น้ำมันสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี แตะ 4.18 ดอลลาร์/แกลลอน ดีเซลทะลุ 5 ดอลลาร์

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 29 เม.ย. 69 16:25
  • 1,002 อ่าน

ชาวอเมริกันกำลังเผชิญราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี และยังไม่มีสัญญาณว่าราคาจะลดลงง่าย ๆ ในระยะสั้น

รายงานล่าสุดระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.176 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ราคาดีเซลพุ่งขึ้นแรงไม่แพ้กัน แตะระดับ 5.461 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และกำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

หากย้อนกลับไปช่วงปลายเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ เพิ่งอยู่ที่เพียง 2.98 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ก่อนจะทะลุ 4 ดอลลาร์ในเวลาเพียงประมาณ 1 เดือน สะท้อนความผันผวนรุนแรงของตลาดพลังงานในช่วงที่ผ่านมา 

สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านที่ส่งผลต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ยังมีปัญหาจากโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในสหรัฐฯ ที่หยุดซ่อมบำรุงหรือเกิดเหตุขัดข้องแบบไม่คาดคิด ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดยิ่งตึงตัวมากขึ้น 

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่คนใช้รถ เพราะราคาดีเซลที่พุ่งขึ้นกำลังกดดันต้นทุนขนส่งสินค้า ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ข้อมูลจาก AAA ยังระบุว่า ณ วันที่ 29 เมษายน 2026 ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 4.229 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แม้บางช่วงจะเริ่มชะลอลงเล็กน้อย แต่ยังถือว่าสูงกว่าปกติอย่างมาก 

หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย หรือกำลังการผลิตน้ำมันยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันอาจยังทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีนี้

สรุปประเด็นสำคัญ

  • ราคาน้ำมันสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี

  • เบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 4.176 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

  • ดีเซลพุ่งถึง 5.461 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

  • ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 33% จากปีก่อน

  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลัก

  • ปัญหาโรงกลั่นน้ำมันซ้ำเติมภาวะขาดแคลน

  • เสี่ยงดันต้นทุนสินค้าและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