Test Drive : รีวิว ทดลองขับ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ซาลูนใหญ่...สุขุม หรู ประหยัด

ถ้าจะกล่าวถึงยานยนต์หรูพรีเมี่ยมที่ผู้ใช้รถยนต์ทั่วโลกให้ความเชื่อมั่นมายาวนานจะนึกถึงค่ายรถยนต์จากเยอรมนีอย่าง Mercedes-Benz เป็นอันดับต้นๆ และรถยนต์ที่สร้างยอดขายมากที่สุดสร้างกำไรให้กับค่ายมาตลอด เปรียบเสมือนรถธงคงหนีไม่พ้น Mercedes-Benz S-Class นั่นเอง

Mercedes-Benz S-Class

Big Size Luxury Sedan จากเมืองเมืองสตุ๊ตการ์ต ครองใจผู้บริหาร CEO และเซเลปชื่อดังมายาวนานจนปัจจุบันจำหน่ายในเจเนอเรชั่นที่ 11 กับรหัส W222 ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2014 และมีการปรับโฉมไปไม่นาน สำหรับรุ่นที่นำมา รีวิว ทดลองขับ เป็น Mercedes-Benz S-Class รุ่น S 350 d Exclusive ประกอบในประเทศ (CKD) มาดหรู สุขุม เน้นความ Luxury เริ่มที่ภายนอกงามสง่าด้วยไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี ULTRA RANGE ที่ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตรโดยอัตโนมัติหากไม่พบรถยนต์ที่ วิ่งสวนทางมา รวมถึงไฟ daytime สำหรับขับขี่กลางวันแบบ LED 3 เส้น พร้อมระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System) ในขณะเลี้ยวโค้งเสริมระบบเพิ่มความส่องสว่าง (cornering light) และปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assistant) อยู่ในโคมเดียวกัน แม้แต่ยามค่ำคืนที่เส้นทางเปลี่ยวไร้แสงไฟรับกับกระจังหน้าดีไซน์เอกลักษณ์พร้อมโลโก้ ดาวสามแฉกรับกับ กันชนหน้าทรงหรูพร้อมแถบโครเมี่ยมดีไซน์สง่างาม

Mercedes-Benz S-Class
Mercedes-Benz S-Class

ด้านข้างมาพร้อมชุดโครเมี่ยมทั้งกรอบประตูที่เปิดประตู และคิ้วชายล่างบ่งบอกความสปอร์ตอีกระดับ กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวแบบ LED สามารถปรับ-พับด้วยระบบไฟฟ้าและข้างซ้ายของกระจกมองข้างติดตั้งระบบปรับมุมเอนลงอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ถอยเพิ่มมุมมองในการถอยหลังมากขึ้นและด้านผู้ขับขี่ยังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติในยามขับขี่ตอนกลางคืนกันแสงไฟหน้ารถคันหลังแยงตาใส่ผู้ขับขี่ ล้ออัลลอยประจำรุ่นเป็นแบบหลายก้าน multi-spoke ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยาง 245/45 R19 ในล้อหน้าและ 275/40 R19 ในล้อหลัง ด้วยยาง Run- flat tyres จากค่าย Pirelli หลังคารถนอกจากจะมีเสาอากาศแบบครีบฉลามแล้ว ยังมีหลังคากระจก Panoramic sunroof บานใหญ่ที่สามารถเลื่อนเปิด-ปิด หรือ ยกขึ้นด้วยระบบไฟฟ้าด้านท้ายมาพร้อมไฟท้ายแบบ LED ด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติกและไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ผสมผสานกับชุดแต่งโครเมี่ยมทั้งขอบป้ายทะเบียนและกันชนหลัง

Mercedes-Benz S-Class

Mercedes-Benz S-Class

ฝากระโปรงท้าย เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบ (HANDS- FREE ACCESS) แค่แกว่งปลายเท้าไปที่ใต้กันชนหลังด้านซ้ายเซนเซอร์คอยจับสัญญาณการแหย่ปลายเท้าไว้ เพียงแต่ว่าขอให้ตัวกุญแจรีโมทอยู่กับตัว ฝากระโปรงท้ายจะเปิดด้วยระบบไฟฟ้าทันที นอกจากนี้ประตูรถยังมีระบบช่วยผ่อนแรงกระแทกขณะปิดประตู หรือภาษาบ้านๆนั่นคือ ประตูสุญญากาศ นั่นเอง

มิติตัวรถ Big Size Luxury Sedan จากจากเยอรมนีใหญ่โตตามฐานะ ตั้งแต่ความยาว 5,271 มม. ความกว้าง 1,905 มม. และความสูง 1,496 มม. น้ำหนักรถ 1,990 กก. และความจุถังน้ำมัน 70 ลิตร

