Test Drive : รีวิว ทดลองขับ 2021 Ford Everest Titanium+ 4WD อเนกประสงค์หรูสง่า..ทิ้งทวนก่อนเจนใหม่จะมา

เกือบ 20 ปีแล้วที่ ฟอร์ด ได้แนะนำ Ford Everest พีพีวี สุดหรู ในชื่อ Ford Everest ออกจำหน่ายในไทยเป็นครั้งแรกของโลกโดยเป็นการนำพื้นฐานกระบะ Ford Ranger มาตัดครึ่งหลังต่อเติมกลายเป็นรถ 7 ที่นั่งที่กว้างขวางหลังคาโอ่โถง ความสะดวกสบายเต็มพิกัด และขุมพลังที่แรงไม่เหมือนใคร จนได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มครอบครัว กลุ่มคนรักการผจญภัยเป็นทุนเดิม โดยได้เดินทางมาถึง เจเนอเรชั่นที่ 2 แล้ว

Ford Everest
Ford Everest

สำหรับ Ford Everest เจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ เปิดตัวเมื่อปี 2015 ด้วยการแนะนำตัวแบบไม่เหลือคราบความเป็นรถครอบครัวทรงเหลี่ยมเสา A ตั้งๆ กลายมาเป็นสปอร์ต ดุดัน คล่องตัว ด้วยช่วงแรกจำหน่ายทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล Duratroq 3.2 ลิตร 200 แรงม้า 5 สูบและ 2.2 ลิตร 160 แรงม้ากับล้อโต 20 นิ้ว และอัพออพชั่นมาเรื่อยๆจน 3 ปี ที่แล้วมีการปรับครั้งใหญ่ด้วยการปลด 2 ขุมพลังที่กล่าวไปข้างต้นลดขนาดลดความจุแถมอัพพลังให้เป็นเทอร์โบคู่ 2 ลิตร 213 แรงม้า และเทอร์โบเดี่ยว 2 ลิตร 180 แรงม้า ตามกระบะแกร่ง Ford Ranger นั่นเอง และหลังจากที่ทีมงาน Autodeft ได้เคยนำเสนอตัวรถคุณสมบัติของเจ้ารถพีพีวี 7 ที่นั่งคันนี้ผ่านทางคลิ๊ปวีดีโอไปแล้ว ครั้งนี้ผมเองขอรับหน้าที่ในการรีวิวทดลองขับในรูปแบบเนื้อหากับ Ford Everest Titanium+ 4WD ซึ่งมีการปรับเล็กน้อยในส่วนของหน้าตาเท่านั้นและอาจเป็นการปรับครั้งสุดท้ายก่อนที่เจเนอเรชั่นใหม่จะมาในช่วงปี 2022

ในร่างเจเนอเรขั่นที่ 2 ที่เข้าสู่ปลายอายุมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของกระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยมแบบเดียวกับรุ่น Everest Sport แต่มีการปรับเป็นโครเมี่ยมไส้ในแบบตาข่ายสีเงิน ปะโลโก้ Ford วงรีสีน้ำเงิน บนขอบฝากระโปรงหน้าเป็นปักตัวอักษรนูน ‘Everest’ บนฝากระโปรงหน้า จากเดิมดีไซน์กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยมไส้ในแนวนอน 3 ชั้น ส่วนออพชั่นอื่นๆเหมือนกับตอนเปิดตัวเมื่อ 3 ปีก่อนไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ HID ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติและไฟ LED Daytime ในโคมเดียวกัน กันชนหน้าพร้อมการ์ดสีเงินเสริมติดตั้งไฟตัดหมอกหน้า LED ติดตั้งสัญญาณกะระยะการจอดรถด้านหน้า 6 จุด

