Bridgestone Ecopia EP200/EP850 สมรรถนะที่ดีขึ้น (มี VDO)

  • โดย : Autodeft
  • 13 ก.ย. 56
  • 11,361 อ่าน

มาดูบททดสอบยางรถยนต์ประหยัดน้ำมันน้องใหม่จากค่าย Bridgetone มันจะเจ๋งสักแค่ไหนกัน

บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวแนะนำยางรถยนต์ Bridgestone “ECOPIA” ใหม่ 2 รุ่น คือ “Bridgestone ECOPIA EP200” สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และ “Bridgestone  ECOPIA EP850” สำหรับรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV)  พร้อมกันนี้  บริดจสโตนได้เชิญคณะสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะกันที่สนามทดสอบยางรถยนต์ Thai Bridgestone Proving Ground จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกด้วย

ก่อนอื่นทีมงาน Auto-Thailand  ขอกล่าวถึงรายละเอียดของยาง Bridgestone Ecopia ทั้งสองรุ่น คือ Bridgestone ECOPIA EP200 และ Bridgestone ECOPIA EP850 เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น ทั้งด้านการใช้งานและการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเป็นยางที่ให้ความสมดุลในการขับขี่พร้อมความต้านทานการหมุนของยางที่น้อยลงจึงช่วยในการประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น รวมทั้งอายุการใช้งานยาวนานกว่า

 

 

ได้รับการพัฒนามาตรฐานใหม่ด้วยวัสดุ Ecopia Compound II ที่เป็นวัสดุที่ได้รับพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยี NANO PRO-TECHTM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ดีที่สุดของ Bridgestone นาโนเทคโนโลยีช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพในระดับโมเลกุล โดยเติมซิลิกาเข้าไปในช่องว่างระหว่างโมเลกุลของคาร์บอน ดังนั้น จึงป้องกันการเกิดความร้อนและลดการสูญเสียพลังงานทำให้คุณประหยัดเชื้อเพลิงได้ การออกแบบโครงสร้างบริเวณแก้มยางที่แตกต่างกันระหว่างด้านในและด้านนอกแบบ Asymmetrical Eco Shape ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองการขับขี่ในทางตรง พร้อมทั้งช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก อันเนื่องมาจากผิวถนนไม่เรียบหรือขรุขระ และช่วยลดความต้านทานการหมุนของยาง

ยางสำหรับรถยนต์เอสยูวี ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยี ECO เพื่อทำให้คุณสามารถเบรครถขณะถนนเปียกได้ดีขึ้นและใช้เชื้อเพลิงลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับยางทั่วไป ยาง Bridgestone ECOPIA EP850 หมุนโดยมีแรงต้านทานต่ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยาง EP850 ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เนื้อยางมีการเติมซิลิกาเข้าไปในเนื้อยางในระหว่างการพัฒนาวัสดุทำให้ยาง Ecopia มีแรงดึงในสภาพถนนเปียกได้ดีขึ้นเนื่องจากเนื้อยางได้เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับยาง เมื่อรวมกับการออกแบบดอกยางแบบ 3 มิติของ Ecopia จึงช่วยลดการตัดเศษยางส่วนเกินออก และเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนถนนแห้ง ยาง Ecopia ทำให้คุณสามารถควบคุมรถยนต์ได้ดีทั้งในสภาพถนนแห้งและเปียก

 

 

Bridgestone ECOPIA EP850  ออกแบบดอกยางด้วยการจัดแนว GUTT II และร่องมุมสูงเป็นคุณลักษณะการออกแบบที่ได้เพิ่มเข้าไปในเทคโนโลยี Ecopia เพื่อยกระดับการขับขี่ขณะถนนเปียกได้ดีขึ้น ด้วยการทำงานร่วมกันกับลักษณะอื่นๆ ร่องที่มีมุมสูงจะระบายน้ำส่วนเกินจากบริเวณโครงเข้าไปในร่องหลักของยาง ซึ่งร่องยางทางตรงที่กว้างจากเทคโนโลยี GUTT II จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเหินน้ำได้ ด้วยนวัตกรรมการออกแบบเหล่านี้ จึงทำให้ยาง Ecopia สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรคและแรงดึงขณะถนนเปียกได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถขับขี่รถยนต์ได้อย่างราบรื่นและมั่นใจขณะฝนตก

 

ช่วงทดสอบยาง Bridgestone Ecopia EP200/EP850

กับทีมงาน Auto-Thailand

 

หลังจากแถลงข่าวเปิดตัวยาง Bridgestone Ecopia EP200/EP850  ที่สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ เสร็จเรียบร้อย ทางทีมงาน Bridgestone จึงพาคณะสื่อมวลชนร่วมเดินทางไปทดสอบประสิทธิภาพของยาง Bridgestone Ecopia EP200/EP850  ณ สนามทดสอบยางรถยนต์ Thai Bridgestone Proving Ground จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยทางทีมงาน Bridgestone เตรียมรถยนต์พร้อมยาง Bridgestone Ecopia EP200 และรถ SUV พร้อมยาง Bridgestone Ecopia EP850  ให้พวกเราขับเดินทางไปยังสนามทดสอบ

