Hands On : Nissan X-Trail Hybrid 2.0 V 4WD SUV รักษ์โลกด้วยค่าตัวที่คุ้มค่า

ถ้าจะกล่าวถึงกลุ่มรถ SUV ที่ได้รับความนิยมมาตลอดก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มรถ Compact SUV ด้วยตัวตนที่บ่งบอกถึงความอเนกประสงค์ในการใช้งาน รวมถึงตัวรถที่มีขนาดพอดีๆ เพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันและช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้ค่ายรถหลายยี่ห้อต่างพาเหรดแนะนำรถประเภทนี้ออกสู่ตลาด จนฮิตติดตลาดมายาวนานแบบเสมอต้นเสมอปลาย ซึ่งรวมถึง Nissan ค่ายรถเพื่อนที่แสนดีด้วย

นับตั้งแต่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา Nissan ประเทศไทย เอาจริงเอาจังกับการทำตลาดรถ Compact SUV รวมถึงหมายหมั้นปั้นมือว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีด้วยการส่ง Nissan X-Trail เจน 3 ออกสู่สายตาแฟนๆชาวไทย และเป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้นสายการผลิตที่เมืองไทย แทนการนำเข้าจากอินโดนีเซีย ในช่วงแรกมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินทั้ง 2.0 และ 2.5 ลิตร พรัอมออฟชั่นเด่นๆมากมาย จนกวาดยอดขายสูงติดอันดับต้นๆรถ Compact SUV ที่ขายดีที่สุดในเมืองไทย

จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ที่ญี่ปุ่น Nissan ได้เปิดตัว Nissan X-Trail Hybrid  ชูจุดเด่นในเรื่องระบบ Pure Drive Hybrid จนมีเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวอาทิตย์อุทัย ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดของ X-Trail มากกว่า 37% และระบบ Hybrid อันเลื่องชื่อของ Nissan ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลจากโตเกียว มาถึงดินแดนสยามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยทำตลาดเพียงแค่ 3 รุ่น ทั้งรุ่นขับสอง 2 รุ่น และรุ่นขับสี่ 1 รุ่น แถมยังประกอบในประเทศเช่นเดียวกับ Nissan X-Trail รุ่นปกติ

เมื่อแรกพบ Nissan X-Trail Hybrid นี้ บอกตามตรงเลยว่า แทบไม่แตกต่างจากรุ่นปกติ มากเท่าไหร่นัก ตั้งแต่หัวจรดท้าย เริ่มจาก กระจังหน้าทรงตัว V หรือ V-Shape เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มาประจำในรถ Nissan ทุกรุ่น พร้อมไฟหน้า Projector แบบ LED ดีไซน์โฉบเฉี่ยวแถมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน หรือ LED Daytime ทรงบูมเมอรแรง ติดตั้งในโคมเดียวกัน ที่ดูแล้วลงตัวมากขึ้น

ลงตัวด้วยชุดล้ออัลลอยขอบ 17  นิ้ว พร้อมยางขนาด 225/65 R 17 จากแบรนด์ Dunlop  กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับและพับด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบ Heated Mirror พรัอมราวหลังคา เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน บรรทุกสิ่งของ สัมภาระโดยอยู่ในรุ่น 2.0  V 4WD เท่านั้น แต่ว่าจะมีออฟชั่นบางอย่างที่แตกต่างจากรุ่น X-Trail ปกติ เริ่มจากสัญลักษณ์ Hybrid ที่ด้านข้างและฝาท้าย

เสาอากาศจากเดิมจะเป็นเสาเส้นสีดำ กลายเป็นแบบครีบฉลามหรือ Shark Fin และขอบตกแต่งด้วยโครมสีน้ำเงินพิเศษ ตั้งแต่กระจังหน้าทรงตัว V กันชนหน้า และคิ้วขอบประตูท้าย โดยฝาท้ายยังชูจุดเด่น ด้วยระบบเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า ที่สามารถสั่งเปิด-ปิดด้วยปุ่มเพียงปุ่มเดียว แต่ไร้เงาหลังคา Panoramic Sunroof ซึ่งบอกตามตรงว่าแอบเสียดายอยู่นิดนึงที่มีไม่มีในเวอร์ชั่น X-Trail Hybrid

ขนาดมิติตัวถัง Nisan X-Trail Hybrid 2.0 V 4WD นี้  มีบางส่วนที่ขนาดคล้ายกับรุ่นปติ แต่มีบางส่วนที่อาจแตกต่าง เริ่มจาก ความยาว 4,640 มม. ความกว้าง 1,820 มม. ความสูง 1,710 มม.(ลดลงจากรุ่นปกติ 10 มม.) และฐานล้อยาว 2,705 มม.และระยะต่ำสุดจากพื้น 200 มม. (ลดลงจากรุ่นปกติ 10 มม.) ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 1,665 กก. (เพิ่มขึ้นจากรุ่นปกติ 64 กก.)