Ford Everest
Ford Everest
Ford Everest
Ford Everest
Ford Everest

ด้านข้างมาพร้อมความสง่างามไม่ว่าจะเป็น Ford Everest ทุกรุ่นจะคุ้นเคยกับช่องลมข้างบังโคลนซ้าย-ขวาชุบโครเมี่ยมพร้อมคำว่า Bi-Turbo ซึ่งหมายถึงรุ่นนี้ติดตั้งขุมพลังขั้นเทพแต่ถ้าอยากเสริมลุยสามารถใส่สนอร์เกิ้ลสุดเท่ได้ ล้ออัลลอยปัดเงาสีเงินลวดลายงดงาม 6 ก้านคู่ ขนาดใหญ่ตั้ง 20 นิ้วพร้อมยางขนาด 265/50 R20 จากค่าย Good Year Efficientgrip SUV H/T ให้ความโดดเด่นสมสง่า พร้อมกระจกมองข้างโครเมี่ยมทรงพิมพ์นิยมติดตั้งไฟเลี้ยวใต้กระจกมองข้างมีไฟ Welcome Light ไว้ส่องในยามกลางคืน และยังปรับพับด้วยไฟฟ้า ที่เปิดประตูโครเมี่ยมบันไดข้างทูโทนเงินดำทำจากวัสดุที่แข็งแกร่งทนต่อการขึ้น-ลง ราวหลังคาดีไซน์เพรียวสีเงินสามารถใส่จักรยานบรรทุกของได้เต็มที่ เสาอากาศยังเป็นเสาสั้นเช่นเดิมไม่ใช่แบบครีบฉลามตามสมัยนิยม ส่วนด้านท้ายนั้นเหมือนเดิมทุกตั้งแต่สมัยเปิดตัวแรกๆเมื่อ 6 ปีก่อนกับไฟท้ายดีไซน์เด่นแบบ LED กลมกลืนกับคิ้วตกแต่งฝาครอบป้ายทะเบียนปักตัวอักษร Everest สีเงินโครเมี่ยม พร้อมชื่อรุ่น Titanium ฝั่งซ้ายและ 4WD ฝั่งขวา กันชนหลังสีเดียวกับตัวรถครอบด้วยการ์ดเสริมสีเงินประดับไว้ที่กันชนหลังพร้อมสัญญาณกะระยะการจอดรถด้านหลัง 6 จุด แถมยังให้ความสบายสำหรับสาวๆขาช็อปด้วยระบบประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี เพียงยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายจะเปิดโดยอัตโนมัติ มิติตัวรถมีขนาดตั้งแต่ความยาว 4,903 มม. ความกว้าง 1,869 มม. ความสูง 1,837 มม. ฐานล้อ 2,850 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 225 มม. น้ำหนักรถ 2,460 กก. ความจุถังน้ำมัน 80 ลิตร

Ford Everest
Ford Everest
Ford Everest
Ford Everest
Ford Everest
Ford Everest
Ford Everest
Ford Everest

ภายในไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเริ่มที่เบาะนั่งคู่หน้าทรงใหญ่โตออกแบบสบายโอบกระชับดีแม้ยามเดินทางไกลโดยตัวเบาะมีความหนาเป็นพิเศษรองรับด้านข้างหุ้มด้วยวัสดุหนังแท้และหนังสังเคราะห์ทรงเดียวกับกระบะ Ranger โดยคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทางทั้งด้านคนขับและคนนั่งและมีดันหลังแบบก้านโยกหรือ Lumbar Support สองฝั่ง ส่วนเบาะนั่งด้านหลังตอน 2 นั่งได้ 3 คน สามารถเลื่อนไปเข้านั่งเบาะตอน 3 คล้ายกับเบาะแค๊ปรถกระบะพร้อมที่วางแก้วและที่วางแขนในตัวหุ้มด้วยวัสดุหนังแท้และหนังสังเคราะห์แต่ไม่สามารถพับลงได้ ส่วนตอน 3 นั่งได้สบายพอสมควรพื้นที่วางขามีนิดเดียวและสามารถพับได้แบบ 50 : 50 ด้วยระบบไฟฟ้าถือว่าดีกว่าให้สบายกว่าเจ้าอื่นที่ต้องปรับแบบธรรมดาโดยมีสายยืดจับไว้เวลาที่เอาเบาะหลังตอน 3 ขึ้น แถมเอาใจคนทำงานด้วยช่องต่อไฟ 230 V หลังกล่องคอนโซลกลาง เสียบปลั๊กต่อชาร์จสมารท์โฟนใช้งานโน๊ตบุ๊คได้สบายๆและมีสวิตช์ควบคุมการทำงานของเครื่องปรับอากาศตอนหลังให้ด้วย และเด็กคงชอบแน่นอนกับหลังคาพาโนรามิกซันรูฟสองบานใหญ่ที่ปรับเลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ส่วนวัสดุหุ้มเบาะนั่งทั้ง 3 แถวเลือกได้ทั้งสีดำและสีน้ำตาลคอนยัคให้เลือกแต่ต้องเป็นรุ่นท็อปสุดTitanium + 4WD สีขาวเท่านั้นและมีมือจับขึ้นลง 6 จุด ซึ่งขาด 2 จุดตรงผู้โดยสารตอน 2 และตอน 3 เพราะเป็นพื้นที่สำหรับหลังคาพาโนรามิกซันรูฟนั่นเอง

