ย้อนรอยตั้งแต่กำเนิดจนถึงปัจจุบัน กับรถสปอร์ตสุดงาม Chevrolet Camaro

หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง Transformers จากสุดยอดผู้กำกับหนัง Action ไมเคิล เบย์ ที่สร้างความโด่งดังและกวาดรายได้ไปอย่างมาก และทำให้ชื่อของ Bumblebee หุ่นยนต์ตัวเด่นของเรื่อง โด่งดังไปทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งรุ่นรถยนต์สปอร์ต Muscle Car อย่าง Chevrolet Camaro ก็สร้างความโด่งดังตามไปด้วยเช่นกัน พวกเราชาวไทยก่อนภาพยนตร์เรื่องนี้มาฉาย อาจจะมีคนคุ้นเคยกับรุ่นนี้ไม่มากนัก แต่วันนี้ถ้าบอกว่ารุ่น Transformers ก็จะนึกถึงหุ่นยนต์สีเหลืองแปลงร่างเป็นรถสปอร์ต Camaro ได้ทันที วันนี้เรามาย้อนรอยทำความรู้จักรถยนต์รุ่นนี้กันให้มากขึ้น ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบันกันดีกว่าครับ

Chevrolet Camaro

Chevrolet Camaro Generation 1 (1967–1969)
ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 1965 หลังการเปิดตัว Ford Mustang ไปไม่กี่ปี ทางค่ายรถยนต์อย่าง General Motors (GM) ที่ตอนนั้นเป็นคู่แข่งทางตรงกับฟอร์ด ได้เห็นยอดขายเจ้าม้าป่าคะนองที่สามารถทำได้อย่างถล่มทลาย จึงมีโครงการที่จะสร้างรถยนต์ใหม่เพื่อเป็นคู่แข่งบ้าง ภายใต้ชื่อว่า Panther ก่อนที่จะเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1966 ภายใต้โครงการ XP-836 เรียกชื่อรถคันนี้ว่า Chevrolet Camaro โดยคำว่า Camaro สื่อความหมายว่า เล็ก, แข็งแกร่ง และไล่กิน Mustang และเมื่อถึงวันที่ 12 สิงหาคม 1966 Chevrolet Camaro ก็ได้นำตัวจริงออกแสดงสู่สาธารณะชนเป็นครั้งแรกที่  Detroit ต่อด้วยที่ Los Angeles ในวันที่ 19 สิงหาคม ก่อนที่จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 สิงหาคม

Chevrolet Camaro

Chevrolet Camaro โฉมแรกนั้น เป็นการใช้โครงสร้าง  GM F-body platform มี 2 ประตูแบบ Coupe และ  Convertible มีให้เลือกทั้ง 2 ที่นั่งและ 4 ที่นั่ง ช่วงแรกมีเครื่องยนต์ในรุ่นมาตรฐานให้เลือกทั้งขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบเรียง 140 แรงม้า หรือ 5.4 ลิตร V8 210 แรงม้า ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ธรรมดา 3 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง แต่ก็ยังมีเครื่องยนต์ขนาดอื่นให้เลือกอีกเพียบ ทั้ง 4.1 ลิตร 6 สูบเรียง 155 แรงม้า, 4.9 ลิตร V8 290 แรงม้า, 5.4 ลิตร V8 275 แรงม้า, 5.0 ลิตร V8 200 แรงม้า, 5.7 ลิตร V8 255 แรงม้า, 5.7 ลิตร V8 295 แรงม้า, 6.5 ลิตร V8 325 แรงม้า, 6.5 ลิตร V8 350 แรงม้า, 6.5 ลิตร V8 375 แรงม้า, 7.0 ลิตร V8 425 แรงม้า และ 7.0 ลิตร V8 430 แรงม้า ส่วนเกียร์นั้น ยังมีให้เลือกเพิ่มเติมทั้งธรรมดา 4 สปีด, อัตโนมัติ 2 สปีด Powerglide และอัตโนมัติ 3 สปีด Turbo Hydra-Matic 350 ที่เริ่มมีช่วงปี 1969

Chevrolet Camaro

และนอกจากเวอร์ชั่นปกติแล้ว ยังมีการออก Chevrolet Camaro Super Sport, Rally Sport และ  Z/28 ออกมาด้วย โดยตลอดระยะเวลาทั้ง 3 ปีที่จำหน่ายรถยนต์ในโฉมนี้ สามารถทำไปได้มากถึงเกือบ 7 แสนคันเลยทีเดียว

