป็นแบบ LED เช่นกัน โดยที่ไฟ DRL จะเป็นลาย 3 ขีด เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Mustang เช่นเดียวกับไฟเบรกด้านท้าย ด้านหลังนั้น มีสปอยเลอร์ติดเอาไว้เพื่อเพิ่มความสวยงาม ท่อไอเสียมีมาทั้งหมด 4 ท่อ อันนี้แหละคือเคล็ดลับเด็ดที่จะทำให้รถมีความดังหรือไม่ดังได้ เอาไว้จะเล่าในช่วงต่อไป แต่มันจะมีเฉพาะตัว V8 เท่านั้นครับ ตัว EcoBoost มีแค่ 2 ท่อ

Ford Mustang

ล้อที่ใส่มานั้น ในตัว EcoBoost ด้านหน้าและด้านหลังเท่ากัน เป็นขนาด 19x9 นิ้ว มาพร้อมยาง Pirelli P Zero ขนาด 225/40 ZR19 แต่ในตัว V8 นั้น ข้างหน้าใช้เท่ากับของ EcoBoost แต่ข้างหลังจะใส่ให้ใหญ่กว่า เป็นขนาด 19x9.5 นิ้ว ส่วนยางนั้น จะใช้เป็น Michelin Pilot Sport 4 S ขนาด 275/40 ZR19 ส่วนระบบห้ามล้อหรือเบรกนั้น ชุดด้านหลังจะใช้ชุดเดียวกันนั่นคือ จานเบรกขนาด 330x25 มม. และตัวคาลิปเปอร์ขนาด 45 มม. 1 ลูกสูบ แต่ด้านหน้านั้นจะแตกต่างกัน ตัว EcoBoost ให้มาเป็นจานเบรกขนาด 352x32 มม. คาลิปเปอร์ขนาด 46 มม. 4 ลูกสูบ แต่ตัว v8 นั้น ให้มาเป็นของ Brembo ขนาด 36 มม. 6 ลูกสูบ และจานเบรกขนาด 380x34 มม. ที่ให้มาดีกว่าก็เพราะว่า ต้องรองรับกำลังเครื่องที่มากกว่าเท่านั้นเอง

Ford Mustang

ช่วงล่างนั้น ใช้ชุดเดียวกันทั้ง 2 รุ่น โดยข้างหน้านั้น ใช้เป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมลูกหมากคู่ โดยข้อต่อลูกหมากคู่นั้น มีการติดตั้งให้ต่ำลงกว่าโดยทั่วไป เพื่อรองรับการเบรกอย่างรุนแรง ลดการเอียงขององศาล้อให้เหลือน้อยที่สุด แล้วยังเสริมด้วยเหล็กกันโคลงด้านหน้า ป้องกันการบิดตัวของโครงสร้าง ลดการเสียการทรงตัวเมื่อยามเข้าโค้ง ส่วนด้านหลังใช้แบบอิสระ อินทิกรัลลิงค์พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ปีกนกตัวล่างนั้นผลิตจากวัสดุอลูมิเนียมแบบ H-Arm มีการยึดด้วยลิงค์แนวตั้ง, ลิงค์มุมแคมเบอร์ด้านบน และลิงค์มุมโทด้านล่าง, สปริง, โช๊ค และบู๊ชรับแรงต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความนุ่มสบายแต่ยังมีการเกาะถนนได้อย่างดีในช่วงความเร็วสูง ส่วนชุดดุมล้อนั้น ทำจากอลูมิเนียม เพื่อช่วยลดน้ำหนักของตัวรถ ส่วนเฟืองท้ายนั้น มีระบบ Limited Slip ที่ทำงานแบบอัตโนมัติ ตรวจจับการหมุนทั้ง 4 ล้ออยู่ตลอดเวลา โดยจะมีการส่งกำลังไปยังล้อที่มีการยึดเกาะกับถนนสูงสุด เช่น เมื่อเราเข้าโค้ง ซ้าย ล้อที่อยู่ด้านขวาจะมีแรงกดมากกว่าล้อที่อยู่ข้างซ้าย ระบบนี้จะทำการส่งกำลังไปที่ล้อด้านขวามากกว่าด้านซ้าย และคอยประคองการหมุนของล้อมให้เหมาะสมกับการหมุนของพวงมาลัย ซึ่งจะทำให้ตัวรถสามารถขับผ่านโค้งไปได้อย่างง่ายดาย

