8 เมืองใหญ่ที่มีนโยบายลดการใช้งานรถยนต์ให้น้อยลง

ปัญหาเรื่องมลพิษและการจราจร มักจะเกิดขึ้นตามเมืองใหญ่สำคัญรอบโลก และมักจะแก้ปัญหากันยากขึ้นทุกที แต่ไม่ใช่กับ 8 เมืองใหญ่นี้ ที่สามารถบริหารจัดการจนสามารถลดใช้งานรถยนต์ รวมทั้งยังสามารถลดมลพิษสะสมในตัวเมืองได้อย่างดีอีกด้วย จะมีที่ไหนบ้างนั้น มาดูกัน

Paris

เมืองปารีส, ฝรั่งเศส

เมืองหลวงของฝรั่งเศสอย่างเมืองปารีสนั้น ถือเป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของประชากรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้ก่อนหน้านี้จึงเป็นเมืองที่พลุกพล่านไปด้วยรถยนต์อย่างมากมาย สภาเมืองปารีสจึงได้เริ่มแก้ปัญหาด้วยจำกัดการใช้งานรถยนต์ โดยในปี 2016 ได้มีการห้ามรถที่จดทะเบียนก่อนปี 1997 วิ่งบนถนนกลางเมืองในช่วงวันทำงาน ต่อมาก็ได้มีการห้ามรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลวิ่งในเมือง, เพิ่มจำนวนช่องทางจักรยานให้มากขึ้นเป็น 2 เท่า, กำหนดให้ถนนบางเส้น วิ่งได้เฉพาะรถยนต์ระบบไฟฟ้าเท่านั้น รวมทั้งยังจำกัดความเร็วในบางช่วงของเมือง ให้วิ่งได้ไม่เกิน 30 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้นอีกด้วย

Chengdu

เมืองเฉิงตู, จีน

ด้วยเศรษฐกิจที่เติบโตเป็นอย่างมากของประเทศจีน ทำให้กลายเป็นตลาดที่ร้อนแรงที่สุดในการผลิตรถยนต์ใหม่ และแน่นอนว่า การเติบโตแบบนี้ จึงเป็นโอกาสให้เมืองใหญ่ต่าง ๆ สร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปทุกเมือง เพราะที่เมืองเฉิงตู กลับเลือกที่จะเปิดโอกาสให้รถยนต์สามารถใช้ถนนได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะสงวนไว้ให้สำหรับคนเดินถนนและจักรยานแทน รวมทั้งการออกแบบผังเมืองนั้น ยังเน้นให้เดินได้สะดวกกว่าการขับรถ ถือว่าเป็นแนวทางการออกแบบที่แตกต่างจากเมืองอื่นอย่างสิ้นเชิง

Oslo

เมืองออสโล, นอร์เวย์

ออสโลกำลังจะกลายเป็นเมืองแรก ที่ห้ามใช้รถยนต์ทุกคันในกลางเมืองอย่างเด็ดขาด โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ก็จะเริ่มบังคับใช้กันแล้ว ที่สามารถบังคับได้เนื่องมาจาก เมืองนี้ถือได้ว่า มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก, มีถนนสำหรับจักรยานให้ใช้งานได้สะดวกทั้งเมืองอย่างปลอดภัย ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า การออกกฎบังคับห้ามให้รถวิ่งในกลางเมืองช่วงปีหน้า จะไม่สร้างปัญหาให้กับชาวเมืองได้มากเท่าไหร่

Bogota

เมืองโบโกตา, โคลอมเบีย

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว เมืองโบโกตาเป็นเมืองที่มีการจราจรแย่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งจำนวนรถที่มีมาก, มารยาทในการขับรถของประชาชนก็แย่ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาสัญจรไปมาที่เมืองนี้ต่างก็เหนื่อยหน่ายไปตาม ๆ กัน เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงได้มีการห้ามใช้รถในเมืองนี้ในวันอาทิตย์ เรียกกันว่า "Ciclovia" ที่แปลว่าทางจักรยาน เปิดโอกาสให้พลเมืองสามารถเดินหรือขี่จักรยานตามถนนได้อย่างปลอดภัย, มีการสร้างทางจักรยานเป็นโครงข่ายยาว 300 กิโลเมตร ที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชน เพิ่มความสะดวกในการใช้จักรยานให้มากขึ้น จนทำให้คนในเมืองนี้หันมาใช้จักรยานกันแทนรถยนต์อย่างมากมาย และในปี 2013 เป็นต้นมา มีการจำกัดรถที่จะวิ่งเข้าในเมืองช่วงเวลาแออัด โดยดูตามหมายเลขทะเบียนเลขคู่-เลขคี่ เพื่อช่วยลดจำนวนของรถยนต์ได้ครึ่งหนึ่ง