เปิดประตูเข้าไปสัมผัสบรรรยากาศภายใน ยังสะดวกสบายเช่นเดิมด้วยกุญแจอัจฉริยะ I-Keyเพียงแค่กดปุ่มเล็กๆที่ก้านเปิดประตูก็สามารถสั่งล็อคกับปลดล็อคได้ เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารแล้ว จะพบความคมเข้มของห้องโดยสารโทนสีดำซึ่งจะอยู่ในรุ่น 2.0 V 4WD แต่ถ้าเป็นรุ่นขับสองจะได้โทนสีเบจแทน เน้นความหรูหราโปร่งสบาย ตั้งแต่ชุดเบาะนั่งกึ่งหนังแท้ โดยฝั่งคนขับปรับด้วยระบบไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังไฟฟ้า Lumbar  Support  ช่วยให้การขับขี่ที่เมื่อยล้านั้นกลับกลายเป็นสบาย ด้านคนนั่งยังคงความสบายไร้ที่ติด้วยเบาะนั่งปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง โดยทั้งสองฝั่งนี้เข้าไปนั่งแล้วยังสบายเหมือนเช่นเคย

ชุดเบาะนั่งของ Nissan X-Trail Hybrid กลายเป็น 5 ที่นั่งแทน โดยที่นั่งตอน 2 สามารถ พับได้แค่ 60:40 ซึ่งเมื่อได้มีโอกาสเข้าไปนั่งเบาะตอน 2 นี้ พื้นที่วางขาสบายมาก แต่มีปัญหาที่ตัวเบาะอาจจะชันไปหน่อยเพราะไม่สามารถปรับเอนได้ ซ้ำร้ายไม่สามารถเลื่อนได้อีก แต่ยังได้ความดีตรงที่มีช่องแอร์หลังคอนโซลกลางให้ เพื่อความเย็นสบายตลอดการเดินทาง ส่วนเบาะตอน 3 ถูกตัดทิ้ง เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับจัดวาง แบตเตอร์รี่ลิเธี่ยมไอออน จากเดิมในรุ่น X-Trail ปกติ จะเป็น 3 ตอน 7 ที่นั่ง โดยที่นั่งตอน 2 สามารถพับได้แบบ 40:20:40 แถมเลื่อนได้นิดหน่อย และตอน 3 สามารถพับได้แบบ 50:50

แผงหน้าปัดยังคงใช้แผงดีไซน์แบบเดียวกับ Nissan X-Trail รุ่นปกติ พร้อมโทนสีให้เลือก 2 สี ทั้งสีดำ ในรุ่น 2.0 V 4WD และสีเบจ ในรุ่น 2.0 ขับสอง เช่นเดียวกับชุดเบาะนั่ง พร้อม พวงมาลัยสปอร์ต 3 ก้านหุ้มหนัง สามารถปรับสูง-ต่ำและยืด-หดได้ เพิ่มการใช้งานด้วยสวิตช์มัลติฟังก์ชั่นที่มีสวิตช์ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control และสวิตช์ควบคุมการทำงานครื่องเสียง เพียงปลายนิ้วสัมผัส  มาตรวัดเรืองแสง พร้อมหน้าจอ TFT แสดงผล 3 มิติ ขนาด 5 นิ้ว แสดงผลข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการขับขี่ พิเศษยิ่งขึ้นด้วยจอแสดงการทำงานของระบบ Hybird  และที่สำคัญยังแสดงผลเป็นภาษาไทยอีกด้วย