Chevrolet Camaro

Chevrolet Camaro Generation 2 (1970-1981)
หลังจากผ่านไปกว่า 3 ปีหลังการเปิดตัว Chevrolet Camaro ก็ได้ทำการปรับปรุงเป็นโฉมใหม่ เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1970 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนหน้าตาไปพอสมควรจากตัวแรก ที่ทำให้ดูใหญ่ขึ้นและกว้างขึ้น ถ้าใครได้ดู Transformers ภาคแรก ก็คือรุ่นนี้แหล่ะที่ Bumblebee แปลงร่างมาครั้งแรก (แต่ความจริงแล้ว รถในภาพยนตร์เป็นการนำโฉมแรกมาแต่งเป็นโฉม 2 ต่างหาก) ยังคงมีการใช้โครงสร้าง  F-body platform เช่นเดิม และเครื่องยนต์ส่วนใหญ่ก็ยังคงยกมาจากโฉมที่แล้ว ยกเว้นเครื่อง 3.8 ลิตรเท่านั้นที่ไม่ได้เอามา โดยรุ่นมาตรฐาน จะเริ่มด้วยเครื่องยนต์ 4.1 ลิตร 6 สูบเรียง 155 แรงม้า ส่วนในตัว SS ซึ่งเป็นรุ่นตัวแรง จะใช้เป็นเครื่องยนต์ 6.5 ลิตร V8 350 แรงม้า และยังคงมีเกียร์ธรรมดา 3 และ 4 สปีด รวมทั้ง อัตโนมัติ 2 สปีด Powerglide และอัตโนมัติ 3 สปีด Turbo Hydra-Matic 350 ให้เลือกใช้เช่นเดิม ตลอดระยะเวลา 11 ปีของโฉมที่ 2 Chevrolet Camaro ได้ทำการเปลี่ยนปรับปรุงเล็กน้อยใหม่ทุกปี และมีเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น
1971 ปรับปรุงเครื่องยนต์ใหม่ให้รองรับน้ำมันที่มีออคเทนต่ำลงได้ และในรุ่น SS350 ได้รับเลือกจากนิตยสาร Road & Track ให้เป็น 1 ใน 10 รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก
1974 ตัวรถปรับให้ยาวขึ้น 7 นิ้ว มาจากกันชนดีไซน์ใหม่ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย
1975 เป็นรุ่นแรกของ Chevrolet Camaro ที่ติดตั้ง Catalytic converter
1997 ทำยอดขายแซง Ford Mustang ได้เป็นครั้งแรก รวม 218,853 คัน

Chevrolet Camaro

Chevrolet Camaro Generation 3 (1982–1992)
Chevrolet Camaro ในเจน 3 นี้ ถูกปรับหน้าตาไปจากเดิมพอสมควร ทั้งกระจกหน้า ที่ถูกปรับความเอียงมากขึ้นกว่าเดิมให้เป็น 62 องศา, กระจกหลังใหญ่มากกว่าเดิม, เบาะหลังสามารถพับลงได้เพื่อเพิ่มขนาดของท้ายรถ และพื้นที่ของท้ายรถก็มีมากกว่าเดิมอีกด้วย โดยโฉมนี้จะเริ่มแบบ Hatchback มาเป็นตัวเลือกเพิ่มเติม จากเดิมที่มีแต่ Coupe และ  Convertible (Convertible หยุดผลิตไปตั้งแต่ปี 1969) ส่วนเครื่องยนต์เองก็เป็นครั้งแรกเช่นกันที่มีแบบ 4 สูบและเครื่องยนต์หัวฉีดให้เลือกใช้ โดยเครื่องยนต์ในรุ่นมาตรฐาน จะมี 2.5 ลิตร 4 สูบ, 2.8 ลิตร V6 และ 5.0 ลิตร V8 มีเกียร์ให้เลือกใช้ทั้ง 4-speed manual, 3-speed automatic และเป็นครั้งแรกที่มีเกียร์ธรรมดา 5 สปีด รวมทั้งเกียร์อัตโนมัติ  Turbo-Hydramatic 700R4 4 สปีดอีกด้วย โดยน้ำหนักตัวรถนั้น ลดลงกว่าเดิมจากโฉมที่แล้วได้มากถึง 227 กิโลกรัมเลย

