Dodge เหลือรถขายแค่ 2 รุ่น จะกู้แบรนด์ที่กำลังถดถอยได้อย่างไร

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 19 ม.ค. 69 20:21
  • 1,064 อ่าน

หลายปีแห่งการตัดสินใจพลาดและการลงทุนที่ไม่ต่อเนื่อง กำลังผลัก Dodge ให้ตกอยู่ในมุมอับที่อาจยากจะฟื้นตัว ยอดขายของแบรนด์ร่วงลงถึง 28% ในปีที่ผ่านมา และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อ Dodge ตัดสินใจยุติการทำตลาดรถรุ่นที่ขายดีเป็นอันดับสองของค่าย

Dodge

แม้ Dodge Hornet จะไม่ใช่รถที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง แต่ก็ยังมียอดขาย 9,365 คัน ซึ่งมากกว่า Charger Daytona ที่ทำได้เพียง 7,421 คัน หรือเฉลี่ยแค่ประมาณ 618 คันต่อเดือน ตัวเลขนี้ห่างไกลอย่างมากจาก Dodge Challenger ที่เคยขายได้ถึง 27,056 คันในปี 2024

ปัจจุบันไลน์อัปของ Charger ถูกขยายให้มีทั้งตัวถังลิฟต์แบ็ก 4 ประตู และเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบคู่ แต่ถึงอย่างนั้น Dodge ก็เหลือรถทำตลาดจริง ๆ เพียงแค่ 2 รุ่นเท่านั้น ตัวเลขนี้เท่ากับ Chrysler ซึ่งยังสามารถทำยอดขายได้มากกว่า Dodge ถึง 24,446 คัน ทั้งที่ Chrysler ขายเพียงรถตู้รุ่นเก่าและรุ่นที่เก่ากว่านั้นเข้าไปอีก

ภาพรวมจึงไม่สู้ดีนักสำหรับ Dodge และข่าวร้ายคือความช่วยเหลือจาก Stellantis ก็มีจำกัด เงินลงทุนกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ถูกเทไปที่ Jeep และ Ram เป็นหลัก แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ Dodge มากนัก

อย่างไรก็ตาม ยังพอมีแสงสว่างอยู่บ้าง เมื่อ Stellantis ยืนยันแผนการผลิต Dodge Durango เจเนอเรชันใหม่ ที่โรงงาน Jefferson Assembly ในดีทรอยต์ แต่ปัญหาคือยังต้องรอถึงปี 2029 นั่นหมายความว่า Durango รุ่นปัจจุบันอาจถูกขายต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี

Dodge

น่าสนใจว่าแม้จะเป็นรถรุ่นเก่า แต่ Durango กลับทำยอดขายได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 โดย Dodge ขายได้ถึง 81,168 คันในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 37%

คำถามสำคัญจึงกลายเป็น Dodge ควรทำอย่างไรเพื่อกู้แบรนด์กลับมา คำตอบอาจเปิดกว้าง แต่สิ่งที่ Dodge ขาดอย่างชัดเจนคือครอสโอเวอร์ระดับเริ่มต้นที่จริงจัง Hornet และ Nitro ในอดีตเป็นเพียงความพยายามครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่แทบไม่ต่างจากการเปลี่ยนโลโก้รถของค่ายอื่นมาแปะ

ครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ควรผลิตในอเมริกาเหนือ ไม่ใช่นำเข้าจากยุโรปเหมือน Hornet ซึ่งกลายเป็นความผิดพลาดตั้งแต่ต้น และสุดท้ายก็โดนกำแพงภาษีปิดตาย หาก Dodge นำ Jeep Compass โฉมใหม่มาปรับเป็นเวอร์ชันสปอร์ตสำหรับถนน และวางตำแหน่งต่ำกว่า Durango ที่ราคาเริ่มต้น 38,495 ดอลลาร์ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องมีเอกลักษณ์แบบ Dodge อย่างแท้จริง ไม่ใช่ Jeep ที่ถูกลดบทบาทลงเหมือน Nitro ในอดีต

ในฝั่งรถสปอร์ต Charger มีแนวโน้มจะเพิ่มรุ่น SRT เข้ามาในอนาคต แต่การมีรุ่นที่ต่ำกว่า R/T ก็อาจจำเป็น เพราะ Charger R/T เริ่มต้นที่ 49,995 ดอลลาร์ ซึ่งแพงกว่าราคา Challenger R/T ปี 2023 ถึง 10,610 ดอลลาร์ และสูงกว่ารุ่น Challenger SXT เดิมถึง 19,450 ดอลลาร์

ช่องว่างราคานี้ทำให้เจ้าของ Challenger จำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหันไปหาคู่แข่งโดยตรงอย่าง Ford ซึ่งสะท้อนชัดจากยอดขาย Mustang ที่เพิ่มขึ้น 3% ในปีที่ผ่านมา ทำได้ 45,333 คัน

หาก Dodge ไม่รีบอุดช่องว่างเหล่านี้ อนาคตของแบรนด์ในตลาดอเมริกาอาจยิ่งเลือนรางลงไปอีก

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