Alfa Romeo ปรับดีไซน์ป้ายทะเบียนกลางคันในยุโรป แต่บางประเทศยังคงเอกลักษณ์แบบเยื้องข้าง

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 28 ก.พ. 69 20:17
  • 1,003 อ่าน

Alfa Romeo เริ่มทยอยยกเลิกเอกลักษณ์การติดตั้งป้ายทะเบียนแบบเยื้องข้างในตลาดยุโรป โดยรุ่นแรกที่เปลี่ยนมาใช้ตำแหน่งกึ่งกลางกันชนคือ Junior ตามมาด้วย Tonale รุ่นปรับโฉม อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะเปลี่ยนตาม เพราะในบางตลาดยังคงรักษาดีไซน์ป้ายทะเบียนแบบเยื้องไว้

Alfa Romeo

ล่าสุด Alfa Romeo เปิดตัว Junior รุ่นพิเศษในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งยังคงติดตั้งป้ายทะเบียนแบบเยื้องข้างเช่นเดิม ทำให้ประเด็นเรื่องตำแหน่งป้ายทะเบียนกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง โดยในญี่ปุ่นและออสเตรเลีย การติดตั้งป้ายแบบนี้ยังถือเป็นเรื่องปกติ

แม้ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความแตกต่างในแต่ละประเทศ แต่ในกรณีของญี่ปุ่น เหตุผลดูจะชัดเจน เนื่องจากแผ่นป้ายทะเบียนมีขนาดสูงกว่ามาตรฐานยุโรป หากติดตั้งตรงกลางกันชนจะบดบังเซ็นเซอร์ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS จึงต้องเลื่อนตำแหน่งไปด้านข้างแทน

Alfa Romeo

สำหรับตลาดออสเตรเลีย ปัญหาเรื่องขนาดป้ายไม่รุนแรงเท่าญี่ปุ่น เพราะหลายรัฐใช้ป้ายทรงยาวแบบยุโรปอยู่แล้ว ดังนั้นการติดตั้งแบบเยื้องข้างอาจเป็นเพียงการคงเอกลักษณ์ด้านดีไซน์มากกว่าข้อจำกัดทางวิศวกรรม

การเปลี่ยนมาใช้ป้ายทะเบียนตำแหน่งกึ่งกลางในยุโรปได้รับการยืนยันตั้งแต่ปี 2024 โดย Alejandro Mesonero-Romanos หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Alfa Romeo ซึ่งระบุว่ากฎความปลอดภัยคนเดินถนนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ แม้เจ้าตัวจะยอมรับว่าตนเองชอบป้ายทะเบียนตรงกลางมากกว่า ซึ่งสะท้อนมุมมองด้านความสมมาตรในการออกแบบ

ปัจจุบันในยุโรป เหลือเพียง Giulia และ Stelvio ที่ยังคงติดตั้งป้ายแบบเยื้องข้าง แต่คาดว่าเอกลักษณ์ดังกล่าวอาจไม่ถูกสืบทอดต่อในรุ่นใหม่ที่กำลังจะมาถึง

Alfa Romeo

ในตลาดญี่ปุ่น Junior ถูกนำเสนอในรุ่นพิเศษ Edizione Bianco จำกัดจำนวน 120 คัน ตัวรถมาในสีขาว พร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ห้าก้านแบบคลาสสิกพร้อมฝาครอบแอโร รายละเอียดภายนอกเพิ่มเติม ได้แก่ สปลิตเตอร์หน้าและฝาครอบกระจกมองข้างลายคาร์บอน กุญแจรถดีไซน์พิเศษ และกระจังหน้าแบบ Leggenda

ห้องโดยสารติดตั้งหน้าจอคู่ขนาด 10.25 นิ้ว เบาะนั่งหุ้มวัสดุผสมเทคโนเลเธอร์และผ้า พร้อมระบบทำความร้อน ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เครื่องเสียง 6 ลำโพง ไฟสร้างบรรยากาศภายใน แป้นเหยียบอะลูมิเนียม แท่นชาร์จไร้สาย ระบบช่วยเหลือการขับขี่ครบชุด และสวิตช์เลือกโหมดการขับขี่ DNA ตามเอกลักษณ์แบรนด์

ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร แบบไมลด์ไฮบริด ให้กำลัง 134 แรงม้า แรงบิด 230 นิวตันเมตร ส่งกำลังสู่ล้อหน้าผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 6 จังหวะ เช่นเดียวกับรุ่น Ibrida มาตรฐาน

ราคาจำหน่ายในญี่ปุ่นอยู่ที่ 4,990,000 เยน หรือราว 32,000 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่ารุ่นเริ่มต้น Core ที่ใช้เครื่องยนต์เดียวกัน 640,000 เยน แต่ต่ำกว่ารุ่นท็อป Intensa อยู่ 90,000 เยน

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