Ford Everest

Ford Everest

Ford Everest

แผงคอนโซลหน้าดีไซน์หรูเล่นระดับมาพร้อมวัสดุผิวสัมผัสสีดำพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 4 ก้านหุ้มหนัง ปรับสูง-ต่ำได้ พร้อมสวิตช์การทำงานกระจกมองข้างปรับ-พับด้วยไฟฟ้า ถัดลงมาคือสวิตช์เปิด-ปิดไฟหน้า ไฟตัดหมอกปรับความสว่างมาตรวัด มาตรวัดเรืองแสงอ่านยากนิดหน่อยเพราะรุ่นนี้มาแบบ จอสี TFT ซ้าย-ขวาที่คั่นกลางด้วยมาตรวัดความเร็วบอกถึง 200 กม./ชม. ใต้มาตรวัดความเร็วบอกตำแหน่งเกียร์ โดยจอด้านขวาบอกทั้ง รอบเครื่องยนต์ วัดอุณหภูมิ และ วัดน้ำมัน ส่วนจอสีด้านซ้ายบอกการทำงานของตัวรถ ระบบนำทาง เปิดคลื่นวิทยุ เปิดเพลง และนำทางแบบภาษาไทย ฯลฯ

Ford Everest
Ford Everest

คอนโซลกลางมาพร้อมระบบความบันเทิง SYNC 3 ด้วยจอสัมผัสขนาดใหญ่แบบสี Multi-Touch 8 นิ้ว เมนูภาษาไทยอ่านง่ายเข้าใจง่ายรองรับ Apple CarPlay, Android Auto ระบบนำทาง แสดงการทำงานของเครื่องปรับอากาศฯลฯ พร้อมลำโพงคุณภาพ 10 จุด รวมซับวูฟเฟอร์และแอมพลิฟลายเออร์ ที่ให้เสียงดี มีระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธและต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน รองลงมาใต้แผงเป็นสวิตช์ควบคุมการทำงานของจอสัมผัส ช่องใส่ CD ซึ่งมีไม่กีค่ายที่ยังเอาใจคนชอบใส่แผ่นหรือคนยุคเก่า เครื่องปรับอากาศแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา และช่องต่อ USB ถัดลงมาอีกคือ คอนโซลเกียร์ทรงใหญ่จับกระชับด้วยวัสดุหุ้มหนังทรงเหลี่ยม มีปุ่มบวก-ลบ อยู่ด้านข้าง พร้อมปุ่มควบคุมการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ไม่ใช่แบบ Part-Time แบบ Ford Ranger แต่เป็นทรงกลมใหญ่ที่เรียกว่าระบบ 4WD Terrain Management System ปุ่มล็อกเฟืองท้าย ปิดระบบ TCS และควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน กล่องคอนโซลกลางใส่ของจุกจิก ที่วางแก้วน้ำ กุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและเอาใจคนชอบบันทึกด้วยช่องชาร์จไฟ USB บริเวณกระจกมองหลังอัตโนมัติสามารถติดตั้งกล้องบันทึกหน้ารถได้สบายๆ

มาพร้อมระบบเพื่อความบันเทิง Infotainment SYNC 3 พัฒนาใหม่มีเมนูภาษไทย หน้าจอ Multi-Touch ขนาด 8 นิ้ว พร้อม Bluetooth และ Wi-Fi กระหึ่มลำโพง 9 ตัว รวมซับวูฟเฟอร์และแอมพลิฟลายเออร์ รองรับ Apple CarPlay, Android Auto ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถ เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วยพิเศษ ยังมีระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC® และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน กุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

