Test Ride: รีวิว ทดลองขี่ Royal Enfield Meteor 350 Fireball คลาสสิค เสียงดุดัน ขี่มันเท่ในเมือง

สำหรับคนไทยแล้ว แบรนด์ Royal Enfield อาจจะยังไม่เป็นที่คุ้นหูเท่าไหร่ แต่ถ้าขุดไปถึงประวัติจริง ๆ นี่คือแบรนด์รถจักรยานยนต์สัญชาติอังกฤษที่อยู่คู่กับโลกของเราเกินกว่า 100 ปีแล้ว โดยผลิตให้ทหารได้ใช้งานตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ก็มาหยุดกิจการไปช่วงยุค ‘70 ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ภายใต้การดูแลของชาวแดนโรตี

Royal Enfield Meteor 350 Fireball

ปัจจุบัน Royal Enfield ถือเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่มียอดจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางมากที่สุดในโลก (250-750 ซีซี) และเป็นยี่ห้อที่มีความแน่วแน่ในการจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์แบบ Pure Motorcycle หรือรถจักรยานยนต์ที่ไร้ตัวช่วยที่ทันสมัย เน้นให้คนควบคุมรถ มากกว่ารถควบคุมคน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า ตัวรถเองจะไม่มีเทคโนโลยีในการช่วยขับขี่อะไรมากมาย โดยในรถเวอร์ชั่นจำหน่ายในเมืองไทยนั้น ระบบทันสมัยที่สุดน่าจะเป็น ABS นั่นเอง

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

และด้วยความแน่วแน่นี้ ถึงแม้ว่าการเปิดตัวล่าสุดของ Royal Enfield Meteor 350 รถจักรยานยนต์ใหม่ขนาดกลางอีก 1 รุ่นที่บุกเมืองไทย ก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เดิม ก็คือเป็นรถที่ไม่มีระบบช่วยอะไร เน้นสไตล์ดั้งเดิมแบบคลาสสิค ประมาณว่าเราได้ขี่รถจักรยานยนต์ในรูปแบบที่เราเคยขี่กันเมื่อ 30 ปีที่แล้วเลย

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

เอาจริง ๆ ผมเองไม่เคยได้จับเอา Royal Enfield ไปขี่เองเลยสักรุ่น มีแต่การส่งน้อง ๆ พี่ ๆ ในทีมให้ไปลองขี่กันหมด ซึ่งตัวหลักที่ขี่กันก็คงเป็นตัวเครื่องยนต์ Twin ทั้ง Interceptor 650 และ Continental GT 650 รอบนี้มีโอกาสดีเสียทีที่จะได้ทดลองขี่ด้วยตัวเองบ้าง จึงได้ออกจดหมายขอยืม Royal Enfield Meteor 350 Fireball จากทาง โรยัล เอ็นฟีลด์ มาลองรีวิวให้เพื่อน ๆ AUTODEFT ได้อ่านกันหน่อยว่ามันจะเป็นอย่างไรบ้าง

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

ก่อนออกเดินทาง เรามาทำความรู้จักข้อมูลของตัวรถ Royal Enfield Meteor 350 Fireball กันก่อนเลยครับ โดยรถมอเตอร์ไซค์ใหม่คันนี้ เป็นรุ่นเริ่มต้นในตระกูล Meteor 350 ที่จำหน่ายในประเทศไทย ทรงของตัวรถนั้นเป็นสไตล์ครุซเซอร์ (Cruiser) ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 349 ซีซี กระบอกสูบเดี่ยว 4 จังหวะ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ตัวเครื่องยนต์สามารถผลิตพละกำลังได้ 20.2 แรงม้า (Bhp.) ที่ 6,100 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่วนขนาดของตัวรถนั้น ทางโรยัล เอ็นฟีลด์ ไม่ได้ระบุเอาไว้ บอกเอาไว้เพียงแต่ความสูงจากพื้น 170 มม. ก็ถือว่าเป็นรถที่ไม่ได้สูงเท่าไหร่ เท่าที่ค้นข้อมูลดูบอกได้ว่า ตัว Wheelbase อยู่ที่กว้าง 1,400 มม. และตัวเบาะนั่งสูง 765 มม. ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

