MG6 เปลี่ยนความเชื่อ สัมผัสพลังแห่งการควบคุม สายพันธุ์อังกฤษ

  • โดย : พิสน ลีละหุต
  • 16 ก.ย. 59
  • 10,156 อ่าน

MG แบรนด์รถยนต์จากอังกฤษที่เข้ามาสร้างความฮือฮาในตลาดประเทศไทย พร้อมกระแสตอบรับอันดีจากผู้บริโภคที่ให้ความสนใจรถยนต์รุ่นต่างๆ ที่ทาง MG นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น MG3 ,MG5 ,MG GS และ MG6 หนึ่งในรุ่นที่ทำตลาดในบ้านเรา เน้นความสปอร์ตแบบพรีเมี่ยม สมรรถนะ ความปลอดภัย พร้อมเทคโนโลยีสุดครบครัน ที่ครั้งนี้ทีมงาน autodeft.com จะมาเล่าถึงสัมผัสและความรู้สึกในการขับขี่ MG6 กัน

รูปโฉมภายนอก MG6 ถูกออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยวโค้งมน กระจังหน้าดีไซน์เป็นเอกลักษณ์พร้อมด้วยโลโก้ MG ขนาดใหญ่ตรงกลาง ส่องสว่างด้วยไฟหน้า Projector แบบ Bi-Xenon ปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ มี CORNERING LIGHT ไฟส่องสว่างด้านข้างขณะเลี้ยว คู่กับระบบทำความสะอาดไฟหน้า กันชนดีไซน์ใหม่เส้นสายเฉียบคมดูมีมิติ หลังคาปลดปล่อยอารมณ์อิสระด้วย Sunroof ด้านล่างจะพบกับไฟ Daytime Running Light บริเวณไฟตัดหมอกเดิม โดดเด่นลุคสปอร์ตกับล้ออัลลอยด์ปัดเงาทูโทน ขนาด 17 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 215/50 R17 ขนาดกำลังดีเหมาะกับตัวรถไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป และไฟท้ายด้านหลังแบบ LED

สำหรับ MG6 นั้นมีมาให้เลือกกับ 2 รูปทรง คือ Sedan และ Fastback ซึ่งเป็นรุ่นที่ทีมงานนำมาขับทดสอบและเล่าความรู้สึกให้ได้ทราบกันไป ความแตกต่างสังเกตได้จากบริเวณด้านท้าย ในรุ่น Fastback ที่บริเวณด้านท้ายหลังคาจะลาดลงมาที่ด้านหลัง และส่วนของการเปิดกระโปรงท้ายตัวกระจกหลังจะถูกยกขึ้นมาด้วยพร้อมกันนั้นเอง ตัวรุ่น Fastback จึงให้อารมณ์ที่สปอร์ตกว่า ซึ่งตรงนี้ก็คงต้องแล้วแต่ความชอบส่วนตัวในแต่ละรูปทรง

ครั้งเวลาได้มานั่งอยู่หลังพวงมาลัย ใน MG6 ให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่แอบแฝงด้วยความหรูที่อัดแน่นอุปกรณ์ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ อย่างครบครัน พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3 ก้าน สามารถควบคุมเครื่องเสียง และการทำงานของระบบต่างๆ ในตัวรถได้อย่างสะดวก พร้อมแล้วก็สตาร์ทเครื่องยนต์ แต่สำหรับใครที่ไม่เคยขับ MG6 หรือไม่ทราบมาก่อนอาจจะงงเล็กน้อยว่าสตาร์ทอย่างไร เนื่องจากการสตาร์ทนั้นจะต้องใช้กุญแจรีโมทเสียบเข้าไปที่ช่องเสียบด้านซ้ายข้างพวงมาลัย จากนั้นทำการกดแช่เล็กน้อยและปล่อย เครื่องยนต์ก็จะติดและพร้อมทำงาน

MG6 มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ขนาด 1.8 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 215 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,500 รอบ/นาที รองรับพลังงานทางเลือกน้ำมัน E85 จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 6 สปีด พร้อมโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ให้เลือกเปลี่ยนเกียร์ได้เองตามต้องการที่บริเวณคันเกียร์ หรือแป้น Paddle Shift บริเวณหลังพวงมาลัย ในช่วงแรกของการขับการจราจรค่อนข้างหนาแน่น การขับขี่ควบคุมรถในช่วงนี้ทำได้อย่างคล่องตัวด้วยน้ำหนักพวงมาลัยที่เบา ถึงแม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่ ก็สามารถควบคุมเปลี่ยนเลนไปมาได้อย่างคล่องตัว และ MG6 ยังมาพร้อมกับระบบเบรกมือแบบไฟฟ้า และระบบออโต้โฮล์ต ที่อำนวยความสะดวกเบรกรถเอาไว้ โดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้างในยามที่ต้องขับรถในการจราจรที่หนาแน่นเช่นนี้ มีการเคลื่อนและหยุดเป็นเวลานาน ซึ่งเมื่อ AUTO HOLD ทำงานอยู่ และต้องการที่จะเคลื่อนรถก็เพียงเดินคันเร่งไปได้เลย