Ford Everest

Ford Everest

ขุมพลังในเรืองร่างรถหรู 7 ที่นั่งนี้ มีขนาดเดียวคือ 2.0 ลิตรแต่เลือกได้ถึง 2 ความแรงกับแบบเทอร์โบเดี่ยว รหัส YMWQ 180 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที แต่สำหรับคันที่รีวิวทดลองขับครั้งนี้เป็นรุ่นท็อปสุดขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็น เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ Bi-Turbo ขนาด 2.0 ลิตร รหัส YN2Q ความจุกระบอกสูบ 1,996 ซีซี. อัตราส่วนกำลังอัดเครื่องยนต์เป็น 16 :1 ระยะชัก/ขนาดกระบอกสูบ 84/90 มม. มอบพละกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้าที่ 3,750 รอบต่อนาที 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที ปล่อย CO2 ที่ 200 กรัมต่อกิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองโดยรวม 13.2 กม./ลิตร ในเมืองได้ 10.30 กม./ชม. นอกเมืองได้ 15.88 กม./ลิตร เติมน้ำมันดีเซลสูงสุด B20 ตอบสนองยอดเยี่ยมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์ธรรมดา ลุยได้ทุกเส้นทางกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Full Time พร้อม 4WD Terrain Management System ที่สามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ตามสภาพถนนพ่วงด้วย ระบบเฟืองท้ายแบบ Electronic Locking Rear Differential

Ford Everest
Ford Everest

ด้วยความโชคดีของผมที่ได้ขับขุมพลังเทอร์โบคู่ทั้ง 2 รุ่นมาก่อนตั้งแต่ Ford Ranger Raptor และ Ford Ranger Wildtrak จนมาถึง Ford Everest ก็ต้องบอกว่ายังให้ความแรงความเร้าใจการเร่งแซงที่ยังทันใจเช่นเดิมถึงร่างจะหนัก 2 ตันครึ่งก็ตาม แต่สำหรับความนิ่งความเงียบของเครื่องยนต์กลับทำผลงานได้ดีระดับหนึ่งถึงจะไม่เด่นเท่าเครื่องเดิม 3.2 5 สูบ ที่สมูทกว่านิ่งกว่าและเงียบกว่า การเร่งแซงอาจมีเสียงคำรามบ้างแต่ก็ไม่น่าเกลียด โดยการทำงานของเครื่องยนต์เทอร์โบคู่บล็อกนี้ที่แบ่งการทำงานโดย เทอร์โบ 1 ลูกจะเป็นแบบ High Pressure ทำงานที่รอบต่ำ อีกลูกเป็น Low Pressure จะทำงานที่รอบสูง โดยเมื่อเครื่องยนต์อยู่ในรอบต่ำ ทั้ง 2 ลูกจะเริ่มทำงานพร้อม ๆ กัน โดยที่ตัวเล็กจะหมุนเยอะหน่อย แต่เมื่อถึงรอบสูง ตัวเล็กจะถูก Bypass ออกให้หยุดทำงาน แล้วใช้แรงอัดอากาศจากลูกใหญ่เข้าไปที่เครื่องยนต์เท่านั้น

ส่วนรอบการทำงานของเครื่องในช่วงความเร็ว 90-120 กม./ชม.ทำผลงานไม่ถึง 2,000 รอบ/นาที ใกล้เคียงกับรุ่น Raptor และ Wildtrak 4WD และแต่ละช่วงของความเร็วมาแบบรวดเร็วติดปีก ด้วยรอบตั้งแต่ 1,450, 1,550, 1,700 และ 1,900 รอบ/นาที ตามลำดับ และเมื่อกดปุ่ม สตาร์ทรถ เสียงเครื่องยนต์เงียบแต่น้อยกว่าเครื่องเดิม 3.2 5 สูบในช่วงรอบต่ำจนถึงขับปกติ 60-110 กม./ชม.เพราะการออกแบบฉนวนกันเสียงรบกวนที่หนาขึ้นลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารได้อย่างดี ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ดังนี้ ครั้งที่ 1 – 11.30 วินาที ครั้งที่ 2 – 10.79 วินาที ครั้งที่ 3 – 10.70 วินาที เฉลี่ย – 10.93 วินาที และอัตราเร่งเซง 80-120 กม./ชม. จับได้ 3 ครั้งแช่นกันทำได้ดังนี้ ครั้งที่ 1 – 9.01 วินาที ครั้งที่ 2 – 9.52 วินาที ครั้งที่ 3 – 9.65 วินาที เฉลี่ย – 9.39 วินาที (รุ่น 3.2 0-100 กม./ชม. ทำได้เฉลี่ย 13.00 วินาที 80-120 กม./ชม. ทำได้เฉลี่ย 10.00 วินาที)