โครงสร้างตัวรถของ Royal Enfield Meteor 350 Fireball นั้น ใช้แชสซีแบบ Twin Downtube Spine Frame ที่ผู้ผลิตบอกว่า มันแข็งขึ้น, แข็งแรงขึ้น, ทนทานขึ้น แต่ไม่ส่งผลให้ความนุ่มนวลลดลง (อ่ะ เดี๋ยวว่ากัน) โช๊คหน้าใช้แบบธรรมดา Telescopic ขนาด 41 มม. ระยะยุบ 130 มม. เบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกขนาดจาน 300 มม. คาลิปเปอร์ลูกสูบคู่ ล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว ใส่มาพร้อมยาง Tubeless ขนาด 100/90 19” - 57P ส่วนด้านหลังใช้แบบโช้คคู่ปรับระดับได้ 6 ระดับ มีดิสก์เบรกหลังขนาด 270 มม. คาลิปเปอร์ลูกสูบเดี่ยว ใช้ล้อขนาด 17 นิ้ว รัดมาด้วยยาง Tubeless เช่นกัน ขนาด 140/70 - 17”  - 66P โดยเบรกทั้งหน้าและหลังมีระบบป้องกันล้อล๊อก ABS ด้วย

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

ไฟหน้าของ Royal Enfield Meteor 350 Fireball ใช้เป็นแบบทรงกลม มีไฟวงแหวนเป็น Daytime- Running Light เป็นไฟ LED แต่ไฟโคมใหญ่ยังคงใช้เป็นแบบ Halogen อยู่ ตัวหน้าปัดความเร็วยังใช้แบบเข็ม มีบอกได้ทั้งแบบกิโลเมตรและไมล์ พร้อมไฟแสดงสถานะของตัวรถต่าง ๆ พวกไฟเลี้ยว, เตือนน้ำมันเหลือน้อย, ความร้อน, แบตเตอรี่ เป็นต้น ตรงกลางเป็นจอดิจิตอล บอกพวกระยะทาง, จับระยะ Trip, สถานะเกียร์, ระดับน้ำมันอะไรพวกนี้ ส่วนตัวเด็ดคือหน้าจอเล็กแบบสี ที่เรียกว่า Tripper™ Navigator ที่สามารถเชื่อมต่อกับแอพ Royal Enfield App - APAC บนมือถือ มีทั้ง iOS และ Android แล้วให้ตัวแอพเชื่อมต่อกับหน้าจอ ก่อนที่จะแสดงผลการนำทางแบบ Turn-By-Turn  ไม่ต้องติดโทรศัพท์ไว้บนแฮนด์หน้ารถ สะดวกมาก แต่การทำงานทำงานจริงจะสะดวกขนาดไหน เดี๋ยวมาว่ากันอีกที

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

Royal Enfield Meteor 350 Fireball มีมือจับด้านซ้ายเป็นยาง มีปุ่มไฟเลี้ยว, ไฟสูง-ต่ำ และปุ่มแตรไว้ให้ใช้งาน และตรงใต้ก้านคลัทช์ ก็มีช่อง USB ให้ชาร์จไฟโทรศัพท์มือถือได้ ด้านขวาฝั่งคันเร่ง มีปุ่มสตาร์ทรถและไฟ Hazard มาให้ด้วย ถังน้ำมันมีความจุ 15 ลิตร ฝาถังเป็นสีเงินแบบไขด้วยกุญแจเพื่อเปิดแบบบานพับ ที่พักเท้าทั้งของคนขี่และคนซ้อน มีปั๊มตรา Royal Enfield เอาไว้ด้วย ส่วนบนถังน้ำมันก็มีแปะตัว Royal Enfield เอาไว้เป็นลายเส้นสีดำ ซึ่งผมดันชอบแบบนี้มากกว่ารุ่นบนที่เป็น Supernova กับ Stella ซะอีก ผมไม่ชอบอะไรที่มันดูวิ้งวับสีเงินสักเท่าไหร่ ดำเด่นบนพื้นเหลืองแบบนี้แหล่ะ ใช่เลย ตัวเบาะหนังสังเคราะห์ ใหญ่นั่งสบายเต็มก้นดีจัง เบาะหลังนั่งได้ดี ไม่มีเบาะดันหลังเหมือนรุ่นบน ไฟท้ายด้านหลังเป็นทรงกลมแบบ LED แต่ไฟเลี้ยวยังเป็นแบบไฟหลอด มีทรงกลมเช่นกัน

