Test Drive: รีวิว ทดลองขับ Mazda 2 ไซส์เล็ก แต่สมรรถนะไม่เล็กตาม

อยู่ดี ๆ ตลาดรถยนต์ Eco Car ก็กลับมาคึกคักกันอีกครั้งก่อนเปลี่ยนปีใหม่ เพราะทุกค่ายก็ต่างปรับโฉมปรับหน้าตากันใหม่หมด โดยมีการปรับโฉมใหม่ 1 รุ่นคือ Nissan Almera และการเข้ามาใหม่ในตลาดระดับนี้คือ Honda City ส่วนรุ่นอื่นในรถยนต์อีโค่คาร์ที่เหลือ ต่างก็ทำการปรับหน้า แต่งตัวแบบ Minor Change กันหมด แน่นอนว่ารวมทั้ง Mazda 2 เจ้าตลาดรถยนต์ Eco Car ด้วยเช่นกัน

Mazda 2

Mazda 2

Mazda 2 สวัสดีเซย์ฮัลโหลประเทศไทยตั้งแต่ปี 2009 สร้างความฮือฮากับตลาดรถยนต์ City Car ในช่วงนั้นมาก ด้วยตัวรถที่มีให้เลือกใช้งานทั้งแบบ Hatchback และ Sedan ในรุ่นเดียว และมีรูปร่างกระทัดรัด น่ารักถูกใจสาว ๆ และวัยรุ่นอย่างมากมาย ทำให้มาสด้า 2 สามารถครองใจคนที่สนใจรถยนต์ไซส์นี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก สร้างยอดขายรวมไปกว่า 120,000 คัน ก่อนที่จะมาเปลี่ยนโฉมใหม่อีกครั้งในช่วงปี 2015 ด้วยการเข้าร่วมเป็น 1 ในกลุ่ม Eco Car เฟส 2 ทำให้สามารถทำราคาได้ต่ำลงมาอีกรอบนี้ได้เสริมรวมเอาเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาเสริมให้เป็นทางเลือกอีก ถือเป็นรุ่นเดียวในประเทศไทยในกลุ่ม Eco Car ที่มีการเลือกใช้งานเครื่องยนต์ดีเซล โดยเมื่อรวมยอดขายตั้งแต่เปิดตัวมา Mazda 2 โฉมนี้ ถูกจับจองเอาไปเป็นเจ้าของแล้วอีกกว่า 160,000 คัน ในประเทศไทย และจะมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

Mazda 2

Mazda 2

และเมื่อถึงงาน Motor Expo 2019 ที่ผ่านมา ทาง มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) ก็ได้ทำการเปิดตัว Mazda 2 รุ่นปรับหน้าใหม่ จะเรียกว่าเป็น Facelift หรือ Minor Change ก็ได้ ท่ามกลางความดุเดือนของตลาดรถยนต์ Eco Car ในช่วงนี้ แต่ขึ้นชื่อว่า Mazda 2 แล้ว ย่อมไม่กลัวใคร เพราะทีผ่านมานั้นก็พอพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งแล้วว่า รถยนต์ใหม่ 2019 คันนี้ก็มีดีไม่แพ้ใครเหมือนกัน

Mazda 2

Mazda 2

หลังจากจบงาน Motor Expo 2019 ได้ไม่นาน ทาง มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) ก็ได้มีการส่งจดหมายเชิญทางทีมงาน AUTODEFT เข้าร่วมทำการทดสอบรถยนต์ใหม่รุ่นนี้ทันที โดยตามกำหนดการแจ้งว่า จะเป็นการขับขี่ในสนามแข่งระดับโลกอย่าง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ. บุรีรัมย์ ถือว่าเป็นอะไรที่ดูแปลกสำหรับคนทดสอบรถยนต์อย่างผมจริง ๆ เพราะเอาจริง ๆ แล้ว รถมาสด้า 2 นั้นถือว่าเป็นรถที่เน้นประหยัด แต่รอบนี้มาจัดให้ไปซัดกันในสนามแข่งแบบนี้ แสดงว่า ต้องการแสดงความเหนือที่มากกว่าคู่แข่งอย่างแน่นอน