Ford Everest

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดทีมีอัตราทดดังนี้ เกียร์ 1 = 4.696 เกียร์ 2 = 2.985 เกียร์ 3 = 2.146 เกียร์ 4 = 1.769 เกียร์ 5 = 1.520 เกียร์ 6 = 1.275 เกียร์ 7 = 1.000 เกียร์ 8 = 0.854 เกียร์ 9 = 0.689 เกียร์ 10 = 0.636 เกียร์ถอยหลัง = 4.866 อัตราทดเฟืองท้าย = 3.73 ถึงเกียร์ 10 สปีดรุนนี้ จะใช้มาหลายรุ่นทั้งใน Muscle Car อย่าง Ford Mustang กับ เพื่อนร่วมค่ายอย่าง Ranger Raptor และ Ranger Wildtrak 4WD บุคลิกของมันก็คล้ายๆกันตรงที่การส่งกำลังที่ต่อเนื่องราบเรียบบ้างในบางจังหวะเช่นในเมืองหรือนอกเมือง เกียร์ ไม่ได้ไล่ 1-2-3-4-5 ไปจนจบที่ 10 บางทีก็กระโดดข้ามไปมา 1 ไป 3, 2 ไป 4, 3 ไป 5 หรือ 4 ไป 6 เป็นต้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของความเร็ว การทำงานของเกียร์ชุดนี้ฉลาดด้วยโครงสร้างเกียร์ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำ

Ford Everest

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ Ford Everest คันนี้ต่างจากรุ่น Ranger Raptor และ Ranger Wildtrak 4WD ตรงที่เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ All Wheel Drive – Full Time 4WD แบบ Automatic 4WD มาให้ พร้อมฟังก์ชันครบเครื่องเรื่องลุย Ford Terrain management system โดยการทำงานของระบบนี้ยกชุดมาจากรุ่นเครื่อง 3.2 ลิตร โดย เป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Full Time 4WD ซึ่งทำงานอัตโนมัติทันที่ที่รถขับเคลื่อนโดยระบบจะมีการปรับการกระจายแรงขับตามสภาพการขับขี่ ผ่านชุดเกียร์ Active transfer case ซึ่งตามกติจะผกผันในอัตรา 40/60 ระหว่างทางด้านหน้าและด้านหลัง และในช่วงความเร็วสูงนั้นอัตราส่วนการส่งกำลังดังกล่าวจะมีการปรับให้มีความเหมาะสมมากขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไร ไม่มีทางที่ระบบจะขับเคลื่อนสองล้อได้เลย ข้อดีคือมั่นใจในการขับขี่ ตลอดเส้นทางเป็นสภาพพื้นผิวเรียบทั้งสิ้นก็ออกแววดีในการขับขี่ ยิ่งระหว่างทางแอบมีเจอฝนบ้างเล็กน้อยมันก็โชว์ศักยภาพในการเกาะถนนหนึบแน่น ให้ความมั่นใจได้ตลอดเส้นทาง นอกจากจะมีประโยชน์ในเรื่องการให้ความมั่นใจปลอดภัยในการขับขี่แล้ว ระบบขับเคลือนสี่ล้อนี้ยังเป็นผู้ช่วยสำคัญในการฝ่าฟันอุปสรรคบนเส้นทางออฟโรด ด้วยการแยกการใช้งานออกเป็นโหมดต่างๆ ตาม สภาพเส้นทางที่สำคัญๆ ที่พวกเขาได้ไปทดลองมาแล้วทั่วโลก เริ่มจาก