แผงคอนโซลกลางให้ระบบแอร์ Auto ที่สามารถปรับอุณหภูมิอิสระซ้าย-ขวา ได้ตามต้องการแถมไม่ต้องมาเถียงกันตลอดทางว่า ผมอยากได้เย็นๆ แต่ฉันอยากได้ร้อนนิดๆ มอบเสียงเพลงอันไพเราะตลอดการเดินทางด้วย ระบบเครื่องเสียง CD, MP3 เชื่อมต่อ AUX, USB พร้อมหน้าจอสีแบบ 7 นิ้ว ระบบ  Nissan Connect เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน โดยผ่าน Application ที่ล้ำสมัย สามารถอัพเดทข้อมูลผ่าน Facebook และค้นหาสถานที่ต่าง ๆ ผ่าน Google search และเชื่อมต่อระบบนำทางได้บนรถทันที เท่านั้นยังไม่พอ ใน Nissan X-Trail Hybrid ยังเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานของระบบ Hybrid เช่นเดียวกับจอแสดงผลที่มาตรวัด ซึ่งการแสดงผลนั้นจะเข้าใจมากกว่าตอนที่อยู่ในมาตรวัด

แต่ต้องขอบคุณ Nissan มากๆที่ยังไม่ทิ้งของดี นั่นคือระบบกล้องมองภาพรอบคัน หรือ Around View Monitor ใน Nissan X-Trail Hybrid ซึ่งมีประโยชน์มากๆในตอนจอดรถทั้งจอดในช่อง หรือจอดข้างทางและ ถอยหลัง และระบบ Advance Chassis Control ที่รวมสุดยอดทั้ง ระบบช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ (ARC) ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (ATC) ฯลฯ ทั้งสองฟังก์ชั่นนี้ เป็นฟังก์ชั่นที่เด่นและยังเรียกคะแนนจากผู้ใช้รถเพื่อประกอบการตัดสินใจเป็นเจ้าของมากขึ้น

เมื่อเปิดฝากระโปรง Nissan X-Trail Hybrid จะพบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยใช้เครื่องเบนซินบล็อคเดียวกันกับรุ่นปกติขนาด 2.0 ลิตรในรหัส MR20DD 4 สูบ 144 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ที่ครั้งนี้มาพร้อมระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงม้า สูงสุด 41 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 160 นิวตันเมตร และเมื่อทำงานร่วมกันทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดรวมถึง 179 แรงม้า ซึ่ง Nissan เคลมว่ากำลังและอัตราเร่งดีกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร (จริงหรือไม่ต้องติดตามกัน) ส่งกำลังระบบเกียร์ออโต้  XTRONIC CVT พร้อม Manual Mode 7 สปีด

เทคโนโลยี Hybrid ของ Nissan ใช้ชื่อเรียกว่า Pure Drive Hybrid แถมได้นำเทคโนโลยีคลัทช์คู่ หรือ Intelligence Dual Clutch System ซึ่งประกอบด้วย คลัทช์ 2 ตัว

โดย คลัทช์ตัวที่ 1 ติดตั้งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ ซึ่งคลัทช์ตัวที่ 1 ทำงานเพื่อถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ส่งไปขับเคลื่อนเกียร์ ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้า จะทำหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์เพื่อรีชาร์จประจุไฟฟ้ากลับเข้าไปยังแบตเตอรี่ ใช้เฉพาะการทำงานที่ใช้เฉพาะเครื่องยนต์อย่างเดียว เท่านั้น

ส่วนคลัทช์ตัวที่ 2 อยู่ระหว่างมอเตอร์และเชื่อมต่อกับเกียร์แบบ XTRONIC CVT โดยจะทำงานในตอน ไม่ต้องการกำลังจากเครื่องยนต์ คลัทช์ตัวที่ จะตัดการทำงานจากเครื่องยนต์ ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานจากการหมุนของเครื่องยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง เหลือเพียงมอเตอร์ไฟฟ้ากับเกียร์เท่านั้น ในช่วงเวลาดังกล่าว เครื่องยนต์จะทำงานเหมือนกับเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (EV)

และถ้าต้องการกำลังจากทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เช่น การเร่งแซง หรือ ทำความเร็ว คลัทช์ทั้ง 2 ตัวจะทำงานพร้อมกัน ทำให้เกียร์ CVT ได้รับกำลังจากทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ทาง Nissan ยังชูจุดเด่นที่แตกต่างจากระบบ Hybrid ทั่วไป คือ ระบบคลัทช์คู่อัจฉริยะ สามารถทำงานที่ความเร็วได้สูงสุดถึง 120 กม./ชม.ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงกว่าระบบ Hybrid ทั่วไป