Mazda 2

Mazda 2

ก่อนที่จะออกเดินทางไปทดสอบกัน เรามารู้รายละเอียดของ Mazda 2 กันก่อนดีกว่า โดยการปรับหน้าตาใหม่ในครั้งนี้ จะมีการเพิ่มเติมแต่งแต่เฉพาะภายนอก ที่เหลือยังคงเดิมแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีการปรับในส่วนการออกแบบตะแกรงด้านหน้า ที่เดิมนั้นใช้เป็นแบบแถบเส้นขนาดใหญ่แนวนอน ให้กลายมาเป็นแบบตะแกรงรวงผึ้งเฉกเช่นเดียวกันกับรุ่นใหญ่ Mazda CX-5 พร้อมขยายให้ใหญ่ขึ้นตามแนวทางการออกแบบ Signature Wing ไฟหน้า LED ใหม่ ที่ถูกปรับรูปทรงให้ดูเพรียว โฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม พร้อมระบบปรับระดับอัตโนมัติ ชายกันชนด้านล่างใช้เป็นแนวส้นตรงเดียวแบบเพรียวบาง เสริมด้วยโครเมี่ยมเพิ่มความหรูหรา ตัดตำแหน่งการติดตั้งไฟตัดหมอกออก เพื่อให้ตัวรถดูกว้างกว่าเดิม ไฟท้ายแบบใหม่ แต่ดูจริง ๆ แล้วก็ไม่ค่อยต่างจากตัวเดิมสักเท่าไหร่ เพราะมันยังคงเป็นรูปร่างเดิมอยู่ เพียงแต่มีการจัดเรียงรายละเอียดของดวงไฟใหม่เท่านั้นเอง และจะเปลี่ยนเฉพาะตัว Hatchback เท่านั้น ส่วนในรุ่น Sedan ยังเป็นแบบเดิม และกันชนหลังใหม่ที่ปรับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยแนวคิดคล้ายกับกันชนหน้า ที่ปรับให้ชายด้านล่างเป็นแถบเส้นตรงสีดำ ตัดด้วยโครเมี่ยมเพิ่มความหรูหราลงไปเล็กน้อย รวมถึงล้ออัลลอยใหม่ดีไซน์หรู สีเงินปัดเงา ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 185/60 R16 ในรุ่นบนสุด

Mazda 2

Mazda 2

สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้งานใน Mazda 2 นั้น ยังคงเครื่องยนต์ทั้งเบนซินและดีเซลเอาไว้เช่นเดิม ทั้งเบนซินมาตรฐาน Euro 5 Skyactiv-G 1.3 ลิตร 4 สูบเรียง ให้กำลังสูงสุด 93 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 123 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ดีเซลมาตรฐาน Euro 5 Skyactiv-D 1.5 ลิตร Turbo 4 สูบเรียง ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทุกรุ่นขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Skyactiv-Drive พร้อม Manual Mode Activematic คันเร่งไฟฟ้า ในส่วนของมิติตัวรถนั้น Mazda 2 Hatchback มีขนาด 1,695 x 4,065 x 1,495 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ฐานล้อกว้าง 2,570 มม. ส่วนตัว Sedan 1,695 x 4,340 x 1,470 มม. ฐานล้อกว้าง 2,570 มม.

Mazda 2

Mazda 2

รอบนี้ที่เราลงทำการทดสอบนั้น จะมาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นย่อยก็คือ รุ่น XDL Sport ที่เป็นตัวท็อปของเครื่องยนต์ดีเซล, 1.3 SP Sport ที่เป็นตัวบนสุดของเครื่องยนต์เบนซิน และ 1.3 S Sport ตัวรองท็อปเบนซิน ทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับเบาะภายในที่หุ้มด้วยหนังสีเทาทั้งหมด เสริมด้วยผ้าเกรดดีอย่าง Grand Luxe Suede สีดำ ที่ให้สัมผัสคล้ายหนัง Alcantara หรือกำมะหยี่ ซึ่งตำแหน่งที่ติดลงไปก็คือส่วนที่ก้นกับแผ่นหลังส่วนล่างของคนนั่งสัมผัสกับเบาะ ซึ่งจุดนี้ทางทีมงานของมาสด้าได้อธิบายเอาไว้ว่า มันเอาไว้ใช้ “ยึด” ไม่ให้ตัวของเราไหลไปตามแรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นนั่งเอง (เวลาหนังมันลื่น เวลาเลี้ยวตัวเราจะไหลไปซ้าย-ขวาได้เล็กน้อย) ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ช่วยลดความเมื่อยล้าระหว่างการเดินทางได้นั่นเองครับ