Ford Mustang

สำหรับตัวห้องโดยสารนั้น Ford Mustang ทำมาเพื่อให้คนขับขี่รู้สึกสบาย เลยอัดเอาอุปกรณ์หลากหลายมายัดใส่อย่างเต็มที่ ทั้งเบาะหนังแบบคล้าย Bucket Seat ในคู่หน้าแบบปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พวงมาลัยเป็นทรงกลม หุ้มด้วยหนัง มีตราม้าป่าอยู่ตรงกลางจุดที่เป็นแตร มีปุ่ม Multi-Function ควบคุมอุปกรณ์ภายในตัวรถ ส่วนแอร์เป็นแบบอัตโนมัติ แยกอุณหภูมิอิสระซ้าย-ขวา มีหน้าปัดดิจิตอล 100% ขนาดใหญ่ 12.4 นิ้ว สามารถปรับเปลี่ยนการวาง หรือการแสดงสถานะของตัวรถได้อย่างใจเราต้องการเลย อย่างเช่น ถ้าอยากให้แสดงเฉพาะความเร็ว, อุณหภูมิน้ำ, อุณหภูมิน้ำมันเครื่อง ก็สามารถปรับเปลี่ยนเองได้เลย แถมยังปรับสีได้อีกด้วย (ได้ลองแล้วคงสนุก) ส่วนหน้าจอ Infotainment นั้นเป็นขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อแบบ Sync3 ทระบบที่ทางฟอร์ดภูมิใจนำเสนอ มีรองรับให้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto แผละระบบนำทาง Navigator ส่วนกุญแจนั้น ใช้แบบ Keyless Entry และปุ่ม Push Start

Ford Mustang

ส่วนเรื่องระบบความปลอดภัยนั้น เพียบ โดยเฉพาะเรื่องถุงลมนิรภัย มีมาให้มากถึง 8 จุด คือด้านหน้า 2 ใบ, ถุงลมนิรภัยด้านข้างอีก 2 ใบ, ม่านด้านข้างอีก 2 ใบ, ที่หัวเข่าคนขับอีก 1 ใบ และอีกใบที่เหลือ จะอยู่ตรงหัวเข่าคนนั่ง แต่ มันจะไม่ระเบิดมารองเหมือนกับฝั่งคนขับ แต่มันจะติดอยู่กับฝาช่องเก็บของ ที่มันจะเด้งออกมานิดเดียวออกมาพร้อมกับตัวฝา แต่มันจะไม่มากระแทกที่หัวเข่าคนนั่ง เหตุผลเนื่องจากว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วจุดนี้ไม่มีถุงลมนิรภัย ขาของคนนั่งอาจจะไปกระแทกฝาช่องเก็บของที่แข้ง ๆ ได้ จนอาจจะทำให้บาดเจ็บรุนแรง แต่ถุงลมนิรภัยจุดที่ 8 จะพุ่งออกมาคล้ายเป็น Bumper เมื่อขาคนนั่งไปกระแทก ตัวฝาก็จะยุบลงไปได้ ทำให้ลดอาการบาดเจ็บได้อย่างดี ส่วนระบบความปลอดภัยอื่น ๆ ก็จะมีทั้ง ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรง และในบางกรณียังสามารถลดอัตราการชนยานพาหนะหรือคนเดินถนนจากด้านหน้ารถได้, ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) และระบบแจ้งเตือนระยะห่าง (Distance Alert) เป็นครั้งแรก ช่วยรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากรถคันหน้า, ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องทาง และช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อนำรถกลับเข้าสู่ช่องทาง (Lane Keeping System), ระบบควบคุมการทรงตัว ESP, TC และ HLA

Ford Mustang

สำหรับออพชั่นความมันในรถนั้น เรามาเริ่มดูกันกับระบบที่เรียกว่า Track Apps กันซะหน่อย ชื่อมันก็บอกแล้วว่ามันคือตัวช่วยในการใช้ในสนามแข่ง มีให้เลือกใช้งาน 4 โหมดคือ