ใช้เวลาสักพัก MG6 ก็พาฝ่าการจราจรในเมืองออกมาได้อย่างคล่องแคล่ว ในช่วงนอกเมืองนี้เองจะได้สัมผัสกับสมรรถนะในการขับขี่กันอย่างเต็มๆ ซึ่งจุดหมายการเดินทางไปกันที่ จ .นครนายก ไม่ใกล้ไม่ไกล มีทั้งเส้นทางตรงยาว ทางโค้งสลับไปมาให้ได้ทดสอบ ในช่วงทางตรงยาวการขับ MG6 ในความเร็วเดินทาง 100-120 กม./ชม. ทำได้สบายๆ ช่วงล่างที่ถือเป็นไฮไลท์และจุดเด่น ทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม ให้ความรู้สึกที่นุ่มหนึบ ไม่แข็งกระด้างหรือย้วยเกินไป น้ำหนักพวงมาลัยที่เบาเมื่อต้องใช้เดินทางด้วยความเร็วก็สามารถควบคุมได้ดีไม่ต้องคอยประคองพวงมาลัยให้รู้สึกล้าแต่อย่างใด พละกำลังของเครื่องยนต์มีเหลือสบายๆ ครั้งเวลาที่จะกดเร่งแซงก็ไร้กังวล การเก็บเสียงทำได้ดีบวกกับความเร็วเดินทางขนาดนี้เสียงลมได้ยินน้อยมาก

ช่วงทางโค้งต่างๆ ที่ขับผ่านขอบอกเลยว่าช่วงล่างของ MG6 เซ็ตมาได้อย่างเยี่ยมยอด ให้ความมั่นใจกับผู้ขับขี่ พร้อมความนุ่มสบายกำลังดีกับผู้โดยสารทุกที่นั่ง ในหลายๆ โค้งที่ขับผ่านด้วยความเร็วที่ใช้ค่อนข้างมากทีเดียว และด้วยระบบที่ MG ใส่เข้ามาเรียกได้ว่าจัดเต็มเรื่องความปลอดภัย ทั้ง ABS ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ,EBD ระบบกระจายแรงเบรก ,EBA ระบบเสริมแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ ,SCS ระบบควบคุมการทรงตัว ,MSR ระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน ,CBC ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง ,TCS ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและลื่นไถล ,HAS ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน ,ITPMSระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง ,BDC ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ , DWTC (DYNAMIC WHEEL TORQUE CONTROL) ระบบความคุมแรงบิดของล้อขณะเข้าโค้ง

คอนโซลหน้าเน้นโทนสีดำ เรียบง่าย แต่ครบครัน ซึ่ง MG6 นั้นมากับภายใน 2 เฉดสีให้ได้เลือก คือ สีทูโทนกับเบาะสีเบจ หรือสีดำล้วน สำหรับ MG6 Fastback ที่นำมานี้เป็นภายในสีดำล้วน เบาะหุ้มด้วยหนังแท้และกึ่งสังเคราะห์ พร้อมความสปอร์ตด้วยการเดินตะเข็บสีแดง มีหน้าจอแสดงข้อมูลการทำงาน และเครื่องเสียงแบบทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว วิทยุ CD MP3 AUX Bluetooth USB พร้อมระบบนำทาง และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เชื่อมระหว่างผู้ขับและตัวรถให้ใกล้กันเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วย ระบบ inkaNet สามารถสั่งการ ตรวจเช็ค หรือแม้กระทั่งตามหารถจากระยะไกล ช่วยให้หมดกังวลไปได้หลายเรื่อง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่งซ้าย-ขวา พร้อมช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ตัวเบาะถูกออกแบบมาในทรงสปอร์ตมีความโอบกระชับในขณะนั่งได้กำลังดี ยามเดินทางนานๆ เบาะสามารถรองรับและให้ความสบายตลอดการเดินทาง

ความปลอดภัยนอกจากระบบที่ได้บอกไปแล้ว MG6 ได้ติดตั้งถุงลมนิรภัย 6 จุด ระบบ STEERING WHEEL REMINDER ระบบแจ้งเตือนทิศทางของพวงมาลัยหลังการสตาร์ทเครื่องยนต์ หากถูกหมุนไปจากทิศทางตรงเกินกว่า 90 องศา AUTO-LEVELING HEADLIGHTS ระบบปรับระดับไฟหน้าสูง - ต่ำอัตโนมัติ เพื่อการไม่รบกวนรถคันหน้า หรือรถคันสวนทางมา

ทั้งหมดนี้ก็คือสัมผัสกับ MG6 ที่มีความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ดี อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อัดแน่นเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ที่รอให้เปิดใจ และสัมผัสด้วยตัวคุณเองเท่านั้น เพราะทุกคำตอบของคำถามที่สงสัยกับ MG6 อยู่ที่ตัวคุณ....

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com 

5 เรื่องน่าสนใจ