สหรัฐฯ เผยสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนลดฮวบต่ำสุดในรอบ 10 ปี แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตกลุ่มนักปั่นจักรยานกลับพุ่งสวนทางสูงสุดในรอบ 4 ทศวรรษ

  • โดย : รัฐศิลป์ รัตนกู้เกียรติ
  • 13 ก.ค. 69 13:42
  • 1,002 อ่าน

สำนักงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NHTSA ได้เปิดเผยข้อมูลสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนล่าสุด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกที่น่าสนใจ โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นสถิติเริ่มต้นปีที่ปลอดภัยที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ หลังจากที่เคยพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดครั้งใหญ่

ตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 7,770 ราย ลดลงร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ อัตราการเสียชีวิตต่อระยะทางการขับขี่ลดลงมาอยู่ที่ 0.99 รายต่อ 100 ล้านไมล์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขในไตรมาสแรกที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 และเกือบจะทำลายสถิติต่ำสุดตลอดกาลที่เคยบันทึกไว้ที่ 0.98 ราย

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามาตรการความปลอดภัยเริ่มส่งผลดีอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่จำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งแตะระดับสูงสุดในปี 2021 ซึ่งในปีนั้นยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 43,230 ราย เนื่องจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูง การเมาแล้วขับ และการบังคับใช้กฎหมายที่ลดลงในช่วงล็อกดาวน์ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ตัวเลขก็ค่อยๆ ปรับตัวลดลง และหากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป ตัวเลขรวมปีนี้จะกลายเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ยอดผู้เสียชีวิตบนท้องถนนลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของความปลอดภัยในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์จะดูดีขึ้น แต่กลุ่มผู้เปราะบางบนท้องถนนอย่างนักปั่นจักรยานกลับเผชิญกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ลง โดยรายงานประจำปีที่ผ่านมาพบว่ายอดผู้เสียชีวิตของนักปั่นจักรยานพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 4 ไปอยู่ที่ 1,148 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี และการรายงานผลในไตรมาสแรกนี้ยังไม่มีการแยกย่อยรายละเอียดว่าผู้เสียชีวิตกลุ่มนี้ได้รับการคุ้มครองที่ปลอดภัยขึ้นแล้วหรือยัง

นอกจากความสูญเสียทางด้านทรัพยากรบุคคลแล้ว อุบัติเหตุบนท้องถนนยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ โดยทาง NHTSA ประเมินว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์สร้างความเสียหายโดยตรงต่อสังคมคิดเป็นมูลค่ามหาศาล และหากคำนวณรวมความสูญเสียด้านคุณภาพชีวิตเข้าไปด้วย มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งหมดอาจสูงถึง 1.37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

ที่มา Carscoops

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