1. Acceleration Timer เป็นโหมดที่จะช่วยเราจับเวลาพวก 0-60, 0-100, 80-120 อะไรพวกนี้ ตามที่เราอยากจะจับเวลา และเรายังสามารถเลือกให้หน้าจอแสดงการปล่อยตัวเหมือนกับในสนามจริง ที่มีสัญลักษณ์ไฟแดงเขียวตอนออกตัวได้อีกด้วย

2. Brake Performance สามารถจับเวลาในการเบรกได้ ตามที่เรากำหนด เช่น 100-0, 60-0 อะไรประมาณนี้

3. Lap Timer สามารถจับเวลาในแต่ละรอบการขับในสนามได้ สามารถบันทึกได้มากที่สุด 3 สนาม รวมได้ 100 รอบ

4. Line Lock อันนี้เป็นอันที่มันสุด เพราะเป็นระบบที่ช่วยให้เราเบิร์นยางได้ เมื่อเราเปิดฟังก์ชั่นนี้มาใช้ ระบบจะทำการล็อคล้อหน้าให้นิ่งอยู่กับที่ แล้วใส่กำลังไปที่ล้อหลังให้หมุนฟรีได้ ช่วยเพิ่มอุณหภูมิยางก่อนที่จะเข้าทำการแข่งจริง

Ford Mustang

ส่วนระบบการขับขี่นั้น Ford Mustang มีมาให้ทั้งหมด 5 โหมดคือ

1. Normal สำหรับการขับขี่ทั่วไป ระบบความปลอดภัยจะเปิดทั้งหมด เครื่องยนต์จะเน้นประหยัด และพวงมาลัยจะปรับให้เบามากกว่าปกติ

2. Sport+ ทำหรับเพิ่มความมันในการขับขี่ โดยจะมีการปรับเครื่องยนต์ให้ตอบสนองได้เร็วขึ้น, เกียร์ทำงานได้ไวขึ้น และพวงมาลัยจะถูกปรับให้มีความหนืดมากกว่าเดิม

3. Snow/Wet เป็นโหมดสำหรับการใช้งานบนทางที่ลื่น เครื่องยนต์จะลดการทำงานในช่วงอออกตัวให้น้อยลง, เกียร์จะข้ามไปออกตัวที่เกียร์ 2 ลดการหมุนฟรีของล้อ

4. Track สำหรับการขับในสนามโดยเฉพาะ เครื่องยนต์จะส่งกำลังเต็มที่ เกียร์จะมีการลากรอบมากกว่าเดิม และที่สำคัญคือ ระบบความปลอดภัยทั้งหมดจะตัดการทำงาน (ยกเว้นถุงลมนิรภัยนะจ๊ะ) เรียกได้ว่า ปล่อยให้คนขับสามารถควบคุมรถได้อย่างเต็มที่

5. Drag Strip เป็นโหมดสำหรับการขับ Drag หรือที่เราเรียกกันบ่อย ๆ ว่า Quarter Mile นั่นเอง ระบบจะจัดการปล่อยพลังของเครื่องยนต์ออกมาอย่างเต็มที่ และเร่งการทำงานของเกียร์ให้เร็วมากขึ้น

เท่านั้นยังไม่พอครับ พวงมาลัยนั้น เรายังสามารถปรับความหนักเบาได้ด้วยตัวเองอีกด้วย เพื่อให้เข้ากับการขับขี่ส่วนตัวของเราเอง สามารถเลือกได้ 3 ระดับคือ Comfort, Normal และ Sport เราอยากเอาเข้าไปใส่ตรงโหมดไหนก็ได้ มันตรงนี้