Mercedes-Benz S-Class
Mercedes-Benz S-Class

ภายในห้องโดยสารใหญ่โตคล้ายกับคู่แข่งจากเมืองมิวนิก งานนี้มาพร้อมชุดเบาะนั่งหนังแท้คุณภาพสูงที่คาดว่าจะไม่หุ้มหนังแบบ Nappa โดยสีของเบาะนั่งแตกต่างตามสีภายนอกตัวรถ อย่างคันที่นำมาทดลองขับ สีภายนอกเป็นสีขาว polar white ภายในใช้โทนสีน้ำตาลทูโทน nut brown / black เบาะคู่หน้าและคู่หลังสามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้าและระบบความจำทั้ง 2 ฝั่งพร้อมฟังก์ชั่นอุ่นและระบายอากาศ ตัวเบาะหน้าออกแบบเรียบง่ายแต่ให้ความสบายผสมกับระบบนวดผ่อนคลายและระบายอากาศทั้งผู้โดยสานตอนหน้าและตอนหลังลดความอึดอัดเมื่อยล้าอีกในยามเดินทางใกล้-ไกล เบาะหลังมาพร้อมโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหลัง 6 แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง

Mercedes-Benz S-Class

ระบบ Chauffeur Seat Package ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริหารซึ่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังได้มากยิ่งขึ้นจากการปรับเลื่อนเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าไปด้านหน้าได้อีก 4 ซม. และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 ซม. จากตำแหน่งปกติ ทำให้มีพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารตอนหลังฝั่งซ้ายเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ชอบความร้อนยังมีม่านบังแดดติดตั้งทั้ง 2 จุด บริเวณประตูหลังซ้าย-ขวา กับกระจกหลังโดยปรับขึ้นลงด้วยระบบไฟฟ้า ระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง ซ้าย-ขวา ช่องแอร์แผงควบคุมและเครื่องเล่น Blu- ray สำหรับที่นั่งด้านหลัง รวมถึงกระจกแต่งหน้าบนหลังคารถสำหรับสุภาพสตรีที่รักสวยรักงาม หลังคาภายในห้องโดยสารเป็นสีดำเข้ม หุ้มด้วยผ้าขึ้นรูปงานประณีตไฟเพิ่มบรรยากาศภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light สามารถสร้างเสน่ห์น่าหลงใหลด้วยสีให้เลือกตามต้องการถึง 64 สี ส่วนหลังคากระจก Panoramic sunroof กว้างใหญ่โต

Mercedes-Benz S-Class

Mercedes-Benz S-Class

Mercedes-Benz S-Class

แผงคอนโซลหน้าขึ้นรูปอย่างสวยหรูตกแต่งด้วยหนังสัมผัสคู่กับลายไม้วอลนัทคุณภาพ High-gloss brown burr walnut wood trim การจัดวางแต่ละฟังก์ชั่นการใช้งานดูค่อนข้างง่ายและสะดวกในการใช้งาน พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น 3 ก้านหุ้มหนัง nappa พร้อมสวิตช์ปุ่มควบคุมแบบ touch control ควบคุมการทำงานทั้งระบบล็อกความเร็ว Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่นช่วยลดความเร็ว และสวิตช์ควบคุมการทำงานเครื่องเสียง หลังพวงมาลัยด้านซ้ายจะเป็นทั้งก้านไฟเลี้ยวและที่ปัดน้ำฝน และด้านขวาจะเป็นชุดเกียร์อัตโนมัติ มาตรวัดเรืองแสงและจอแสดงผลขนาดใหญ่อยู่ในชุดเดียวกัน อ่านง่าย ชัดเจน เทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดีย มาพร้อมกับระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT ระบบแผนที่นำทาง ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ & Android Auto ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย สำหรับที่นั่งด้านหน้า ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย เบรกมือไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชั่น Hold ด้วยการเหยียบแป้นเบรกให้ลึกระบบจะทำงานอัตโนมัติและไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้ แล้วสัญญาณไฟเตือนจะขึ้นคำว่า Hold ทันทีและเมื่อไฟเขียว คุณก็แค่เหยียบคันเร่ง รถจะพร้อมพุ่งทะยานออกไป