เมื่อเดินทางถึงสนามทดสอบ ก็รับฟังบรรยายสรุปข้อมูลรายละเอียดของยาง Bridgestone Ecopia EP200/EP850  และรูปแบบในการทดสอบ สำหรับการทดสอบยางครั้งนี้แบ่งออกเป็น 5 สถานี โดย 2 สถานีแรกจะเป็นการสาธิตให้ชมสมรรถนะของยาง Bridgestone Ecopia EP200/EP850  ส่วนอีก 3 สถานีจะแบ่งกลุ่มสื่อมวลชนออกเป็น 3 กลุ่มแยกหมุนทดสอบในอีก 3 สถานี

สถานีแรก Coast Down เป็นการการสาธิตการทดสอบการลดแรงต้านการหมุนของยางโดยใช้รถยนต์รุ่นเดียวกัน เติมลมยางเท่ากัน ขับมาบนทางตรงของสนามทดสอบด้วยความเร็วที่เท่ากันและพร้อมปล่อยคันเร่งให้รถไหลไปข้างหน้าที่จุดเดียวกัน เพื่อสังเกตระยะการไหล

เริ่มการสาธิตรอบแรกใช้รถยนต์รุ่นเดียวกันคันแรกใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP200 คันที่สองใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP100A คันที่สามใส่ยาง Bridgestone Turanza AR10  และคันที่สี่ใส่ยางยี่ห้อคู่แข่ง ผลที่ออกมาคือ รถยนต์คันที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP200 จะมีระยะการไหลไปได้ไกลกว่า ตามมาด้วยรถยนต์คันที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP100A (รุ่นเก่า) และยางยี่ห้อคู่แข่ง

มาที่การสาธิตในรอบที่สองจะใช้รถ SUV สองคัน คันแรกใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP850 ส่วนคันที่สองใส่ยาง Bridgestone Dueler H/L 683 ที่ขายอยู่ในปัจจุบัน ผลที่ออกมาคือ รถยนต์คันที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP850 จะมีระยะการไหลไปได้ไกลกว่า ตามมาด้วยรถยนต์คันที่ใส่ยาง Bridgestone Dueler H/L 683

สถานีที่สอง Wet Braking เป็นการสาธิตการทดสอบประสิทธิภาพการเบรกบนพื้นผิวเปียก ใช้บริเวณสนามที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบแบบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจะมีการฉีดน้ำลงที่พื้นให้เปียกตลอดเวลา โดยการสาธิต 3 รอบแรกจะเป็นการใช้รถยนต์ 3 คัน คันแรกใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP200 คันที่สองใส่ Bridgestone Turanza AR10 คันที่สามใส่ยางยี่ห้อคู่แข่ง โดยให้วิ่งมาทีละคันด้วยความเร็วระดับหนึ่ง เมื่อมาถึงจุดเบรกให้กระทืบเบรกแบบเต็มแรง แล้ววัดระยะเบรกของรถแต่ละคัน ผลการสาธิตปรากฏว่า รถยนต์คันที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP200 สามารถทำระยะเบรกได้สั้นที่สุด

ช่วงต่อมาก็เป็นการสาธิตในรถ SUV คันแรกใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP850 ส่วนคันที่สองใส่ยาง Bridgestone Dueler H/L 683 ผลการสาธิตปรากฏว่า รถยนต์คันที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP850 สามารถทำระยะเบรกได้สั้นกว่าคันที่ใส่ยาง Bridgestone Dueler H/L 683

หลังจากชมการสาธิตสมรรถนะของยาง Bridgestone Ecopia EP200/EP850 แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องแยกกลุ่มไปทดสอบตามสถานีที่แบ่งไว้อีก 3 สถานี โดยทีมงาน Auto-Thailand จะได้ขับขี่ทดสอบสมรรถนะกันในสนามด้วยตัวเอง

 

เริ่มสถานีที่สาม Wet Circuit  โดยจะให้ขับขี่ในสนามที่จำลองสภาพพื้นผิวเปียกที่มีทั้งทางตรง ทางโค้งกว้างๆ โค้งแคบ รวมถึงทางคดเคี้ยว ที่เรียกว่าครบรูปแบบเส้นทางใกล้เคียงความจริงเท่าที่จะทำได้ มีหัวฉีดน้ำฉีดพ่นน้ำให้พื้นผิวเปียกตลอดเวลา และตามเส้นทางวิ่งก็จะมีไฟล่อนวางบังคับเส้นทางไว้ด้วย