การทดสอบครั้งนี้ทาง Nissan เลือกเส้นทาง กรุงเทพฯ-ราชบุรี (สวนผึ้ง) ซึ่งมีผมนายเต้ย กับ พี่อู๊ด จากนิตยสาร What Car  ร่วมผจญภัยบนเส้นทางทดสอบครั้งนี้ พร้อมพี่ๆเพื่อนๆสื่อมวลชน โดยให้พี่อู๊ดได้ขับก่อนตั้งแต่ออกจาก โรงแรม อิสติน สาทร  ขึ้นทางด่วนลงเส้น ถ.พระราม 2  จนมาถึงปั้ม ปตท. สมุทรสงคราม

โดยผมรับไม้ต่อจากพี่อู๊ด ขับไปจนถึงร้านอาหาร ฮันนี่ซีน สวนผึ้ง ตลอดเส้นทาง สัมผัสแรก ช่วงออกตัวสามารถใช้โหมดมอเตอร์ไฟฟ้าขับต่อไปจนกว่าแบตเตอรี่หมด แล้วตัดเข้าสู่โหมดเครื่องยนต์ทันที เพื่อรีชาร์จประจุไฟฟ้า 

มาถึงช่วง ตอนเร่งแซงหรือคิกดาวน์ การตอบสนองของเครื่องเบนซิน 2.0 ลิตรที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ยอมรับเลยว่าทันใจจริงๆ จนเทียบเท่า Nissan X-Trail รุ่นเครื่องเบนซิน 2.5 ได้ และน่าจะเหมาะกับพ่อบ้านแม่บ้านที่ต้องรีบไปช็อปที่ห้างในวัน Sale ลดราคา หรือ ต้องรีบไปส่งลูกที่โรงเรียน ทันทีทันใด

ส่วนเส้นทางในสวนผึ้งที่เต็มไปด้วยขึ้นเขาลงเขา ทางโค้งค่อนข้างคดเคี้ยวนั้น ระบบ Hybrid ก็ตอบสนองการทำงานแบบฉับไวจริงๆ ยิ่งตอนลงเขานั้นจะเข้าระบบมอเตอรไฟฟ้าอย่างเดียวเพื่อรีชาร์จประจุไฟฟ้ากลับเข้าไปยังแบตเตอรี่ อย่างมีประสิทธิภาพ แถมยังใช้ได้ในตอนชะลอความเร็วเมื่อเข้าไฟแดง 

ด้านระบบกันสะเทือน Nissan X-Trail Hybrid ด้านหน้าใช้แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังอิสระมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง โดยช่วงล่างชุดนี้ใช้ร่วมกันกับ Nissan X-Trail รุ่นปกติ แต่พอมาอยู่ในเวอร์ชั่น Hybrid นี้อาจเป็นเพราะเติมลมยางมากกว่าปกติหรือเปล่าจึงทำให้ การตอบสนองนั้น ออกแนวแข็งกระด้างไปหน่อยเมื่อเทียบกับเจ้าตลาด Compact SUV ที่อยู่กันมาตลอด 20 ปี รายหนึ่ง ที่โดดเด่นในเรื่องช่วงล่างที่นุ่มนวลและสบายเหมาะสำหรับผู้สูงอายุมากๆ

แต่เรื่องความหนึบของช่วงล่างยังให้คะแนนเต็ม 10 ทันทีเพราะ Nissan ยังรักษาเรื่องนี้ไว้มาทุกยุคทุกสมัย รวมถึง ระบบเบรก ช่วงแรกๆเมื่อรถหยุดนิ่งนั้น แป้นแบรกจะเหยียบแบบเบาๆ แต่เมื่อใช้ความเร็วนั้น แป้นเบรกจะหนืดขึ้น เหยียบแล้วสามารถหยุดทำงานทันใจขึ้น เมื่อเหยียบไป ประมาณ 20-30 % อาจเป็นเพราะระบบมอเตอร์ไฟฟ้ามีส่วนร่วมด้วย

ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์เป็นแบบพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ที่เป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งสำหรับ Nissan X-Trail Hybrid ที่ให้ความมั่นใจมากในทุกย่านความเร็ว โดยตัวพวงมาลัยจะเบาในตอนหยุดนิ่ง หรือใช้ความเร็วต่ำๆ แต่เมื่อเข้ามาในช่วงความเร็วสูงๆ น้าหนักพวงมาลัยจะหนักและหนืดขึ้น แต่อยู่ในเกณฑ์ที่หนักกลางๆ จึงเหมาะทั้ง คุณพ่อบ้าน แม่บ้าน รวมถึงหนุ่มสาววัยทำงาน ที่พอมีแรงสาวพวงมาลัยได้ และระยะฟรีพวงมาลัยยังมีระยะฟรีน้อยที่สุด ตั้งแต่รุ่น X-Trail ปกติ เป็นต้นมา

งานนี้ต้องยกนิ้วให้กับ Nissan ที่ใจกล้าบ้าบิ่น นำเทคโนโลยี Hybrid มาลงใน Nissan X-Trail Hybrid โดดเด่นในเรื่องการตอบสนองของเครื่อง 2.0 ลิตรที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่สามารถเร่งแซงได้ทันอกทันใจ รวมถึงการตัดต่อระบบ Hybrid ที่แม่นยำฉับไวนั้น ทำให้ผู้ขับขี่แทบไม่รู้สึกว่า ระบบ Hybrid ได้ปรับเปลี่ยนไปหรือยัง

พร้อมออฟชั่นที่ให้มายังคงคับคุณภาพเหมือนเดิม ทั้งระบบกล้องมองภาพรอบคัน ถึงแม้บางอย่างจะถูกตัดทิ้งไป เช่นเบาะตอน 3 แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะมาบั่นทอนจิตใจในการเลือกซื้อ ในราคาค่าตัวเพียง 1,395,000 บาท ถือว่าเวลานี้บอกได้เลยว่าน่าคบหาเป็นอย่างยิ่งสำหรับ Compact SUV Hybrid รุ่นแรกของเมืองไทย 

เรื่องและขับทดสอบ โดย สุกิจ เลิศธนะแสงธรรม (นายเต้ย)

ขอบคุณ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เชิญทีมงาน Autodeft.com เข้าร่วมกิจกรรมทดสอบรถยนต์  Nissan X-Trail Hybrid ใหม่

รถทดสอบ Nissan X-Trail Hybrid 2.0 V 4WD

ราคาจำหน่าย 1,395,000 บาท

สิ่งที่ชอบ >>> ยังคงสะดวกสบายในการเดินทางเหมือนเดิมถึงแม้จะตัดเบาะตอน 3 ทิ้งไป เครื่องยนต์+มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบเกียร์ ที่ทำงานร่วมกันเป็นแบบ Team Work สามารถสร้างสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีจนแทบไม่รู้สึกว่าเราขับเครื่องเบนซิน 2.5  รวมถึงระบบช่วงล่างและตัวช่วยในการขับขี่ที่ทำให้รถคันนี้รู้สึกได้ถึงความปลอดภัย

สิ่งที่ไม่ชอบ >>> เบาะหลังตอนสองให้ความรู้สึกชันไปหน่อย แถมระบบความปลอดภัยยังขาดระบบม่านนิรภัย ลายคาร์บอนเคฟล่าร์ในรุ่นห้องโดยสารสีดำ ใช้วัสดุราคาถูกไปและไม่มีหลังคา Panoramic Sunroof

สิ่งที่อยากให้มี >> ไหนๆก็ส่งรุ่น Hybrid มาแล้ว อยากให้ลองพิจารณานำรุ่นเครื่องดีเซลมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก

คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจ  >>> เป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่น่าคบหา ทั้งค่าตัว และเทคโนโลยีที่มอบให้ รับรองไม่ผิดหวังแน่ๆถึงแม้ออฟชั่นบางอย่างยังขาดไปบ้างก้ตาม

สิ่งที่ยังไม่ได้ทำการทดสอบ   >> ยังไม่ได้ทดสอบอัตราสิ้นเปลืองการขับขี่ และยังไม่ได้ใช้ระบบขับสี่ All Mode 4X4 I ว่าเมื่อมาอยู่ในรุ่น Hybrid แล้วประสิทธิภาพจะแตกต่างจากรุ่นปกติหรือไม่ รวมถึงระบบ Hybrid ที่สามารถใช้ความเร็วสูงถึง 120 กม./ชม. 

ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com