Mazda 2

Mazda 2

ออพชั่นด้านในที่เปลี่ยนไปอีกอย่างก็คือ เรื่องของหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่เป็นหน้าจอ infotainment นั้น มีการเพิ่มระบบเชื่อมต่ออย่าง Apple CarPlay เข้ามาเรียบร้อยแล้ว ต่อสาย USB กับเครื่อง iPhone ก็สามารถใช้งาน Google Maps หรือ Spotify ขึ้นบนหน้าจอได้แล้ว โดยช่อง USB นั้นอยู่ในช่องเก็บของใต้หน้าจอเลย เจ๋งสุด ส่วนออพชั่นอื่น ๆ ก็ยังอยู่ครบถ้วน ไม่หายไปไหน

Mazda 2
Mazda 2

ส่วนระบบความปลอดภัยของค่ายมาสด้า ไม่แพ้ใครอยู่แล้ว โดยในตัวบนสุดนั้น จัดมาเต็มด้วยชุดระบบความปลอดภัยที่เรียกว่า i-Activsense ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM, ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA เสริมด้วยกล้องมองรอบคัน 360 องศา บวกกับระบบความปลอดภัยอื่น ๆ ทั้ง ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบเสริมแรงเบรก BA, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS, ระบบควบคุมสเถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC, ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน ESS, ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน HLA แถมด้วยถุงลมนิรภัยอีก 2 ลูกด้านหน้า ใช้กุญแจรีโมทอัจฉริยะพร้อมปุ่ม Push Start เพิ่มความสะดวกสบาย

Mazda 2
Mazda 2

สิ่งที่เสริมเพิ่มความดีงามให้กับ Mazda 2 รถยนต์ใหม่คันนี้ ก็คือการเสริมวัสดุซับเสียงเพิ่มเติมเข้าไปอีกเพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอกให้เข้ามาได้น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นบนหลังคารถและฝาท้ายบนในรุ่น Hatchback ปรับปรุงการซับเสียงใหม่, รอยเชื่อมเสา B ปรับปรุงฉนวนกันเสียงใหม่ และซุ้มล้อหลังภายใน มีการปรับปรุงการซับเสียงและฉนวนกันเสียงใหม่ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ทางมาสด้าบอกว่าจะช่วยให้ห้องโดยสารนั้นเงียบขึ้นได้แน่นอน

Mazda 2
Mazda 2

แต่พระเอกที่เสริมเข้ามาใหม่ใน Mazda 2 รอบนี้ ต้องยกให้กับระบบ G-Vectoring Control Plus หรือเรียกกันง่าย ๆ ว่า GVC-Plus แปลเป็นไทยได้ว่า ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง ถือเป็นรุ่นที่ 2 ต่อจาก Mazda 3 ที่มีระบบนี้ (Mazda CX-8 ยังไม่มีเลยนะเออ) วัตถุประสงค์ของการทำงานก็คือการทำให้ตัวรถเข้าโค้งได้เกาะถนนมากขึ้น โดยมีความต้องการให้ตัวของเรานั้นได้รับแรง G จากการเหวี่ยงได้น้อยลง โดยระบบจะมีการจัดการตัวรถให้อยู่ในโค้งได้ดีจากระบบเบรกและกาควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ โดยขณะรถเริ่มเข้าโค้ง เครื่องยนต์จะลดแรงบิดลงให้เหมาะสมกับลักษณะของโค้งทําให้น้ำหนักของตัวรถถ่ายมายังล้อหน้า ส่งผลให้ล้อหน้ายึดเกาะถนนมากขึ้น เข้าโค้งได้แม่นยํา และเมื่อรถอยู่ในโค้ง ระบบจะควบคุมการถ่ายน้ำหนักของตัวรถให้อยู่ในสภาวะสมดุลทั้งหน้าและหลัง ทําให้การแก้พวงมาลัยในโค้งเกิดขึ้นน้อยที่สุด และเมื่อถึงจุดที่กำลังจะออกโค้ง ระบบจะปรับแรงบิดให้กลับมาอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ทําให้น้ำหนักของตัวรถถ่ายไปยังล้อหลัง รวมทั้งมีการใช้เบรกที่ล้อหน้าด้านนอก เพื่อให้รถวิ่งออกจากโค้งได้อย่างมีเสถียรภาพ และเจ้าระบบนี้แหล่ะ ที่เป็นตัวหลักในการเข้ามาทดสอบรถยนต์ของพวกเราในวันนี้