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

Royal Enfield Meteor 350 Fireball ที่แม้ว่าจะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่การตกแต่งผมว่าเหมาะกับวัยรุ่นมากกว่า โดยจะเน้นใช้สีหลักของรุ่นคือสีเหลืองหรือสีแดงเป็นถังน้ำมัน ส่วนที่เหลือจะเป็นสีดำเกือบทั้งหมด จะมีสีเงินแทรกในแค่บางส่วนเช่นโช๊คหน้า, สปริงหลัง, กรอบไฟหน้าและหลัง, ครีบระบายความร้อนเครื่องยนต์, จานดิสก์เบรกเท่านั้น ต่างจากตัวรองและตัวท็อปที่จะเพิ่มสีเงินในจุดอื่นเข้ามาด้วย สำหรับผมมันดูมีอายุไปหน่อย ตัว Fireball นี่แหละกำลังดี

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

ข้อมูลของ Royal Enfield Meteor 350 Fireball น่าจะพอแล้ว เรามาเริ่มออกเดินทางรีวิวรถมอเตอร์ไซค์ใหม่กันเลยดีกว่า เริ่มจากท่านั่งก่อนเลย ตัวผมสูง 172 ซม. ผมว่าท่านั่งมันสบายดีตามสไตล์รถทรง Cruiser เลย ตำแหน่งเท้าที่วางของคนขี่เยื้องไปข้างหน้าเล็กน้อย ถ้าผมนั่งแบบถอยสุดจนชนเบาะนั่งหลัง จะไม่สามารถงัดเท้าเพื่อเปลี่ยนเกียร์ได้ ต้องขยับขึ้นไปนั่งด้านหน้าสุดถึงจะงัดได้ แต่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเพราะเกียร์ของมอเตอร์ไซค์คันนี้มีก้านให้ใช้ส้นเท้าเปลี่ยนเกียร์ได้ ผมใช้ส้นเท้าถนัดกว่า การวางเท้ากับพื้นตอนจอดก็วางได้เต็มเท้า 2 ข้างดี ไม่ต้องเขย่งหรือเอียงรถเยอะเพื่อวางให้เต็มเท้า ท่าจับแฮนด์อยู่ในตำแหน่งที่นั่งสบาย ไม่กว้างหรือแคบเกินไป สรุปว่าถ้าขี่ทางไกล น่าจะสบาย ไม่เมื่อยมากเกินไปแน่นอน

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

ถึงแม้ว่าน้ำหนักตัวรถของ Royal Enfield Meteor 350 Fireball อยู่ที่ประมาณ 191 กิโลกรัม แต่ด้วยการออกแบบเฟรมรถแบบใหม่ ทำให้การวางจุดศูนย์ถ่วงนั้นลงต่ำมากกว่าตัว Twin ที่มีน้ำหนักไม่ต่างกันมาก เวลาเราเข็นจะรู้สึกได้เลยว่ารถมันเข็นง่ายและเบากว่า Interceptor 650 และ Continental GT 650 อย่างเห็นได้ชัด เวลาขี่เลยทำให้มันคล่องตัวมากกว่าพอสมควร แต่ถามว่ามันคล่องตัวเวลาใช้งานในเมืองหรือเปล่า ต้องบอกว่าไม่ได่้มากขนาดนั้น รถยังคงมีความเทอะทะอยู่ประมาณหนึ่ง ด้วยแฮนด์ที่กว้างด้วยมั้งเลยทำให้เป็นแบบนั้น