Bologna

เมืองโบโลญญา, อิตาลี

เมืองอื่น ๆ อาจจะมีมาตรการบังคับเพื่อลดการใช้งานรถยนต์ แต่สำหรับเมืองโบโลญญาแล้ว กลับเลือกใช้วิธีการให้รางวัลมากกว่า โครงการนี้ถูกเรียกว่า Bella Mossa แปลว่า ยอดเยี่ยม โดยให้ประชาชนดาวน์โหลดใช้งานแอพชื่อว่า BetterPoints เพื่อใช้ตรวจสอบการใช้การเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งการเดิน, ปั่นจักรยาน หรือใช้งานระบบขนส่งมวลชน ทุก ๆ การเดินทางจะถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นแต้ม สามารถสะสมเอาไปเป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าต่าง ๆ ในเมืองได้หลายอย่าง รวมทั้งไอศกรีม, เบียร์ และ กาแฟ แต่แน่นอนว่า ในบางส่วนของเมือง ก็ยังมีกฎบังคับห้ามรถยนต์วิ่งอยู่เช่นกัน

San Francisco

เมืองซานฟรานซิสโก, สหรัฐอเมริกา

ทัศนคติของเมืองนี้ต่อรถยนต์ อาจจะแตกต่างกับเมืองอื่นในสหรัฐฯ เพราะซานฟรานซิสโกกำลังทุ่มเงินราว 604 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.99 หมื่นล้านบาท เพื่อจะสร้างเมืองใหม่ที่เรียกว่า Better Market Street ที่จะเป็นศูนย์รวมการค้า ที่ออกแบบให้เดิน, ปั่นจักรยาน และเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน สะดวกกว่าการใช้งานรถยนต์ส่วนตัว โดยจะเริ่มก่อสร้างเฟสแรกตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป และจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2020

Copenhegen

เมืองโคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก

เมืองโคเปนเฮเกนเป็นเมืองที่มีเขตปลอดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในยุโรป ต้องขอบคุณนโยบายการลดใช้รถยนต์ที่มีมาตั้งแต่ปี 1960 ประชาชนสามารถเดินถนนและขี่จักรยานตามท้องถนนในเขตปลอดรถได้อย่างสบายใจ และผลของการที่มีนโยบายนี้ ทำให้ประชากรเกินครึ่ง เดินทางไปทำงานด้วยจักรยานทุกวัน เพราะในเมืองมีเส้นทางจักรยานหลัก 36 เส้นทาง เชื่อมต่อไปทุกซอกมุมของเมืองนี้

Berlin

เมืองเบอร์ลิน, เยอรมนี

ถึงแม้เยอรมนี จะเป็นประเทศเจ้าของยี่ห้อรถยนต์ยี่ห้อดังมากมาย แต่ที่เมืองหลวงอย่างเบอร์ลิน ก็มีนโยบายในการลดใช้รถยนต์เช่นกัน โดยตั้งแต่ปี 2008 ได้มีการสั่งห้ามใช้งานรถยนต์ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลที่มีค่ามลพิษเกินกำหนดให้วิ่งในใจกลางเมือง ส่งเสริมการใช้จักรยานให้เป็นการเดินทางหลักในส่วนสำคัญของเมืองด้วยการห้ามรถยนต์วิ่งโดยเด็ดขาด และตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา สภาเมืองได้เริ่มก่อสร้างเส้นทางพิเศษสำหรับจักรยานโดยเฉพาะเอาไว้มากมาย และอนาคตข้างหน้า จะเน้นไปในการส่งเสริมให้ใช้งานรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นกว่าเดิม

เราก็ได้เพียงแต่หวังว่า กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของประเทศไทย จะดำเนินรอยตามเมืองต่าง ๆ ข้างต้นนี้บ้างเช่นกัน

ข้อมูลจาก Driving.ca

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ Autodeft.com