Mercedes-Benz S-Class
Mercedes-Benz S-Class
Mercedes-Benz S-Class

เครื่องปรับอากาศที่แบบอัตโนมัติแยกอุณหภูมิ THERMOTRONIC แบบ 4-ZONE (ด้านคนขับคนนั่ง ด้านหลังขวาและซ้าย) งานนี้ไม่ต้องมาแย่งความร้อน-เย็นอีกต่อไปติดตั้งฟังก์ชันปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package) และคลาสสิกสุดๆด้วย นาฬิกาแบบอนาล็อก ติดตั้งบริเวณระหว่างช่องแอร์ทรงกลมคู่ซ้าย-ขวาบนแผงคอนโซลกลาง และกาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz และ การไขกุญแจเข้าไปสู่ความอลังการใช้กุญแจรีโมทขนาดใหญ่ แบบ KEYLESS – GO กุญแจรีโมทคอนโทรล ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ สั่งการทำงานเปิด-ปิดของเซ็นทรัลล็อก และฝากระโปรงท้าย ซึ่งระบบกุญแจดังกล่าวโดยส่วนตัวแล้วใช้งานง่ายคู่แข่งจากเมืองมิวนิก โดยไม่ต้องชาร์จให้ยุ่งยากอีกต่อไป

Mercedes-Benz S-Class
Mercedes-Benz S-Class
Mercedes-Benz S-Class

เครื่องยนต์ที่มาประจำการลงในเก๋งซาลูนใหญ่ครั้งนี้เป็นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ 6 สูบแถวเรียงและอินเตอร์คูลเลอร์ รหัส OM656 ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้าที่ 3,400–4,600 รอบ/นาที แรงบิด 600 นิวตันเมตรที่ 1,200 – 3,200 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 สปีด 9G-Tronic พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering - wheel Gearshift Paddles) พร้อมเทคโนโลยีระบบ Dynamic Select ที่มีโหมด การขับขี่ 5 แบบ คือ Eco แบบโหมดประหยัดน้ำมัน, Individual รูปแบบการขับขี่ที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ได้, Comfort แบบโหมดขับขี่สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, Sport และ Sport+ เน้นการเพิ่มความเร้าใจให้กับการขับขี่ มากยิ่งขึ้น โดยให้ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 6 วินาที ขับเคลื่อนล้อหลัง ปล่อย CO2 ที่ 139 กรัมต่อกิโลเมตร

ด้วยน้ำหนักเกือบ 2 ตันถึงผนวกกับตัวตนที่สุขุม เคร่งขรึม น่าเกรงขาม แต่เมื่อใส่เครื่องยนต์ OM 656 3 ลิตร 286 แรงม้า เข้าไปภาพลักษณ์ที่เคยปรากฏกลับไม่เป็นแบบนั้น ความคล่องตัวความฉับไวยกให้เป็นที่หนึ่งในการใช้งานในเมืองแต่เมื่อขับความเร็วสูงๆ เร่งแซง กด Kick Down อาจไม่ทันใจเหมือนคู่แข่งจากมิวนิก การบุวัสดุซับเสียงอย่างดี ทำให้เสียงเครื่องเล็ดลอดมาน้อยมาก สำหรับรอบการทำงานของเครื่องในช่วงความเร็ว 90-120 กม./ชม.ทำผลงานสูงสุดไม่ถึง 1,400 รอบ/นาที ถึงรอบเครื่องอาจดูแกว่งๆไปบ้าง ด้วยรอบตั้งแต่ 1,200 1,300 1,050 และ 1,350 รอบ/นาที ตามลำดับ ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic การเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละช่วงก็ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อไม่กระตุก เพิ่มอรรถรถในการขับขี่อย่างสนุกสนาน ถ้าอยากสนุกเพิ่มยังมี Paddle Shift ให้ใช้ตามใจชอบ ด้านพวงมาลัยเป็นแบบพาวเวอร์ไฟฟ้าปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ เซ็ตพวงมาลัยน้ำหนักเบา ขับสบาย ขับง่ายขึ้น ในทุกช่วงความเร็ว และการควบคุมคมทุกโค้งเทียบเท่าคู่แข่งเช่นกัน แต่จะหนักขึ้นในความเร็วสูงๆ

Mercedes-Benz S-Class

ระบบช่วงล่างแบบถุงลม (AIRMATIC) พร้อมระบบควบคุมแบบอัตโนมัติ สามารถควบคุมการทรงตัวได้ในทุกสภาวะอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แถมสามารถปรับให้เหมาะกับการขับขี่ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ในโหมด Comfort และ Sport ถ้าเจอถนนขรุขระ มีหลุมบ่อสามารถยกตัวรถให้สูง 30 มม. และระบบจะปรับตัวรถลง 20 มม. โดยอัตโนมัติเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เพื่อเพิ่มการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้นตลอดการขับบอกได้เลยว่าให้ความนุ่มนวล หนึบ ซับแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมระบบควบคุมการทรงตัว (ESP) ระบบควบคุมความเร็วขณะขึ้นทางลาดชัน Hill-Start Assisant ให้ใช้ ด้านระบบเบรก ระยะการเหยียบเบรกเมือเหยียบแป้นเบรกไป 20 % ระบบทำงานหยุดได้อย่างฉับไว