Chevrolet Camaro

จนมาถึงปี 1986  National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) ออกกฏบังคับว่ารถยนต์ทุกคันต้องมีไฟเบรกดวงที่ 3 ดังนั้นตั้งแต่รุ่นปีนี้เป็นต้นไป จึงมีไฟเบรกดวงที่ 3 มาเพิ่มทุกคัน และในปีเดียวกันนี้ เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 4 สูบ ก็ถูกยกเลิกไป ให้เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร V6 เป็นรุ่นมาตรฐานเริ่มต้นแทน

Chevrolet Camaro

ปี 1987 เป็นการกลับมาในรูปแบบ Convertible อีกครั้ง หลังจากหยุดผลิตไปตั้งแต่ปี 1969
ปี 1978 ได้เปิดตัว Chevrolet Camaro 1LE performance package ซึ่งปกติเป็นรถยนต์สำหรับสนามแข่งเท่านั้น แต่ครั้งนี้เป็นรุ่นที่ใช้ในถนนทั่วไปได้เป็นครั้งแรก

Chevrolet Camaro

Chevrolet Camaro Generation 4 (1993–2002)
เข้าสู่เจน 4 ของ Chevrolet Camaro ที่ยังคงใช้ F-body platform แต่เป็นเวอร์ชั่นใหม่ ที่มีคุณสมบัติดีกว่าเดิม โดยจะยังคงมีรูปลักษณ์คล้ายกับโฉมเดิมอยู่ มีการปรับเปลี่ยนไม่มาก โดยในโฉมนี้นั้น ได้มีการย้ายโรงงานผลิตจาก  Van Nuys, California ไปที่ Quebec, Canada ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน 1992 มีการเปลี่ยนแปลงวัสดุที่ใช้บนรถ ทั้งหลังคา, ประตูข้างและประตูหลัง (Hatchback) รวมทั้งสปอยเลอร์ จะทำมาจาก Sheet moulding compound (SMC) ที่ผลิตมาจากไฟเบอร์กลาสผสมโพลีเอสเตอร์ เพื่อลดน้ำหนักตัวรถให้น้อยลง, ช่วงล่างทั้งด้านหน้าและด้านหลังถูกปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้น ในชุดแรกที่ออกมานั้น เครื่องยนต์ในรุ่นมาตรฐาน เปลี่ยนมาใช้เป็น 3.4 ลิตร V6 160 แรงม้า ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด แต่ก็มีตัวเลือกแบบเกียร์อัตโนมัติ 4L60 4 สปีดให้เลือกใช้ด้วย และในโฉมนี้เองที่ทุกคัน จะมีสัญลักษณ์โบว์ไทน์สีแดงแปะไว้ที่กระจังหน้าทุกคัน แต่เมื่อมาถึงปี 1995 เครื่องยนต์ในรุ่นมาตรฐาน ถูกปรับให้กลายเป็น 3.8 ลิตร V6 แทน พร้อมกันนี้ ยังมีตัวเลือกเกียร์แบบธรรมดา T-56 6 สปีด แถมด้วยระบบ traction control และ ABS เข้ามาเพิ่มเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย

Chevrolet Camaro

มาถึงปี 1998 GM มีการนำเครื่องยนต์ที่ผลิตจากอลูมิเนียมทั้งหมด กลับมาใช้งานใน Chevrolet Camaro อีกครั้งหลังจากเคยเอามาใช้เมื่อปี 1969 เป็นเครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร V8 305 แรงม้า จนมาถึงปี 2002  Chevrolet Camaro ถูกผลิตเจนที่ 4 คันสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ซึ่งเป็นคันที่ 42,098 ในปีนั้น จากนั้นโรงงาน Boisbriand plant ที่ Quebec, Canada ก็ปิดตัวลงไป และก็หายไปจากตลาดร่วม 8 ปี