Mazda 2
Mazda 2

ข้อมูลรถพร้อมแล้ว คนทดสอบรถยนต์ รีวิว ก็พร้อมแล้ว งั้นเรามาเริ่มลงสนามกันเลยดีกว่าครับ รอบนี้ทางมาสด้าได้จัดแบ่งพวกเราออกเป็น 2 กลุ่ม ทำการทดสอบในช่วงแรกรวม 2 สถานี สถานีแรกเป็นการใช้ Mazda 2 Skyactiv-D 1.5 ขุมพลังดีเซล 105 แรงม้าในการทดสอบ อีกสถานีเป็นการใช้ Mazda 2 Skyactiv-G 1.3 ขุมพลังเบนซิน 93 แรงม้า โดยผมเองได้อยู่ในกลุ่มแรก เริ่มต้นด้วยการเข้าทดสอบในสถานีที่ 1 ก่อน สถานีนี้ถูกดูแลโดยพี่หนึ่ง มานะ พรศิริเชิด นักแข่งจากทีม Mazda Innovation Motorsport เป็นผู้ควบคุม สถานีนี้เน้นการทดสอบระบบ GVC-Plus + อัตราเร่งของเครื่องยนต์ดีเซลหนึ่งเดียวในกลุ่ม Eco Car เริ่มจากจุดปล่อยตัว ให้กดคันเร่งเข้าไปที่กรวยตั้งเป็นช่องทางแบบ Lane Change (คล้ายแบบ Moose Test) ในความเร็วระดับ 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อถึงกรวยตัวแรกให้ทำการปล่อยคันเร่ง แล้วหักขวาทันทีเพื่อเข้าช่องทางขวา และหักซ้ายอีกทีเพื่อกลับเข้าสู่เลนเดิม ซึ่งการทดสอบอันแรกนี้ คือการดูอาการของตัวรถว่าตอนที่ระบบ GVC-Plus ไม่ทำงาน ตัวรถจะมีอาการอย่างไร มาถึงตรงนี้ยังไม่ต้องงงครับ เพราะเชื่อว่าหลายคนมีคำถามว่า อ้าว มีระบบ GVC-Plus  แล้วทำไมมันถึงไม่ทำงานล่ะ ต้องขออธิบายว่า ระบบ GVC-Plus จะไม่มีการทำงานพร่ำเพรื่อ ระบบจะเริ่มทำงานก็ต่อเมื่อ มีการหักพวงมาลัย พร้อมกับมีการใช้คันเร่ง (มากหรือน้อยก็ได้) ระบบถึงจะทำงาน แต่ฐานแรกที่เราเข้าไปนั้น มีการปล่อยคันเร่งเมื่อเข้าไปในช่อง ระบบจึงไม่ทำงาน แต่การวิ่งด้านนี้เป็นการวิ่งลงเนิน ความเร็วจึงใกล้เคียงกับที่เข้าไปแหล่ะครับ ซึ่งในความเร็วระดับนี้ รถมันก็มีอาการประมาณหนึ่งจริง ๆ โดยเฉพาะตัวที่ผมขับอยู่นั้นเป็นตัว Hatchback เสียด้วย อาการมันก็เลยชัดพอควร แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเซจนเสียอาการนะ รถยังคงควบคุมได้อยู่ แต่มันมีอาการท้ายออกประมาณหนึ่งจริง ๆ