Ford Mustang

ยังครับ ยังไม่พอ Ford Mustang ยังให้เราสามารถเลือกเสียงของท่อได้อีกด้วย สามารถเลือกแบบเงียบ, แบบปกติ, แบบสปอร์ต และแบบลงสนาม แถมยังสามารถเลือกเวลาในการตั้งเสียงเงียบตอนสตาร์ทได้อีกด้วย เช่น ถ้าตั้งไว้ให้เงียบตอนสตาร์ทก่อน 6 โมง แลวเราสตาร์ทรถตอนตี 5 เราจะสตาร์ทเสียงเงียบ ไม่รบกวนข้างบ้านเลย แต่ มันทำได้เฉพาะรุ่น V8 ที่มี 4 ท่อไอเสียเท่านั้นครับ เคล็ดลับมันอยู่ตรงท่อที่ 3 และที่ 4 มันจะมีฝาปิดอยู่ ซึ่งถ้ามันปิด ไอเสียจะถูกส่งไปผ่านตัวกรองเสียง เพื่อให้เสียงเงียบลง แต่ถ้าฝาตัวนี้เปิดขึ้นเมื่อไหร่ เสียงคำรามจากเครื่องยนต์ จะถูกปล่อยออกมาโดยตรง ไม่ผ่านหม้อกรองเสียง ดังกระหึ่มกันแบบสะท้านทรวงเลย

Ford Mustang

รู้จักตัวรถกันมามากพอแล้ว เรามาลองขับกันเลยดีกว่าครับ โดยการทดสอบรอบนี้ ที่จัดขึ้นในสนามพีระ เซอร์กิต จ.ชลบุรี โดยเส้นด้านหน้าพิตที่เป็นทางตรงของสนามช่วงเข้าเส้นชัย ใช้เป็นฐานแรกในการทดสอบโหมด Drag Strip จำลองการแข่ง Quarter Mile ส่วนฐานต่อไป ก็จะเปลี่ยนเป็นโหมด Track วิ่งไปในสนามพีระตามเส้นทางปกติ แต่ช่วงลงเขา จะมีกรวยวางให้เราเข้าไป Slalom เล็กน้อย แล้วก็ซัดต่อไปตามโค้งของสนาม โดยเฉพาะเข้าที่โค้ง S 1 และ 2 หลังผ่านซุ้ม IRC แล้วค่อยเข้าพิต เป็นอันจบ 1 รอบ โดยรอบแรกจะเป็นการนั่งไปกับ Instructor ก่อน เพื่อให้เราได้ศึกษาเส้นทางการวิ่งเล็กน้อย เริ่มสถานีแรกด้วยการ Drag พอธงเขียวสะบัด คุณพี่ Instructor ก็กดเต็มเท้า หูย รถนี่เหมือนมันจะยกหน้าได้ หลังนี่ถูกกดให้ติดกับเบาะเลย เสียงท่อดังกระหึ่มแบบก้องทั่วห้องโดยสาร โค-ตะ-ระ มัน ขนาดเป็นแค่คนนั่งยังรู้สึกมันเลย พอหมดฐานแรก ก็มาต่อในการใช้งานโหมด Track ซึ่ง Instructor ก็ย้ำอีกรอบว่า เมื่อเปิดโหมดนี้ ระบบควบคุมความแลอดภัยต่าง ๆ จะถูกปิดหมด และทุกอย่างจะถูกดูแลด้วยมือและเท้าของคนขับเอง อ่ะ พอพร้อมแล้วก็เริ่มการทดสอบ กดคันเร่งออกตัวแบบกระชากอีกครั้ง แต่มันก็ไม่กระชากหนักเหมือนกับโหมด Drag Strip พอถึงช่วงโค้ง ก็สาดเข้าไปด้วยความเร็วพอประมาณ รถยังอยู่ในเส้นทางได้อย่างดี และหลังจากผ่านโค้ง U-Turn แล้ว เราก็จะเจอฐาน Slalom ช่วงนี้ก็ถูกพาเข้าไปด้วยความเร็วประมาณ 60 กม./ชม. ก็เข้าปได้ปกติ ไม่มีอาการปัดเป๋แต่อย่างไร แล้วค่อยพุ่งผ่านโค้งต่าง ๆ ไปอย่างสวยงาม ก่อนที่จะจบรอบการสำรวจเส้นทางไป

