ค่ายยุโรปถอยจาก LiDAR เพราะต้นทุนสูง แต่จีนใส่มาแล้วในรถราคาไม่ถึง 5 แสนบาท
- โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
- 12 พ.ค. 69 15:08
- 1,002 อ่าน
เทคโนโลยี LiDAR ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของระบบขับขี่อัตโนมัติ กำลังกลายเป็น “จุดต่าง” ระหว่างค่ายรถยุโรปกับจีน หลังมีรายงานว่า BMW และ Mercedes-Benz เริ่มลดบทบาทการใช้ LiDAR ในรถบางรุ่น เพราะมองว่าต้นทุนยังสูงเกินไป

ในขณะที่ฝั่งจีนกลับเดินอีกทาง โดยผู้ผลิตหลายรายเริ่มติดตั้ง LiDAR ลงในรถราคาประหยัดแล้ว แม้แต่รถซับคอมแพ็กต์ราคาประมาณ 10,000 ดอลลาร์ หรือราว 3-4 แสนบาท ก็เริ่มมีระบบนี้ให้เห็น
LiDAR คือระบบเซ็นเซอร์ที่ใช้เลเซอร์สแกนสภาพแวดล้อมรอบรถแบบ 3 มิติ ช่วยให้ระบบช่วยขับและขับอัตโนมัติ “มองเห็น” วัตถุได้แม่นยำกว่ากล้องทั่วไป โดยเฉพาะในสภาพแสงน้อยหรือระยะไกล
ก่อนหน้านี้ หลายค่ายยุโรปเคยผลักดัน LiDAR อย่างจริงจัง แต่ปัญหาคือราคาต้นทุนที่สูง รวมถึงความซับซ้อนในการพัฒนา ทำให้บางแบรนด์เริ่มหันไปพึ่งกล้องและ AI แทน เพื่อควบคุมต้นทุนรถในตลาดแมส
ตรงกันข้าม ผู้ผลิตจีนอย่าง Xpeng, Li Auto และแบรนด์ใหม่หลายราย กลับใช้กลยุทธ์ “ใส่มาให้ก่อน” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ล้ำเทคโนโลยี และเพิ่มความสามารถระบบช่วยขับให้เหนือคู่แข่ง

อีกเหตุผลสำคัญคือจีนมีซัพพลายเออร์ LiDAR ภายในประเทศจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนลดลงเร็วมากเมื่อเทียบกับยุโรปและอเมริกา
รายงานยังชี้ว่า รถจีนบางรุ่นเริ่มใช้ LiDAR มากกว่า 1 ตัวต่อคัน พร้อมระบบช่วยขับระดับสูง ทั้งที่ราคาขายยังต่ำกว่ารถยุโรปหลายเท่า
ภาพรวมสะท้อนว่า จีนกำลังใช้ “เทคโนโลยีเป็นอาวุธ” ในการแข่งขัน EV และรถอัจฉริยะ ขณะที่ค่ายดั้งเดิมเริ่มถูกกดดันทั้งเรื่องต้นทุนและความเร็วในการพัฒนา
สรุปประเด็นสำคัญ
-
BMW และ Mercedes ลดบทบาท LiDAR เพราะต้นทุนสูง
-
จีนเริ่มใส่ LiDAR ในรถราคาประหยัดแล้ว
-
LiDAR ช่วยสแกนสภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติ
-
รถจีนบางรุ่นมี LiDAR หลายตัวต่อคัน
-
ค่ายจีนใช้เทคโนโลยีสร้างความได้เปรียบการแข่งขัน
-
ซัพพลายเออร์ในจีนช่วยลดต้นทุนได้มาก
-
สะท้อนการแข่งขันรถอัจฉริยะที่รุนแรงขึ้น
ที่มา Carscoops
ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com