Mazda 2
Mazda 2

เมื่อผ่านฐานแรกมาแล้ว เราก็เลี้ยวผ่านโค้ง 2 และ 3 ของสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต แล้วมาจอดรอเพื่อเข้าฐานที่ 2 (ยังอยู่สถานีแรกนะ) คราวนี้เป็นทางขึ้นเนิน รอบนี้เราถูกบอกว่า ให้ใช้ความเร็ว 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมือนเดิม เพียงแต่รอบนี้ให้แตะคันเร่งประคองความเร็วเข้าไปฐาน Lane Change เลย ไม่ต้องแตะเบรก หักขวาแล้วหักซ้ายเข้าช่องไปเลย เพื่อให้รู้ว่าเมื่อระบบ GVC-Plus ทำงานแล้ว มันจะเข้าโค้งได้ดีมากขึ้นจริงไหม เมื่อได้สัญญาณธงเขียวก็กดมิดคันเร่งเลยครับ พอถึงเลข 70 ก็ยกเท้าแล้วประคองความเร็วไม่ให้เกิน เมื่อถึงจุดก็หักเข้าช่องไปเลย ก่อนที่จะหักกลับในทันที เฮ้ย มันพอรู้สึกได้จริง ๆ ว่าตัวรถมีอาการเหวี่ยงน้อยลง ควบคุมพวงมาลัยได้ง่ายขึ้น และเหมือนกับว่าใช้การหมุนน้อยลงด้วย แต่รอบเดียวยังไม่พอ คงต้องขอจัดอีกสักรอบถึงจะรู้จริง ซึ่งทางพี่หนึ่งก็ไม่ขัดใจ จัดให้ลองอีกรอบเลย (จริง ๆ เขาก็ให้คนละ 2 รอบทุกคนแหล่ะ ทำตัวเองสำคัญไปอย่างนั้นเอง ฮ่า ๆ ๆ ) แต่คราวนี้ถูกสั่งว่า เอาเร็วกว่าเดิมนะ ลองเติมดู ผมเลยจัดเข้าไปที่ฐานแรกด้วยความเร็วระดับ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมงจากนั้นปล่อยคันเร่งปล่อยไหลเข้าไป หักพวกมาลัยปั๊บ คราวนี้ชัดเลย เหวี่ยงออกอาการอย่างเห็นได้ชัดขึ้น แต่ยังอยู่ในการควบคุมของเราอยู่ รอดจากฐานแรกไปแล้ว ขยับเข้าไปที่ฐานที่ 2 รอบนี้ใช้ความเร็ว 80 เท่าเมื่อกี้ แต่ใช้คันเร่งเดินเข้าไปในฐานด้วย หักขวาปุ๊บ หักซ้ายปั๊บ เฮ้ย ดีขึ้นเยอะเลย ควบคุมง่ายกว่าเมื่อกี๊ รถถูกเหวี่ยงน้อยกว่า เพิ่งเข้าใจการทำงานของระบบ GVC-Plus ได้ชัดเจนก็วันนี้นี่เอง

Mazda 2
Mazda 2

จริง ๆ ฐานนี้มีการวิ่งผ่านเส้นสลิงที่ขึงเอาไว้บนพื้น เพื่อเอาไว้ทดสอบการซับเสียงของตัวรถว่าดีขึ้นจริงไหม เอาจริง ๆ นะ ผมฟังไม่ออกหรอก เพราะว่าจำไม่ได้ว่าเสียงใน Mazda 2 รุ่นก่อนนี้มันดังขนาดไหน มันดังกว่านี้หรือเปล่า และที่สำคัญ ผมไม่เคยเอารุ่นเดิมมาวิ่งผ่านสลิงที่ขึงแบบนี้ เลยตอบไม่ได้ว่ามันดีกว่าเดิมจริงหรือไม่ รู้แต่ว่ามันก็เก็บเสียงดีจริง ๆ ครับ ถึงแม้จะวิ่งเร็วมากก็ตาม