สำหรับในสถานีนี้จะใช้รถ SUV สองคัน คันแรกใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP850 ส่วนคันที่สองใส่ยาง Bridgestone Dueler H/L 683 โดยสองรอบแรกจะให้ขับรถที่ใส่ยาง Bridgestone Dueler H/L 683 ก่อน รอบแรกของการขับทดสอบเราใช้ความเร็วไม่มาก เพื่อดูไลน์สนามและทำความคุ้นชินกับอาการตัวรถในสนาม ถึงรอบที่สองจึงเพิ่มความเร็วขึ้น หลังจากครบสองรอบจึงเปลี่ยนมาขับทดสอบในรถที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP850 ตัวใหม่ เรียกว่าให้ความรู้สึกแตกต่างที่อยากบอกว่ามันเกาะหนึบกว่ากัน แม้ตอนที่เราเพิ่มความเร็วในโค้งความรู้สึกถึงอาการลื่นไถลมีน้อยมาก การควบคุมพวงมาลัยก็ทำได้อย่างมั่นใจ เรียกว่าการขับขี่แบบนี้เราคงไม่กล้าที่จะไปลองกันในถนนจริง แต่สำหรับในสนามทดสอบแล้วใส่กันได้เต็มๆ เพราะมีระบบความปลอดภัยรองรับอยู่แล้ว

สถานีที่สี่ Skid Pad รูปแบบการขับขี่ต้องขับด้วยความเร็วคงที่ 60 กม./ชม. วนเป็นวงกลมในพื้นผิวเปียกเช่นเคย พื้นที่ทดสอบจะมีไพล่อนวางไว้เป็นวงกลมให้วงรอบ โดย 3 รอบแรกจะให้ขับรถที่ใส่ยาง Bridgestone Turanza AR10 ก่อน หลังจากนั้นจึงเปลี่ยมาขับรถคันที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP200 เช่นเคยเมื่อนำความรู้สึกในการขับขี่ การบังคับควบคุมพวงมาลัยในยามที่ขับเป็นวงกลม และต้องพยายามรักษาความเร็วให้คงที่ จะสังเกตุได้วางรถที่ใส่ยาง Bridgestone Turanza AR10 จะมีอาการลื่นไถลอยู่บ้าง ส่วนในรถคันที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP200 จะมีอาการน้อยกว่า ทั้งยังสามารถใช้ความเร็วได้มากกว่า เรียกว่าถ้าเป็นการใช้งานจริงบนท้องถนนน่าจะเพิ่มความมั่นใจได้ในยามที่ต้องขับขี่ในตอนฝนตกถนนลื่นได้เป็นอย่างดี

สถานีสุดท้าย Slalom-Lene Change  การขับทดสอบการยึดเกาะถนนบนพื้นผิวแห้ง โดยใช้พื้นที่ลานโล่งๆ แล้ววางไพล่อนบังคับเส้นทางวิ่งไว้ เริ่มต้นด้วยการขับรถคันที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP100A ก่อนสองรอบ เริ่มออกสตาร์ทวิ่งตรงไปจะมีไพล่อนวางให้หลบหลีกซ้ายขวา แล้ววิ่งไปตามแนวไพล่อนที่วางไว้แบบโค้งขวากว้างๆ จะเจอไพล่อนอีกชุดให้หลบหลีก หลังจากนั้นจะต้องไปเบรกยังจุดที่กำหนดไว้ เรียกว่ารอบแรกเราเริ่มด้วยความเร็วไม่มา พอมาถึงรอบสองจึงเพิ่มความเร็วจนได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดของยางเลย จบสองรอบกับยาง Bridgestone Ecopia EP100A

เปลี่ยนมาลองรถคันที่ใส่ยาง Bridgestone Ecopia EP200 วิ่งเส้นทางเดิม โดยพยายามขับขี่แบบเดิมด้วยความเร็วเดิม เรียกว่าการยึดเกาะ รวมถึงเสียงยาง ณ จุดเดียวกันกับสองรอบแรกนั้นมีอาการน้อยลง การขับขี่ควบคุมทำได้มั่นใจขึ้น

 

ถึงตรงนี้ทีมงาน Auto-Thailand อยากบอกว่าจากการที่เราได้ลองทดสอบจริง เปรียบเทียบเอง ขับเอง ความรู้สึกที่ได้ก็รับรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างยางรุ่นที่นำมาเปรียบเทียบ ต้องบอกว่าทั้ง Bridgestone Ecopia EP200 และ Bridgestone Ecopia EP850 ให้การขับขี่ที่มั่นใจขึ้นจริงๆ อย่างว่าครับ...ของรุ่นใหม่ก็ต้องพัฒนาให้ดีกว่ารุ่นเก่า เขาถึงเรียกว่ารุ่นใหม่...จริงไหมครับ

 

สนับสนุนเนื้อหา โดย  Auto Thailand

ติดตามข่าวสารรถยนต์รวดเร็วก่อนใครได้ที่ AUTODEFT.com

5 เรื่องน่าสนใจ