Ford Mustang

คราวนี้ ก็ถึงคิวเพื่อลงทำการทดสอบเองแล้ว เริ่มต้นด้วยการซัด Ford Mustang รุ่น รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ก่อนเลย ก่อนออกตัวก็จัดการเบิ้ลเครื่องเพื่อเรียกขวัยกำลังใจเล็กน้อย บอกเลยครับว่ามันไพเราะเสนาะหูอย่างมาก เสียงมันกระหึ่มมาจากเครื่องยนต์ใหญ่ 5.0 ลิตร ที่ไม่มีโบ หรือที่เราเรียกกันว่าเครื่อง N/A ก่อนที่จะค่อย ๆ ปล่อยไหลไปเบา ๆ ไปที่สถานีแรก นั่นก็คือการ Drag นั่นเองพอจอดได้ ก็ป้ายมือไปขยับปุ่มโหมดให้กลายเป็น Drag Strip พอธงเขียวสะบัดปั๊บ กดคันเร่งปุ๊บ พรวดเลยครับ รถมันพุ่งทะยานประดุจวาร์ปได้ ออกไปสู่จุดหมายได้อย่างรวดเร็ว ระยะทางไม่ยาวมากครับ ไม่น่าจะเกิน 300 เมตร ก็ต้องกดเบรกเพื่อชะลอความเร็วแล้ว ความเร็วสุดท้ายที่เหลือบไปมองเห็นก็จะอยู่ประมาณ 140 กม./ชม. มันขึ้นเร็วมากครับ ความแรงระดับ 460 แรงม้า มันขับมันอย่างนี้นี่เอง

Ford Mustang

เข้ามาเริ่มต้นสถานีต่อมา นั่นคือการขับรอบสนาม แต่ก่อนจะออกตัว ก็ต้องย้ายมือไปกดปุ่มเปลี่ยนโหมดกันอีกรอบ ให้กลายเป็น Track แต่ก่อนออกตัวก็โดนย้ำมาอีกรอบว่า "รถจะปลดระบบความปลอดภัยหมดนะครับ ยังไงก็ต้องระวังหน่อยครับ" โอเคครับ รับทราบ ก็กดคันเร่งออกตัวทันที ตอนออกตัวมันจะมีความพุ่งไม่เท่ากับ Drag แต่มันไหลขึ้นเร็วไม่แพ้กัน แต่ต้องถอนคันเร่งก่อนเพราะถึงโค้งขึ้นเนิน การเข้าโค้งนั้นต้องยอมรับว่า มันอาจจะไม่เนียนเท่ารถที่มีระบบความปลอดภัยเปิดอยู่ แต่เราสามารถควบคุมกำลังเครื่องได้ด้วยตัวเอง เราอยากจะกดคันเร่งในช่วงไหนที่อยู่ในโค้งก็ได้ (แต่ก็ต้องให้ปลอดภัย คันตั้งหลายล้าน เกิดขับตกข้างทางล่ะก็...) พอถึงครึ่งโค้งก็กดคันเร่งเพื่อให้รถพุ่งขึ้นเนินไป หูย มันมาก เนินไม่ได้มีผลกับแรงบิดระดับ 556 นิวตันเมตร รถยังพุ่งขึ้นเนินได้อย่างสบาย รถแรงนี่มันดีอย่างนี้นี่เอง จากนั้นก็เข้าโค้ง U-Turn ด้วยความเร็วประมาณนึง รถอาจจะมีอาการท้ายไหลไปบ้าง เพราะเข้าไปด้วยความเร็วนิดนึง แต่ก็ยังสามารถอยู่ในไลน์ที่ต้องการได้ จากนั้นก็พุ่งรถเข้าสู่สถานี Slalom ด้วยความเร็วประมาณ 70 กม./ชม. หักซ้าย-ขวา ไปตามช่องทาง ท้ายมีเสียงล้อเอี๊ยด ๆ อยู่ครับ แต่ไม่ถึงกับแถออก ยังคงอยู่ในไลน์ที่เหมาะได้อยู่ ผ่านพ้นสถานีด้วยการยังมีชีวิตอยู่ของกรวย จากนั้นก็กดต่อเข้าตามโค้งต่าง ๆ อาจจะมียากตอนโค้ง S2 เพราะเป็นทางลงเนินแล้วเข้าโค้ง S เลย แต่ก็ไม่ยากเย็นอะไร ถือว่าช่วงล่างของ Ford Mustang ใช้งานได้ดีในสนามแห่งนี้ครับ