Mazda 2
Mazda 2

เอาล่ะ จบสถานีการทดสอบ Mazda 2 ในสถานีที่ 1 ไปแล้ว เรามาขยับตัวเข้าสู่สถานีที่ 2 เลยดีกว่า โดยรอบนี้จะใช้ Mazda 2 Skyactiv-G 1.3 เป็นการทดสอบ สถานีนี้ไม่มีการวางกรวยแล้ว แต่ให้ขับไปตามโค้งของสนาม ตั้งแต่โค้ง 6 ไปจนถึงโค้ง 11 ก่อนที่จะตัด Track กลับไปที่โค้ง 6 ใหม่ รอบนี้กดได้เท่าไหร่กดเต็มที่ ขอแต่เพียงว่า ให้ดูกรวยที่วางไว้แล้วทำตาม ถ้ามี 3 กรวยเรียงกัน แสดงว่าจุดนั้นคือจุดเบรก, 2 กรวยคือจุดที่หมุนพวงมาลัยเพื่อเข้าโค้ง, 1 กรวยคือจุดที่เราต้องเอารถขับไปหาเพื่อชิดที่จุดนั้นให้มากที่สุด ซึ่งการวางกรวยแบบนี้ เป็นการฝึกแบบ Racing Line นั่นเอง (ว้าว) แต่รอบแรก ให้เข้าโค้งโดยปล่อยคันเร่ง แล้วหมุนพวงมาลัยอย่างเดียว ไม่ต้องเติมคันเร่ง ไม่ต้องเบรก แล้วดูอาการของรถว่าเป็นอย่างไร ความยากอยู่ที่โค้ง 9 - 11 ที่มันค่อนข้างหลอกตา ถ้าเข้าผิดอาจเป็นเรื่องได้ ส่วนรอบ 2 นั้นให้ใส่คันเร่งประคองความเร็วไปด้วย จากนั้นมาดูความแตกต่างกัน

Mazda 2
Mazda 2

ต้องเข้าใจกันก่อนว่า Mazda 2 เครื่องยนต์เบนซินนั้น มีแรงม้าแรงบิดสู้เครื่องยนต์ดีเซลไม่ได้ ดังนั้นอัตราเร่งมันสู้กันไม่ได้แน่นอน ดังนั้นเมื่อได้ธงเขียวจากผู้ดูแลสถานีที่ 2 อย่างพี่อั๋น สิรคุปต์ เมทะนี ผมก็กดมิดเช่นกัน แต่มันไม่พุ่งเหมือนเครื่องยนต์ดีเซล แต่มันค่อยไต่ความเร็วขึ้นไปอย่างสุภาพ วิ่งไปจนถึงโค้ง 7 จึงยังไม่ได้ความเร็วมากเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังคงกดคันเร่งอย่างต่อเนื่อง แล้วค่อยกดเบรกเล็กน้อยก่อนเข้าโค้ง 8 จากนั้นก็หมุนพวงมาลัยเลยโดยไม่มีการเติมคันเร่ง มันก็เหวี่ยงนะ แต่ทำไมมันรู้สึกไม่เหวี่ยงมากเท่าตัวดีเซลหว่า ไม่เป็นไร สภาวะอาจจะต่างกันก็ได้มั้ง จากนั้นก็กดเข้าที่โค้ง 9 ต่อโค้ง 10 จบที่โค้ง 11 ต่อ โดยใช้การปล่อยไหลเข้าโค้งเหมือนกัน ก็รู้สึกเหวี่ยงและต้องฝืนพวงมาลัยมากอยู่เพื่อให้รถยังคงอยู่ใน Line ที่กำหนดเอาไว้ พอมาถึงรอบที่ 2 คราวนี้กดเต็มที่ทุกโค้ง (แต่เอาที่รถไหวนะ) ใช้คันเร่งเสริมเข้าไปเพื่อให้ระบบ GVC-Plus ทำงาน โว้ว  พอระบบทำงานแล้ว รู้สึกถึงการคุมพวงมาลัยที่ง่ายกว่าเดิมจริง และตัวรถเหวี่ยงน้อยลงด้วย ถ้ามองหลักตามความเป็นจริงการเพิ่มความเร็วเข้าไปในโค้ง มันควรจะคุมยากขึ้นใช่ไหม มันใช่ถ้าไม่มีระบบ GVC-Plus แต่พอมีระบบนี้ปั๊บ Mazda 2 ก็ควบคุมได้ง่ายขึ้นมาในทันที