Chevrolet Camaro

Chevrolet Camaro Generation 5 (2010–2015)
หลังจากหายไปกว่า 4 ปี ในที่สุดทาง GM ก็ตัดสินใจนำรถสปอร์ต Chevrolet Camaro กลับมาอีกครั้ง ผ่านการออกแบบใหม่หมดให้ดูภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยและดุดันมากกว่าเดิม เผยโฉมตัวต้นแบบสไตล์ Coupe เมื่อปี 2006 ที่งาน  2006 North American International Auto Show ด้วยฝีมือการออกแบบของนักออกแบบชาวเกาหลีใต้ Sangyup Lee ใช้โครงสร้างใหม่  GM Zeta platform จาก Holden โดยตัวต้นแบบนี้ ใช้เครื่องยนต์ 6.0 ลิตร V8 400 แรงม้า ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด  ต่อมาถึงปี 2007 ก็ได้เผยโฉมรถต้นแบบสไตล์ Convertible ออกมาอีกที่งาน 2007 North American International Auto Show ภายใต้สีส้มคาดแถบดำ ทำเอาคนที่เห็นถึงกับชื่นชอบรถต้นแบบตัวนี้อย่างมากเลยทีเดียว และช่วงกลางปี ก็ได้มีการออกฉายของภาพยนตร์สุดมันแห่งปี Transformers ที่เผยให้เห็นโฉมใหม่ของ Chevrolet Camaro ผ่านการเป็นหุ่นยนต์ Bumblebee ในโฉมใหม่ ให้คนทั้งโลกเห็น ยิ่งทำให้กระแสความต้องการครอบครอง Camaro ก็มีมากขึ้นไปอีกมาก

Chevrolet Camaro
Chevrolet Camaro

และแล้วช่วงมีนาคมปี 2009 Chevrolet Camaro ก็กลับมาเขย่าวงการรถสปอร์ต Muscle Car อีกครั้ง โดยรถที่ออกวางจำหน่ายนั้น จะยังคงเป็นดีไซน์ที่ใกล้เคียงกับตัวรถต้นแบบอย่างมาก ผลิตขึ้นมาที่โรงงาน Oshawa Car Assembly plant ในเมือง Ontario, Canada ออกมาทั้งหมด 3 รุ่นคือ LS, LT ที่ใช้เครื่องยนต์ 3.6 ลิตร V6 312 แรงม้า  จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Manual shift ส่วนในรุ่น SS เป็นรุ่นขาโหดที่ใช้เครื่องยนต์ 6.2 ลิตร V8 426 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด แต่สำหรับเกียร์อัตโนมัตินั้น จะใช้เป็นเครื่องยนต์รหัส L99 6.2 ลิตร V8 400 แรงม้าแทน และในโฉมนี้เอง ที่ทำให้ได้รับรางวัลรถยนต์ที่มีการออกแบบยอดเยี่ยม  World Car Design of the Year ของ  World Car Design of the Year ในปี 2010

Chevrolet Camaro

22 กรกฎาคม 2009 ทาง GM ก็ได้เอาใจสาวกของ Transformers โดยเฉพาะ ด้วยการออกเวอร์ชั่นพิเศษ Transformers Special Edition ที่เป็นชุดแต่งให้เหมือนกับ Bumblebee เผยครั้งแรกที่งาน  Comic-Con ที่ซานดิเอโก้ สหรัฐฯ มีราคาค่าชุดแต่งนี้ที่ 995 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 32,000 บาท ซึ่งจะติดตั้งได้ในเฉพาะรุ่น LT และ SS และสามารถติดได้เฉพาะคันที่เป็นสีเหลือง  Rally Yellow เท่านั้น โดยชุดแต่งนี้จะประกอบไปด้วยตรา Autobot ด้านข้างรถทั้ง 2 ฝั่ง ใต้สัญลักษณ์ Camaro, ตรา Autobot ที่ล้อทั้ง 4, ตรา Autobot บนกลางคอนโซลหน้ารถ, โลโก้ Transformers บนแผ่นติดขอบชายประตูรถทั้งฝั่งคนขับและผู้โดยสาร โดยชุดแต่งนี้ จำหน่ายออกไปได้รวม 1,916 ชุดเมื่อจบปี 2010

Chevrolet Camaro

มาถึงปี 2011 Chevrolet Camaro สไตล์ Convertibles ก็ถูกผลิตมาลงตลาดใหม่อีกครั้ง โดยออพชั่นทุกอย่างเหมือนในรุ่น Coupe ปกติ ยกเว้นเพียงหลังคาเท่านั้นที่สามารถเปิดได้ และในปีนี้ก็เริ่มมีเวอร์ชั่นส่งออก ที่มีไฟท้ายไฟถอยหลัง และไฟเลี้ยวรวมอยู่ในโคมเดียวกัน, กระจกมองข้างที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมพร้อมไฟเลี้ยว และกันชนหลังไม่มีไฟถอยหลัง