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

หลังจากออกตัว ผมว่า Royal Enfield Meteor 350 Fireball ทำอัตราเร่งในช่วงต้นได้ดีนะ แต่พอเริ่มขึ้นในช่วงกลางก็เริ่มแผ่วลง ก่อนที่ช่วงปลายก็เหี่ยวพอตัว ผมลองซัดความเร็ว Top Speed ได้เพียงแค่ราว 115 กม./ชม. ไม่ได้ก้ม ตัวหนา พร้อมน้ำหนักตัวที่ 94 กิโลกรัม ถ้าเป็นตัวบางน้ำหนักน้อยแบบเจ้า TopTaro ก็เป็นไปได้ว่าจะขึ้นไปถึง 120 กม./ชม. รวมทั้งยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า รถมอเตอร์ไซค์ใหม่คันนี้ถูกล๊อกความเร็วเอาไว้ที่ 120 กม./ชม. ตามกฎหมายในอินเดียด้วย ตัวคลัทช์สายผมว่าออกไปทางแข็งเล็กน้อย แต่ไม่ได้มากมายจนบีบจนปวดมือ การเปลี่ยนเกียร์ผมว่าดีเลย ไม่มีการเปลี่ยนเกียร์แล้ววืดเหมือนบางรุ่นตลอดการทดสอบ 5 วันเลย ที่ชอบที่สุดเห็นจะเป็นเสียงของเครื่องยนต์แบบสูบเดี่ยว ที่เสียงมันดูกระหึ่มดุดันดีมาก เสียงเพราะกว่าเครื่องสูบคู่ในรถตลาดทั่วไปด้วยซ้ำ ขี่ไปมีความสุขในการฟังไป

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

การขับขี่ ผมว่า Royal Enfield Meteor 350 Fireball ทำได้ดีระดับหนึ่งเลยนะ ขี่ง่าย การทรงตัวดี ไม่ต้องประคองมาก ถึงมันจะอุ้ยอ้ายไปนิดช่วงต้องมุดเข้าตามช่องต่าง ๆ แต่ถือว่าดีและคล่องตัวในระดับหนึ่ง ใช้ในเมืองได้ไม่ยาก เพียงแต่ไม่สามารถมุดได้ทุกรูก็เท่านั้นเอง ส่วนอาการสั่นนั้นผมว่าน้อยมากนะ ขนาดซัด Top Speed ตัวรถยังสั่นไม่มาก ไม่รู้เหมือนกันว่ารอบพุ่งขึ้นไปที่เท่าไหร่ แต่คงไม่น้อยเลย แถมยังเป็นเครื่องสูบเดี่ยวแต่ยังคงความสั่นเอาไว้ได้เท่านี้ ผมถือว่าโอเคเลยครับ

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

แต่สำหรับช่วงล่างของ Royal Enfield Meteor 350 Fireball นั้น ผมว่าออกไปทางแข็งกระด้างพอตัว ด้านหน้ายังพอรับได้ แต่ข้างหลังแข็งเอาเรื่อง ก็เป็นไปได้ว่าตอนที่ผมขี่ ตัวโช๊คถูกปรับมาที่ระดับต่ำสุด ก็อาจจะมีความแข็งมากที่สุดก็เป็นได้ ไม่ได้ลองขยับว่าถ้าขึ้นสูงสุดจะดีกว่าขนาดไหน แต่ถ้าให้เดา ก็ไม่น่าจะดีขึ้นไปมากกว่าเดิมสักเท่าไหร่ ถ้าเอาไปขี่เที่ยวไกล ๆ แล้วเจอเส้นทางแบบหลุมบ่อเยอะ ไม่เรียบ ก็อาจจะมีอาการสะท้านตัวกันสักหน่อย โดยเฉพาะตำแหน่งคนนั่งซ้อนท้ายที่จะต้องรับกรรมมากกว่าในส่วนตรงนี้ไป

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

ส่วนการเบรกของ Royal Enfield Meteor 350 Fireball ส่วนตัวผมว่าเขาเซ็ตมาดีเลยครับ เท่าที่ขี่มา 5 วัน ไม่ต้องแตะในส่วนของเบรกหน้าเลย เบรกหลังอย่างเดียวก็เอาอยู่ และ ABS ก็ทำงานได้ดี บางจังหวะที่ผมกดเบรกหนัก จะรู้สึกได้ทันทีว่า ABS ทำงาน ไม่มีอาการล้อล๊อกจนเบรกเอี๊ยด เอาอยู่แน่นอน