ความปลอดภัยสำหรับ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive มีครบครันมากมายสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ร่วมใช้ถนน อาทิ

- ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUS ผ่านการทำงานของเรดาร์ที่หากตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกระพริบฉุกเฉินจะกระพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง

- PRE-SAFE® Impulse ระบบจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าด้านข้างตัวรถ ด้วยเรดาร์ที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อพบว่ามีเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถุงลมที่อยู่ในพนักพิงด้านข้างจะพองออกเพื่อผลักให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านหน้าเอียงไปอยู่ส่วนตรงกลางห้องโดยสาร

- ระบบ Active Emergency Stop Assist สำหรับคนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ

- ระบบ Evasive Steering Assist ระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้า

- ระบบ Active Distance Assist DISTRONIC ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น

-ระบบ Active Blind Spot Assist ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร

- ระบบ Active Lane Keeping Assist หากเรดาร์ตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบจะช่วยดึงรถเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ

- ระบบ Active Brake Assist และฟังก์ชัน Cross-Traffic เทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPC จะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ

- ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบกันชนในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ

Mercedes-Benz S-Class

ปิดท้ายด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจากโปรแกรม Save Mode ทำได้ 15.43 กม./ลิตร จากระยะทางรวม 60.8 กม.จัดน้ำมันเต็มถังจากปั๊มแถวเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพฯ 3.94 ลิตร ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ตามสภาพการใช้งานจริง ส่วนการใช้งานในเมืองได้ตัวเลขสิ้นเปลืองที่ 4.14 กม./ลิตร โดยที่ได้ตัวเลขมาขนาดนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากระบบ สตาร์ท-ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติแบบอัจฉริยะ “Eco Start/Stop” โดยระบบจะดับเครื่องยนต์เฉพาะเมื่อรถหยุดการเคลื่อนที่เมื่อรถหยุดไฟแดง แต่ช่วงการทำงานนั้น บรรดาเครื่องปรับอากาศกับวิทยุเครื่องเสียงยังทำงานตามปกติ แต่ถ้าไม่ปรารถนาที่จะใช้ถ้าหากรำคาญว่าตัวรถเดี๋ยวติดเดี๋ยวดับในชั่วขณะระบบนี้ก็สามารถกดปุ่มยกเลิกระบบได้เช่นกัน

Mercedes-Benz S-Class
Mercedes-Benz S-Class

รถยนต์ Big Size Luxury Sedan รุ่นเครื่องยนต์สันดาปจะเป็นกลุ่มที่ให้ความสนใจพอสมควรแต่ Mercedes-Benz สามารถตอบโจทย์ด้วยการนำเครื่องยนต์ดีเซลลงตลาดเป็นทางเลือกสำหรับสาวกที่ไม่ต้องการรถยนต์พลังงานเสียบปลั๊กหรือมีถ่านมาเป็นตัวเลือกแถมยังให้ความเรง สุขุม แบบไม่ต้องเรื่องมากและไม่ซับซ้อน ก็ตาม

ภายนอกอาจดูภูมิฐาน สง่างามตามสไตล์ค่ายดาวสามแฉก รวมถึงภายในหรูหราสมฐานะแต่ด้วยกว้างขวาง ถูกจริต ผู้บริหาร แขกต่างประเทศแล้ว ขุมพลังแรง 6 สูบ 286แรงม้านำความแรงขั้นเทพไปพบความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้า กับราคา 6,390,000 บาท ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวสำหรับ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive

เรื่องและขับทดสอบโดย นายเต้ย

ขอขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้ความอนุเคราะห์รถยนต์ Mercedes-Benz S 350 d Exclusive มาทดสอบ

Mercedes-Benz S-Class

สิ่งที่ชอบ >>> การออกแบบตามสไตล์ Mercedes-Benz ถึงจะเชยแต่มีเสน่ห์มาทุกยุค รวมถึง Mercedes-Benz S 350 d Exclusive เครื่องเสียง Burmester® surround sound system ให้เสียงที่ดีไม่ต้องเติมแต่งอีกต่อไป ถ้าต้องการให้คนนั่งหลังสบายยังมีระบบปรับคนนั่งข้างหน้า แบบ Chauffeur Seat Packageให้ พลัง 286 แรงม้า จากเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 3 ลิตร ทรงพลังทั้งใช้งานในเมืองและนอกเมือง ถึง กดคลิ๊กดาวน์อาจไม่ทันใจไปบ้าง

สิ่งที่ไม่ชอบ >>> ไม่มีระบบทีวีจูนเนอร์เหมือนคู่แข่ง

Mercedes-Benz S-Class

 

ชม Gallery Test Drive Mercedes-Benz S 350 d Exclusive ได้ที่นี่ !!

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com

5 เรื่องน่าสนใจ