Ford Everest

- Normal Mode หรือโหมดพื้นผิวทั่วไป ซึ่งโหมดดังกล่าว จะเน้นการให้ระบบส่งกำลังแปรผันตามความเหมาะสมระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง เพื่อประสบการณ์ในการขับขี่ที่ดีที่สุด และลดการลื่นไถล โดยแรงบิดจะถูกส่งมายังล้อหน้า เมื่อยามจำเป็น โดยพิจารณาจากการเร่งความเร็วและการหักเลี้ยว

- Snow / Gravel /Grass โหมดการขับขี่เดียวที่ครอบคลุมแบบ 3 in1 เป็นโหมดสำคัญในการขับขี่เส้นทางลุยทั่วที่มีสภาพทางที่ค่อนข้างลื่น โดยจะทำงานร่วมกับ ระบบ Traction Control และยังมีการเปลี่ยนการตอบสนองระหว่างชุดเซ็นเซอร์คันเร่งไฟฟ้า หรือ Paddle map ตลอดจน การทำงานของชุดเกียร์

- Sand โหมดการขับขี่เพื่อสำหรับการตะลุยพื้นที่ที่เป็นทราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรายนิ่มตามชายหาด งานนี้ลงไปได้สบายมากขึ้น ด้วยการพยายามใช้กำลังเครื่องสูงสุด และลดการทำงานของ traction control รวมถึงยังพยายามทำให้เกิดการลากรอบเครื่องยนต์มากขึ้น และชุดเกียร์เปลี่ยนช้าลง

-Rock โหมดทางหินเพื่อการไต่ โดยเฉพาะ เผื่อใครอยากทำอะไรห่ามๆ ต้องการตะกายเส้นทางสุดโหด โหมดทางหินนี้เป็นโหมดที่เหมาะสำหรับขาโหดตัวจริง ซึ่งทางทีมวิศวกรไม่ได้อธิบายเกี่ยวกับมันมากมาย แต่กล่าวว่าโหมดนอกจากทางหินแล้ว ยังเหมาะแก่การขับในกรณีที่คุณอาจจะต้องลุยน้ำลำธารที่มีหินมากมาย (ใช้คู่กับ 4X4 Low)

แถมใช้งานเข้าใจค่อนข้างง่าย การจำแนกโหมดต่างๆ ออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเรียนรู้เทคนิคการขับเคลื่อนสี่ล้อ มากนัก แต่เพียงแค่บิดตำแหน่งการทำงานของระบบไปยังตามสภาพเส้นทางที่อยู่ตรงหน้า ระบบก็จะมีการปรับเรื่องการตอบสนองของเครื่องยนต์และชุดเกียร์อย่างเหมาะสม จนใครก็สามารถเอารถคันนี้เข้าป่าลุยหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ได้สบายๆ และเมื่อต้องการตำแหน่ง4 Lowเพื่อการลุยอย่างสมบุกสมบัน ก็เพียงแค่กดปุ่มใช้งานมันเท่านั้น หรือถ้า คุณต้องลุยโหดจริงๆ ระบบ Diff-lock Locking Rear Differential (Locking Rear Differential) ควบคุมตอบสนองการขับขี่ จนกล้าพูดว่า ทางไหนโหดก็ไปได้ทุกเส้นทาง ถึงแม้ยาง 20 นิ้วจะแก้มเตี้ย แต่ก็ลุยได้ระดับนึง

Ford Everest

ระบบช่วงล่างแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงสำหรับด้านหน้าและแบบวัตต์ลิงค์คอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงสำหรับด้านหลัง ยังคงให้ความนุ่มนวลเแถมมีความหนึบผสมการดีดเข้ามาด้วยแต่ไม่หนักมากเกินไปยังให้ความสบายทุกเส้นทางทั้งทางเรียบทางรุขระ ไม่โคลงเพราะมีระบบควบคุมการทรงตัว ESP ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี เข้ามาช่วย แต่ถ้าใข้งานออฟโรด ยังให้การยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมไม่ไถลไปในทางใดทางหนึ่ง ด้านระบบพวงมาลัยเป็นแบบพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electronic Steering Program) ให้น้ำหนักกลางๆไม่หนักไม่เบาจนเกินไปทั้งในความเร็วสูงต่ำบนถนนทางเรียบแม้กระทั่งทางออฟโรดให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีกนิดหน่อยแต่ไม่หนักมากเพื่อการหมุนไปในทางโหดที่มีประสิทธิภาพ และการห้ามล้อของรุ่นนี้เป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมพร้อมระบบเบรก ABS EBD ที่การห้ามล้อเหยียบแป้นเบรกฉับไวดีไม่ลึกมากเกินไป