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

มาถึงตัวเด็ดที่ทางค่ายนำเสนอ คือระบบ Tripper™ Navigator ที่ติดตั้งบน Royal Enfield Meteor 350 Fireball กันบ้าง ซึ่งมันก็คือหน้าจอนำทางแหล่ะ เพียงแต่ว่ามันจะแสดงผลเป็นแบบ Turn-By-Turn เท่านั้น ไม่ได้แสดงผลเป็นแผนที่เหมือนที่เราเห็นบน Google Maps อย่างคุ้นเคย ประมาณว่า จะแสดงว่าอีกกี่กิโลเมตรจะต้องทำอะไรต่อ มีแต่ลูกศร ไม่มีแผนที่ ซึ่งทำเอางงเหมือนกันในช่วงแรก เพราะเราไม่ค่อยคุ้นเคยในการใช้งานแบบนี้ เลยทำเอาเลี้ยวผิดแยกผิดซอยกันอยู่บ้าง แต่พอชินแล้วก็ถือว่าใช้งานได้ดีเลย ซึ่งข้อมูลมันก็คือการดึงเอา Google Maps มาใช้งานนั่นแหล่ะ แต่เราจะไม่สามารถ Login เป็น Google Account ได้ เลยไม่สามารถบันทึกข้อมูลส่วนตัวเช่น บ้าน ที่ทำงานได้ แต่ก็ไม่ได้ใช้งานยากมากขึ้นแต่อย่างใด แค่ไม่สะดวกเท่าการใช้ Google Maps เท่านั้นเอง แต่มันดีตรงที่ว่า เราไม่ต้องเอาโทรศัพท์มาติดบนแฮนด์รถ ไม่ต้องเสี่ยงกับการโดนโจรกรรมจากมอเตอร์ไซค์คันอื่น เอาเก็บใส่กระเป๋ากางเกงก็ใช้งานได้เลย ดีจัง แต่ถ้าเราไม่ใช้งาน หน้าจอนี้ก็จะกลายเป็นนาฬิกาบอกเวลาแทน

Royal Enfield Meteor 350 Fireball

สำหรับอัตราความประหยัดนั้น ผมทดสอบโดยการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ตลอดการทดสอบ เติมน้ำมันเต็มถังแล้วเดินทางขี่เล่นไปเรื่อย ทั้งซัด Top Speed, ลองอัตราเร่ง, ขี่เรื่อย ๆ ระยะทางประมาณ 61.8 กิโลเมตร แล้วมาเติมน้ำมันเต็มถังอีกครั้ง เป็นจำนวน 1.975 ลิตร ถอดรหัสออกมาเป็นอัตราการใช้น้ำมันที่ 31.29 กิโลเมตร/ลิตร ก็ถือว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างดีสำหรับเครื่องยนต์ขนาด 350 ซีซีเลยครับ

Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

สรุปภาพรวมจากการได้รีวิว Royal Enfield Meteor 350 Fireball มารวม 5 วัน ระยะทางรวมกว่า 200 กิโลเมตร ผมได้ความชอบและไม่ชอบออกมาประมาณนี้ครับ

ชอบ

  • เสียงเครื่องแบบดิบ ๆ ที่มันกระหึ่มเพราะเสนาะหู ผมว่าเสียงเพราะกว่าเครื่อง 2 สูบบางรุ่นในตลาดด้วยซ้ำ แต่คงไม่อลังการเท่ารถ 4 สูบ
  • รถขี่ง่าย เข็นแล้วไม่หนัก ขนาดตัวรถน้ำหนักมากเกือบ 200 กิโลกรัม
  • ตรา Royal Enfield สีดำบนตัวถังสีเหลือง โคตรสวย

ไม่ชอบ

  • ช่วงล่างด้านหลังแข็งเกิน
  • น่าจะปลดความเร็วให้วิ่งได้มากกว่านี้ (หรือเครื่องมันไม่ไหวแล้วก็ไม่รู้)
Royal Enfield Meteor 350 Fireball
Royal Enfield Meteor 350 Fireball

Royal Enfield Meteor 350 Fireball เป็นรถจักรยานยนต์ทรง Cruiser รุ่นเริ่มต้น ที่ตั้งราคาออกมาดีพอควรที่ 150,000 บาทถ้วน มีให้เลือก 2 สีคือเหลืองและแดง ผมว่าราคาประมาณนี้ได้ขนาดนี้ก็คุ้มค่าดีครับ ได้รถขี่เท่ ๆ แบบสบาย ไปไหนก็ไม่อายใคร ไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือระบบอะไรให้ยุ่งยาก ขี่ง่าย ซ่อมง่าย เท่านี้ก็คุ้มเกินคุ้มแล้วครับ

ทดสอบและเรียบเรียงโดย EARTHPARK02

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ Autodeft.com