Mazda 2
Mazda 2

หลังจากสนุกไปครบแล้วทั้ง 2 สถานี ในที่สุดก็ถึงการรอคอยของเราเสียที เมื่อทุกคนจะได้รับโอกาสเอารถขนาดเล็กแบบ Eco Car เข้าไปซัดในสนามระดับโลกอย่าง  ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กันแบบเต็มรอบ โดยจะได้ขับ Mazda 2 ดีเซล 2 รอบ และเบนซินอีก 2 รอบ ล็อตแรกผมเริ่มด้วยเครื่องยนต์ดีเซลก่อน การวิ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดละ 3 คัน โดยมีคันนำอีก 1 คันที่ขับโดยผู้ดูแลอย่างพี่หนึ่ง ใช้รถสปอร์ตคันงามอย่าง Mazda MX-5 เป็นคันนำหน้า (ไม่ค่อยเอาเปรียบเลย) พี่หนึงบอกผ่านวิทยุว่า ไม่ต้องห่วงว่าจะบล๊อคให้ขับช้า แต่จะขับให้ใกล้เคียงขีดจำกัดของตัวรถ Mazda 2 แน่นอน เมื่อธงเขียวเริ่ม ก็กดคันเร่งออกเลย เมื่อผ่านโค้งแรกไปแล้วด้วยความเร็วไม่มากนัก พอพ้นโค้งได้ก็กดเต็มเท้าเลยครับ ช่วงนี้เป็นทางตรงยาวแถมมีช่วงลงเนินอีก ทำให้ก่อนที่ผมจะแตะเบรกเพื่อเข้าโค้ง 2 รถสามารถทำความเร็วไปในระดับ 155 กิโลเมตร/ชั่วโมงแล้ว ก่อนที่จะลดความเร็วมาอยู่ที่ราว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วทำการเข้าโค้ง 2 ต่อเนื่องโค้ง 3 และไม่ลืมแต่คันเร่งเพื่อให้ระบบ GVC-Plus ทำงานไปด้วย ฟ้าวววว เข้าโค้งแบบรถเอียงเต็มที่ แต่ควบคุมรถให้อยู่ใน Line ได้อย่างไม่ยากเย็น

Mazda 2
Mazda 2

ก่อนที่จะกดพุ่งขึ้นเนินเดินเต็มสปีด พุ่งสู่โค้ง 4 ด้วยความเร็ว 145 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก่อนลดความเร็วเล็กน้อยแล้วเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกิน 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง และแตะเบรกหนักเมื่อถึงโค้ง 5 หักซ้ายเพื่อเข้าโค้งต่อเนื่องไปโค้ง 6 พอพ้นโค้งกดกดคันเร่งต่อไปที่โค้ง 7 แบบกดคันเร่งเต็มได้ เพราะช่วงนั้นความเร็วน่าจะแถว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง กเเข้าไปหาโค้ง 8 กดลดความเร็วจากระดับประมาณ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงลง หักขวาพร้อมแตะคันเร่งต่อเนื่องไปที่โค้ง 9 แตะเบรกเล็กน้อยแล้วหักขวาหาโค้ง 10 โค้งนี้แหล่ะที่รถมีอาการเต็มที่ ต้องคอยประคองคันเร่งให้ดี และแตะคันเร่งอยู่ตลอดเพื่อให้ระบบ GVC-Plus ทำงาน ไม่งั้นมีหวังได้ลงไปลากรถข้างทางแน่นอน พอพ้นโค้ง 11 ก็กดพุ่งมุ่งหน้าไปยังโค้ง 12 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้าย ก่อนเข้าสู่ทางตรงหน้า Stand ใหญ่นั่นเอง เราก็กดผ่านหน้า Stand ไปอย่างเต็มเหนี่่ยว แล้วไปเริ่มใหม่ที่โค้งแรกอีก 1 รอบจนถึงโค้งสุดท้าย เป็นอันจบ

Mazda 2
Mazda 2

ต่อมาเราก็ย้ายคันมากันที่ Mazda 2 Skyactiv-G 1.3 ในรูปแบบการขับเดียวกัน (ไม่ย้อนละนะ ขอสรุปเลย) สิ่งที่แตกต่างแบบพอสัมผัสได้ ก็คืออัตราเร่งไม่เท่ากัน โดยความเร็วทางตรงก่อนเบรกที่โค้ง 2 Mazda 2 เบนซินทำได้เพียง 145 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนก่อนเข้าโค้ง 4 ทำได้ประมาณ 125 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่ได้เกินความคาดหมายอะไร แต่ที่แปลกใจคือแรงเหวี่ยงในตอนเข้าโค้ง รุ่นเบนซินกลับทำใได้ดีกว่าแฮะ มานั่งสุมหัวกันกับเพื่อน ๆ ที่ร่วมทดสอบด้วยกัน หลายคนก็รู้สึกตรงกันจริง ๆ ได้ผลการสุมหัวออกมาว่า น่าจะมาจากน้ำหนักของตัวรถที่รุ่นเครื่องยนต์เบนซินมีน้ำหนักเบากว่า ก็เลยมีแรงเหวี่ยงน้อยลงก็เป็นได้นะ (ไม่ยืนยันนะ)