Ford Mustang

ต่อมา สลับกลับไปขับ Ford Mustang 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ดูบ้าง เอาคร่าว ๆ ของสิ่งที่ต่างที่เห็นได้คือ

- เสียง มันไม่กังวานเท่ากับเครื่อง V8 เลย มันเลยทำให้ไม่ค่อยสะใจโก๋เท่าไหร่

- การออกตัวในช่วง Drag มีหน่วงเล็กน้อย น่าจะมากจากการรอการทำงานของตัว EcoBoost แต่พอติดแล้วก็พุ่งไปได้เหมือนกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า มันไม่แรงเท่าเครื่อง V8 (แน่ล่ะสิ แรงม้าต่างกัน 160 ตัว)

- การเข้าโค้ง ท้ายมีอาการไหลมากกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วง Slalom แต่ก็อาจจะมาจากที่เข้าไปเร็วกว่าเล็กน้อย เพราะรู้จัก Line แล้ว และก็อาจจะมาจากขนาดของยางหลังที่ไม่เท่ากันด้วย

Ford Mustang

จบการทดสอบแล้ว มาดูกันที่ราคาบ้าง ครั้งนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย นำเข้ามาเพียงแค่ 2 รุ่น โดยคิดว่าเป็นรุ่นที่สามารถครอบคลุมความต้องการของคนไทยได้ระดับหนึ่ง แต่การเปิดราคามาก็ทำเอาค่ายเกรย์มาร์เก็ตน้ำตาร่วงไปตาม ๆ กัน เพราะราคานั้นใกล้เคียงกับที่มีขายกันในปัจจุบันมาก ดังนี้ครับ

• ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท

• ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท

แค่นี้ยังไม่พอ ฟอร์ดยังเพิ่มการดูแลให้เป็นพิเศษอีก โดยลูกค้าที่ซื้อรถ Ford Mustang ทุกคัน จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ด้วยแพ็คเก็จ ฟอร์ด พรีเมี่ยม แคร์ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ 5 ครั้ง ยาวนานถึง 60 เดือน หรือ 75,000 กิโลเมตร อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี เจอแบบนี้เข้าไป ใครจะไปซื้อที่อื่นล่ะ

Ford Mustang

เอาจริง ๆ แล้ว การขับแค่ระยะทาง ไม่ถึง 3 กิโลเมตร แล้วจะให้บอกว่าการขับขี่เป็นอย่างไรให้ละเอียดกว่านี้ มันก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยความที่ Ford Mustang มันเป็นรถสปอร์ต Muscle Car ในดวงใจของหลาย ๆ คน (รวมถึงตัวผมด้วย) ทำให้การตัดสินใจใช้พรือซื้อมาครอบครอง มันซื้อด้วยอารมณ์ ไม่ได้ซื้อด้วยเหตุผลอยู่แล้ว แค่ขับไปช้า ๆ แล้วเบิ้ลให้เสียงเครื่องดังกระหึ่มแถว 4 แยกไปแดงให้คนหันมามอง เท่านี้มันก็สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับคนขับแล้ว แต่อยากจะแนะนำว่า ถ้าคุณอยากสัมผัสความเป็นอเมริกันสไตล์แท้ ๆ ว่าเขาขับรถเท่ห์มันเป็นอย่างไร ต้องเป็นเครื่องยนต์ V8 เท่านั้น เพราะทั้งกำลังและเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าใจ มันคือความดิบที่หาไม่ได้ในเครื่องยนต์แบบ EcoBoost แต่ถ้ามองว่า การเพิ่มราคาอีก 1.2 ล้าน มันก็โหดไป แค่อยากได้อารมณ์ว่าฉันขับมัสแตงอยู่ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน ของแบบนี้อย่าใช้เหตุผลเยอะ ของมันต้องซื้อด้วยอารมณ์จริง ๆ

Ford Mustang

ทดสอบและเรียบเรียงโดย Earthpark02

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ Autodeft.com