Ford Everest

ด้านความปลอดภัยมีครบทั้งระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Inter-Urban Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) คอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert) และ ถุงลมนิรภัย 7 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / หัวเข่าฝั่งคนขับ / และม่านถุงลมนิรภัย ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) และ กล้องมองหลัง ทำงานคู่กับ สัญญาณกะระยะการจอดหน้า-หลังรอบคัน

Ford Everest

ปิดท้ายด้วยโปรแกรม Save Mode ทำผลงานได้ไม่เลวไม่แพ้เจ้าอื่นๆทำได้ 13.43 กม./ลิตร จากระยะทางรวม 60.8 กม.จัดน้ำมันดีเซล B7 เต็มถังจากปั๊มน้ำมันแถวเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ 4.46 ลิตร ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ตามสภาพการใช้งานจริง การใข้งานนอกเมืองจากกรุงเทพฯ-ราชบุรี ได้ 11.44 กม./ลิตร กับระยะทางไป-กลับ 370.4 กม. เติมเต็มถังไป 32.37 ลิตร และส่วนการใช้งานในเมืองได้ตัวเลขสิ้นเปลืองที่ 9.04 กม./ลิตร (รุ่น 3.2 เดิม ในเมืองทำได้ 8.9 กม./ลิตร Save mode ทำได้ 10.91 กม./ลิตร)

Ford Everest

การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่สำหรับ Ford Everest Titanuium + 4WD ด้านขุมพลังที่แรงกว่า เร้าใจกว่า คล่องตัวกว่า แถมประหยัดน้ำมันดีกว่ารุ่นเดิม 3.2 ลิตร ถึงแม้จะมีจุดเสียตรงที่เครื่องสมูทน้อยกว่าความนิ่งการสะเทือนการเก็บเสียงอาจด้อยกว่าเครื่องเดิม ช่วงล่างคม เกียร์ 10 สปีดที่ตอบสนองฉับไว ข้าวของที่ให้มาก็ถือว่าครบครันทันสมัยอยู่และหลังคาพาโนรามิกหนึ่งเดียวในรถ PPV ที่ลูกหลานชอบมากเพื่อจะได้เปิดโลกกว้างสร้างทักษะให้เติบโตขึ้นและค่าตัวล้านแปดทอนพันนึง 1,799,000 บาท ถึงตัวรถใกล้เวลาที่จะอำลาเพื่อต้อนรับการมาของเจเนอเรชั่นที่ 3 แต่ถ้าไม่คิดมากก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคุณและครอบครัว

เรื่องและขับทดสอบโดย นายเต้ย

ขอขอบคุณ บริษัท ฟอร์ด เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้ความอนุเคราะห์รถกระบะ Ford Everest Titanium+ 2.0 Bi-Turbo 4WD มารีวิวทดลองขับครั้งนี้

Ford Everest

สิ่งที่ชอบ >>>ถึงราคาจะเกือบแพงสุดแต่ข้าวของออพชั่นให้มามากรูปลักษณ์เปลี่ยนไปตรามยุคสมัย ขุมพลังจัดจ้านให้ความแรงและประหยัดกว่าเครื่องเก่า 3.2 ลิตร ช่วงล่างหนึบนำนุ่มตามพวงมาลัยไฟฟ้าทำงานดีไม่แพ้พวงมาลัยแบบน้ำมัน และแผงบังแดดสามารถปรับโยกแผงไปไว้ที่ด้านคนขับและคนนั่งและยังยื่นออกมาเพื่อบังแดดได้นับว่าใส่ใจรายละเอียดอย่างดียิ่ง

สิ่งที่ไม่ชอบ >>> ความนิ่งของเครื่องยนต์ไม่นิ่งเท่าเครื่องเก่า 3.2 เบรกมือแบบคันโยก ไม่มีกล้องรอบคัน

 

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