Mazda 2
Mazda 2

จบรอบความสนุกสนานไปกันเรียบร้อยแล้ว ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษจริง ๆ ที่ได้มีโอกาสเอารถยนต์ไซส์ City Car มาวิ่งในสนามแข่งจริง (ก่อนหน้านี้เคยลองแต่ตัวแรงอย่าง Mercedes-AMG)  ทำให้เราได้ทดสอบสมรรถนะของ Mazda 2 ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และทำให้รู้เลยว่า ระบบ G-Vectoring Control Plus มันคือระบบที่ช่วยให้เราเข้าโค้งได้ดีมากขึ้นจริง ๆ เพียงแต่ต้องวรู้วิธีการใช้งานให้ถูกต้อง คือการหมุนพวงมาลัยและกดคันเร่งไปพร้อมกัน ระบบถึงจะทำงานให้เรา แต่ต้องขอเตือนนะครับว่า การทดสอบแบบนี้เป็นการทดสอบในสนามปิด และถูกดูแลควบคุมด้วยผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รวมทั้งทักษะการขับขี่ของนักทดสอบรถยนต์ทุกคนก็อยู่ในระดับดีกว่าทั่วไปอยู่แล้ว การทดสอบจึงจบลงได้ด้วยความปลอดภัย ไม่แนะนำให้ลองเองตามถนนนะครับ เอาเป็นว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของ Mazda 2 โฉมนี้ ใช้งานไปตามที่ตัวเองขับไปแหล่ะครับ ขับแบบปฏิบัติตามกฎหมายจราจร เพียงแต่ว่าถ้ามีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ระบบความปลอดภัยในรถที่มีให้มากมาย จะช่วยให้คุณผ่านพ้นวิกฤตินั้นมาได้ดีกว่าไม่มีอย่างแน่นอน

Mazda 2
Mazda 2

ปกติการทดสอบรถยนต์ทุกครั้ง ผมจะมีการสรุปเรื่องชอบ-ไม่ชอบมาให้ทุกท่านที่อ่านได้ทราบในช่วงท้าย แต่ด้วยความที่รอบนี้เป็นการทดสอบที่ถูกกำหนดเอาไว้ จึงมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทดสอบ จึงไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรได้บ้าง และแน่นอนว่า ไม่มีการจดเรื่องอัตราประหยัดน้ำมันเอาไว้ เพราะการขับบ้าระห่ำขนาดนี้ มันเกินกว่าเราใช้งานบนถนนทั่วไปมาก ผมจึงคิดว่าเดี๋ยวค่อยเอามาทดสอบเดี่ยวแล้วทำให้ละเอียดอีกรอบดีกว่าครับ

Mazda 2
Mazda 2

Mazda 2 ที่ทำการทดสอบรอบนี้ อย่างที่บอกไปตอนต้นแล้วว่ามีมาให้ทดสอบกัน 3 รุ่น คือ Mazda 2 XDL Sport ราคา 799,000 บาท, Mazda 2 1.3 SP ราคา 690,000 บาท และ Mazda 2 1.3 S Sport Leather ราคา 648,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ดีมากเลย เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีของตัวรถที่ให้มามากมาย เพิ่มความปลอดภัยในระหว่างขับขี่ได้มา แถมยังเพิ่มความสนุกสนานในยามขับรถได้อีกด้วย ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นรถในกลุ่ม Eco Car ที่รักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ว่ายังคงความขับสนุกตอบสนองใจคนวัยรุ่นได้อย่างดีแน่นอนครับ

Mazda 2

ทดสอบและเรียบเรียงโดย EARTHPARK02

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