Chevrolet Camaro

เมื่อถึงปี 2012 ในวันที่ 19 ธันวาคม GM ได้ประกาศย้ายโรงงานผลิต Chevrolet Camaro จากแคนาดากลับสู่แผ่นดินเกิดที่  Lansing Grand River Assembly ในรัฐมิชิแกน สหรัฐฯ โดยจะเริ่มผลิตคันแรกได้ภายในปี 2016

Chevrolet Camaro

Chevrolet Camaro Generation 6 (2016–ปัจจุบัน)
เมื่อ 16 พฤษภาคม 2015 เชฟโรเลตได้ทำการเปิดตัว Chevrolet Camaro Generation ที่ 6 ในเมืองดีทรอยต์ ถือเป็นรุ่นที่เฉลิมฉลองครบ 50 ปีพอดี และเป็นรุ่นเริ่มต้นการผลิตที่โรงงานใหม่ Lansing Grand River Assembly ในรัฐมิชิแกนแล้ว รูปลักษณ์ยังคงคล้ายแบบเจนก่อนหน้านี้ แต่น้ำหนักของตัวรถนั้นเบาลงกว่าเดิมถึง 91 กิโลกรัม และชิ้นส่วนมากกว่า 70% เป็นการออกแบบและผลิตขึ้นมา เพื่อใช้ในรุ่นนี้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้กับรุ่นอื่นที่อยู่ในเครือ GM ได้ ส่วนเครื่องยนต์นั้น มีการนำเครื่องยนต์ขนาดใหม่ 2.0 ลิตร 4 สูบเรียง 275 แรงม้า มาเป็นเครื่องยนต์ในรุ่นมาตรฐาน, เครื่องยนต์ 3.6 ลิตร V6 335 แรงม้าเป็นออพชั่น และเครื่องยนต์ 6.2 ลิตร V8 455 แรงม้า มาในรุ่น SS และในรุ่น  ZL1 จะใช้เป็น Supercharged ทำให้กำลังเครื่องกลายเป็น 650 แรงม้า ส่วนเกียร์นั้น มีทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และในปี 2017 รุ่น ZL1 มีตัวเลือกเพิ่มเติมเป็นเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดอีกด้วย

Chevrolet Camaro

สำหรับ Chevrolet Camaro โฉมนี้ ได้ออกอวดความหล่อในภาพยนตร์เรื่อง Transformers: Age of Extinction เป็นการแปลงร่างแบบที่ 2 ของ Bumblebee และใน Transformers: The Last Knight นั้น จะออกมาเป็นแบบ Convertible ด้วย  

Chevrolet Camaro
 

ในปี 2018 ได้มีการออกรุ่น Chevrolet Camaro ZL1 1LE ออกมา เพื่อเพิ่มความแรงในการขับขี่ให้มากขึ้นนไปอีก ทั้งชุดแต่งที่มีระบบ Aerodynamic ที่ดีกว่าเดิม, ช่วงล่างชุดใหม่ปรับได้ เหมาะกับในสนามแข่ง, ล้ออลูมีเนียมแบบใหม่ที่น้ำหนักเบาลง, ยาง Goodyear Eagle F1 Supercar 3R ที่ผลิตขึ้นมาสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ น้ำหนักโดยรวมของรถ ลดลงกว่ารุ่น ZL1 27 กิโลกรัม ส่วนเครื่องยนต์ใช้ตัวเดียวกับ ZL1 คือ 6.2 ลิตร V8 Supercharged ที่มีพละกำลัง 650 แรงม้า พร้อมเกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อมระบบ Active Rev Match

Chevrolet Camaro

สำหรับเมืองไทยแล้ว Chevrolet Camaro ยังคงมีเพียงผู้จำหน่ายแบบ Grey Market ที่นำเข้ามาอยู่เข้านั้น แต่ก็เชื่อว่ายังมีคนไทยอยู่กลุ่มหนึ่งที่ยังคงตามไปซื้อมาซิ่งบนถนนเมืองไทยอยู่ และถึงแม้ว่า ภาพยนตร์ที่ทำให้  Chevrolet Camaro เป็นที่รู้จักมากขึ้นอย่าง Transformers ใน 2 ภาคสุดท้ายจะล้มคว่ำไม่เป็นท่าก็ตาม แต่ก็เชื่อว่ารถสปอร์ต Muscle Car ค่ายโบว์ไทน์นั้น จะไม่มีทางล้มคว่ำตามไปอย่างแน่นอน

Chevrolet Camaro

ข้อมูลจาก Wikipedia

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